September 24, 2017

กระทรวงอุตฯดึงนักลงทุนไทย – ญี่ปุ่น เปิดโต๊ะเจรจาบิ๊กแมทชิ่งธุรกิจ 4 โซน

September 09, 2017 366

กระทรวงอุตสาหกรรม เตรียมนำหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ พร้อมคณะนักลงทุนญี่ปุ่นกว่า 560 ราย เพื่อหารือและขยายผลการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมร่วมกันในช่วงระหว่างวันที่ 11 – 13 กันยายน 2560 ซึ่งการเตรียมเป็นเจ้าภาพหลักครั้งนี้ ยังมีกิจกรรมสำคัญต่าง ๆ อาทิ การนำคณะนักลงทุนญี่ปุ่นลงพื้นที่เยี่ยมชมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานของนิคมอุตสาหกรรมบนพื้นที่จริงของระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

รวมถึงการจัดสัมมนาใหญ่ในหัวข้อ Symposium on Thailand 4.0 towards Connected Industries ที่ร่วมกับอีก 3 หน่วยงานเศรษฐกิจ การจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างผู้ประกอบการไทย ที่มีศักยภาพกว่า 300 ราย กับคณะของญี่ปุ่นที่ได้แบ่งเป็น 4 โซน ได้แก่ โซนที่ 1 Automobiles โซนที่ 2 Electronics โซนที่ 3 Medical & Agriculture, Biotechnology, Food  โซนที่ 4 Service Industries

นอกจากนี้ยังจะได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกำหนดพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับที่ตั้งการลงทุน สำหรับนักลงทุนจากญี่ปุ่น    ที่จะตัดสินใจลงทุนในประเทศไทยได้ตรงกับความต้องการของแต่ละสาขาต่อไป

ดร.อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 11 – 13 ก.ย. นี้  จะเป็นช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับภาคอุตสาหกรรม การค้าและการลงทุนของไทยอย่างมาก

เนื่องจากจะมีการเดินทางของคณะนักทุนญี่ปุ่นรายใหญ่กว่า 560 ราย ที่นำโดย Mr. Hiroshige Seko รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น (METI) พร้อมด้วยหน่วยงานเศรษฐกิจภาครัฐ และภาคเอกชน อาทิ สมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น (KEIDANREN), องค์การส่งเสริมการค้าของญี่ปุ่นกรุงเทพ (JETRO),  องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่น (JICA), องค์การสนับสนุน SMEs แห่งประเทศญี่ปุ่น (SMRJ) เพื่อหารือแนวทางการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและญี่ปุ่น

สำหรับสิ่งที่เป็นประเด็นหลักที่นอกเหนือจากการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ และการรวมตัวนักลงทุนที่มีจำนวนมากที่สุดเพื่อเพิ่มน้ำหนักความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของประเทศไทยแล้ว กิจกรรมในครั้งนี้ยังเป็นการ   ตอกย้ำทิศทางการดำเนินงานทั้งในเรื่องของการพัฒนา 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย การยกระดับพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก การส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการ SMEs ตลอดจนแผนในการลงทุนด้านนวัตกรรม ระบบดิจิทัลและเทคโนโลยี โดยมียุทธศาสตร์ Connected Industries และ Thailand 4.0ที่จะนำพาทั้ง 2 ประเทศไปสู่เป้าหมายแบบต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ พร้อมเชื่อมเศรษฐกิจไทยไปสู่ระดับโลกได้มากขึ้น

กระทรวงอุตสาหกรรม จะเป็นหนึ่งในเจ้าภาพหลักของการนำคณะเดินทางเพื่อชมความพร้อมของประเทศไทยในครั้งนี้ และเบื้องต้นได้เตรียมจัดกิจกรรมที่สำคัญ ๆ ได้แก่ การสร้างกรอบความร่วมมือและทำความเข้าใจในการพัฒนา 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือ S-Curve

การลงพื้นที่เยี่ยมชมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานของนิคมอุตสาหกรรมบนพื้นที่จริงของระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ได้แก่ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง นิคมอุตสาหกรรมเหมราช สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ สถาบันวิทยสิริเมธี ในจังหวัดชลบุรี และจังหวัดระยอง

ตลอดจนร่วมกัหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพิจารณาและกำหนดพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการลงทุน หรือเป็นที่ตั้งของ สถานประกอบกิจการแต่ละประเภทไว้ให้ชัดเจน เพื่อให้พร้อมสำหรับนักลงทุนจากญี่ปุ่นที่จะตัดสินใจลงทุนในประเทศไทยได้ตรงกับความต้องการของแต่ละสาขา

ดร.อุตตม กล่าวเสริมว่า กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จะเป็น 4 หน่วยงานเศรษฐกิจหลักในการจับมือกันร่วมจัดสัมมนาใหญ่ในหัวข้อ Symposium on Thailand 4.0 towards Connected Industries

ในกิจกรรมนี้จะมีนักลงทุนญี่ปุ่นรายใหม่เข้าร่วมประมาณเกือบ 600 ราย นักลงทุนและผู้ประกอบการญี่ปุ่นที่อยู่ในไทยอยู่แล้วอีกประมาณ 400 ราย

รวมทั้งผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และรายเล็กของไทยอีกกว่า 300 ราย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจอุตสาหกรรมในประเภทอาหารและเกษตรแปรรูป ยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์ ผู้ประกอบการจากนิคมอุตสาหกรรม อาทิ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กลุ่ม SCG กลุ่มไทยเบฟกลุ่มเซ็นทรัล อายิโน๊ะโมโต๊ะ  คูโบต้าคอร์ปอเรชั่น มิตซุยซูมิโตโม่อินชัวรันส์ ฯลฯ ที่จะเข้าร่วมรับฟังยุทธศาสตร์และแนวทางในการขับเคลื่อนพร้อมกัน

พร้อมด้วยการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพกว่า 300 ราย กับคณะของญี่ปุ่นที่ได้แบ่งเป็น 4 โซนตามประเภทอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่

  • โซนที่ 1 Automobiles (Smart Automobiles, Aviation, Maintenance, Related Industries)
  • โซนที่ 2 Electronics (Smart Electronics, Robotics และ Digital)
  • โซนที่ 3 Medical & Agriculture, Biotechnology, Food (Medical & Wellness Tourism, Medical Hub, Agriculture, Biotechnology, Food, Biofuel, Biochemical)
  • โซนที่ 4 Service Industries (Trading, Retail, Logistics, Industrial Park)
  • โซนที่ 5 หน่วยงานภาครัฐของไทยที่เกี่ยวข้องกับการค้าการลงทุน เช่น การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมศุลกากร สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง จะมาให้ข้อมูลกับนักลงทุนญี่ปุ่นด้วย

กระทรวงอุตสาหกรรมยังมีแผนที่จะเร่งให้นักลงทุนญี่ปุ่นมีการลงทุนในวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ธุรกิจท้องถิ่น พร้อมอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นในไทยมาก่อนให้มากขึ้น โดยหลังจากนี้จะหยิบยกมาตรการการเพิ่มสิทธิประโยชน์ และการแก้ไขกฎหมายบางส่วนที่เอื้อต่อการลงทุนเพื่อชักจูงนักลงทุนญี่ปุ่นและชาติอื่น ๆ

นอกจากนี้ กระทรวงฯและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังหวังเป็นอย่างยิ่งอีกว่า ผลที่จะได้รับที่นอกเหนือจากการที่ญี่ปุ่นจะลงทุนและใช้ไทยเป็นฐานการผลิตและเกิดการลงทุนต่อไปยังเพื่อนบ้านมากขึ้นแล้วนั้น ยังจะเกิดการร่วมลงทุนการซื้อขายวัตถุดิบและชิ้นส่วน การถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ญี่ปุ่นมีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อัจฉริยะ (Smart Product) อาทิ ด้านยานยนต์ อาหารแปรรูป ทั้งยังจะเป็นหนทางไปสู่การพัฒนานวัตกรรมในสาขาใหม่ ๆ ตามแผนพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ อุตสาหกรรมอากาศยาน อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ อีกด้วย ดร.อุตตม กล่าวปิดท้าย