April 21, 2018

CU in Disrupted

December 15, 2017 1988

โครงสร้างทางสังคม โครงสร้างประชากร โครงสร้างทางเทคโนโลยีของโลกและประเทศไทยกำลังมีการเปลี่ยนแปลง เรากำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงวัย เรากำลังเผชิญกับเทคโนโลยีที่เข้ามาทดแทนอาชีพที่มีอยู่เดิม เรากำลังมุ่งหน้าพัฒนาประเทศให้หลุดจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง 

 

ในด้านวิถีชีวิต อินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวัน อุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อแอปพลิเคชันที่อำนวยความสะดวกให้กับชีวิตในด้านต่างๆ การใช้พลังงานสะอาดที่มีเพิ่มมากขึ้น การเลือกใช้ชีวิตอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและต่อสุขภาพก็เพิ่มมากขึ้น สถาบันการศึกษาก็มีหน้าที่ที่สำคัญในการเตรียมรับมือกับเรื่องเหล่านี้ทั้งในฐานะที่เป็นแหล่งรวบรวมผู้มีความรู้ในศาสตร์ต่างๆ และยังเป็นแหล่งในการคิดค้นองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้กับสังคมอีกด้วย

 

MBA มีโอกาสพูดคุยกับ ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกี่ยวกับบทบาทของสถาบันการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่และได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและระดับสากล ถึงการเตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง คุณลักษณะของบัณฑิตที่จะต้องผลิตออกไป รวมถึงบทบาทของจุฬาฯ ในการพัฒนาบุคลากรให้กับประเทศไทย

 

ปัจจัยที่กระทบสถาบันการศึกษา

ศ.ดร.บัณฑิต เล่าถึงปัจจัยที่จะส่งผลต่อสถาบันการศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับมหาวิทยาลัยว่าประกอบด้วย

“ปัจจัยแรก ตลาดแรงงานแข่งขันกันสูงขึ้น คนที่รู้เฉพาะศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งไม่ได้มีความได้เปรียบเหมือนในอดีต ที่ต้องจบพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ไม่ใช่รู้เฉพาะการเงิน รู้เฉพาะวิศวกรรมไฟฟ้า เครื่องกล คนที่เราจะผลิตขึ้นมาต้องปรับตัวตามปัจจัยที่สอง ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมีผลต่อการดำรงชีวิต การทำธุรกิจและต่อการศึกษา ระบบการศึกษาจะปรับเอาเทคโนโลยีมาใช้ได้อย่างไรอย่างเหมาะสม ไม่ช้าเกินไปและคนก็ปรับตัวได้ 

 

ปัจจัยที่สาม Value Base Economy การศึกษาต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจด้วย เราจะเห็นรัฐบาลก็หวังให้สถาบันการศึกษา นำมหาวิทยาลัยจากต่างประเทศเข้ามาเพื่อช่วยพัฒนาประเทศ สถาบันการศึกษาจึงต้องไปเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ

 

ปัจจัยที่สี่ Power Shift to Asia ดังนั้นมหาวิทยาลัยในเอเชียก็จะมีบทบาทมากขึ้น ความเข้มแข็งที่เพิ่มขึ้นแต่ละปีของมหาวิทยาลัยเอเชียในช่วงหลายปีที่ผ่านมาขึ้นมาก

 

ปัจจัยที่ห้า Aging Society เป็นหัวใจสำคัญที่รูปแบบการเรียนการสอนการให้ความรู้ต้องเปลี่ยนแปลงไป นี่เป็นปัจจัยภายนอกที่ทำให้สถาบันการศึกษาต้องปรับตัวไปด้วย”

 

สร้างคนที่มี 3 ด้าน

จากปัจจัยข้างต้น อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมองว่า หน้าที่ของสถาบันอุดมศึกษาจึงต้องสร้างคนที่มีคุณลักษณะดังนี้

“ถ้าเราดูคนที่เราต้องการ เราต้องการคนที่มีความรู้หลักๆ 3 ด้าน หนึ่ง Literacy จะต้องรู้เรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นศิลปวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เป็นเรื่องปกติที่เรียนรู้สะสมมาแต่เด็กจนถึงมหาวิทยาลัย สองคือ Competency และ สามคือ Character มหาวิทยาลัยต้องเสริมโดยเฉพาะในเรื่อง Competency และ Character Competency คือสิ่งที่บอกว่า เมื่อคนทั่วไปจะต้องแก้ไขในแต่ละวันแต่ละช่วงเวลา เป็นตัวกำหนดบทบาทว่า เขาจะแก้ไขได้อย่างไร หรือสามารถนำพาองค์กร พาส่วนงานไปได้อย่างไร ซึ่งมหาวิทยาลัยต้องมีบทบาทสำคัญในการช่วยเสริม Competency ในมหาวิทยาลัยที่เรามักจะพูดถึงคือเรื่อง Analytical Skill ที่เด็กไทยส่วนใหญ่มีพอใช้ได้ แต่ Critical Thinking ยังน้อย เวลาเจอปัญหาจะคิดจะแก้ไขจะปรับตัวอย่างไร Character ก็บ่งบอกลักษณะของคนที่ไม่ได้มาสร้างเฉพาะในมหาวิทยาลัย สร้างมาตั้งแต่ครอบครัว จากอนุบาล ก็เป็นเรื่องที่มหาวิทยาลัยมาช่วยเสริมทีหลัง Competency และ Character เป็นองค์ประกอบที่จะบอกว่าคนแต่ละคน มี Leadership ได้ในระดับใด ซึ่งคนที่จะเป็นผู้นำต้องมีทั้ง Character ที่ดีและ Competency ที่สูง ก็ไปประกอบกับด้านแรกคือ Literacy รู้เรื่องผูกโยงได้หรือไม่ เป็นพื้นฐาน เรื่องพวกนี้เกี่ยวโยงกับการศึกษาทั้งหมด”

 

 

ปรับบทบาทเดิม

ในส่วนบทบาทของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ.ดร.บัณฑิต มองว่ามีบทบาทที่จะต้องปรับและเพิ่ม

“บทบาทในโลกถัดไป หนึ่ง จุฬาฯ ต้องเป็น Educator (นักการศึกษา) Educate อย่างไรจึงจะสร้าง Leadership (ความเป็นผู้นำ) สร้าง Tomorrow Leaders (ผู้นำสำหรับอนาคต) เราต้องตั้งเป้าอย่างนั้น เราไม่ได้ต้องการสร้างคนที่ไปตาม เราต้องการสร้างผู้นำ คือมีทั้ง Literacy Competency และ Character เรื่องการเรียนการสอน Basic Function ต้องมีอยู่แล้ว แต่ต้องมี Feature ที่โดดเด่น คือจะสร้าง Tomorrow Wisdom Leader 

 

เช่น วิชา GenEd (การศึกษาทั่วไป General Education) วันนี้เราก็เปลี่ยน เราทำให้เด็กได้เรียนในสิ่งที่อยากเรียน สร้างสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ เราจะเห็นหลักสูตรใหม่ๆ เช่น ที่ผ่านมาแต่ละคณะก็ไปทำกันเองเยอะ ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มการศึกษาทั่วไปที่ผ่านมา เด็กก็จะนิยมลงทะเบียนวิชาที่ได้เกรดง่าย วิชาไหนที่เกรดง่ายก็แข่งกันลง เวลานี้มีวิชา GenEd ที่ไม่มีเกรดแต่เป็นวิชาที่น่าสนใจ เด็กอยากเรียน เช่น มักเกิ้ลฟิสิกส์ ก็เต็มนะครับ วิชาเช่น หลักสูตรแชมป์ รับ 60 คนเด็กสมัคร 900 เราเริ่มจัด GenEd Fair เป็นงานแฟร์ที่ก่อนจะเรียน ลูกศิษย์มาดูก่อนว่าสอนอะไร อาจารย์ก็ดูว่าลูกศิษย์คนนี้หน่วยก้านเป็นอย่างไร ก็เปลี่ยนมุมมอง เด็กอยากเรียนต้องได้เรียน ผมก็ไปลดเงื่อนไข เขาอยากเรียนอะไรก็เรียน วิชาการศึกษาทั่วไปเป็นวิชาที่ไปเสริมให้เกิด Character ก็เริ่มทำ แต่ทุกอย่างระบบของเราจะเปลี่ยนแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือวันเดียวเสร็จไม่ได้ ผมไม่ได้อยากปั้นให้เด็กจุฬาฯ ออกมาเป็นแบบเดียวกันหมด ดังนั้นตัวพื้นฐานจะคล้ายๆ กัน เข้ามาเป็นจุฬาฯ แล้วพื้นฐานเหมือนกัน ใส่ชุดนิสิตเหมือนกัน เรียนวิชาบังคับเหมือนกัน แต่ที่เหลือคุณไปหา Character ของคุณเองได้ นั่นเป็นบทบาทแรกของจุฬาฯ เรื่อง Educator

 

บทบาทต่อมา จุฬาฯ ต้องทำเรื่อง R&D Cutting Edge Knowledge เป็น Cutting Edge Knowledge สำหรับอนาคต วันนี้เรา เรามีธีม บน 3 ฐาน 1 จุฬาฯ มีองค์ความรู้เดิม 2 เป็น Rising Issue เป็นเรื่องที่มีอนาคต 3 เป็นเรื่องที่อยู่เมืองไทยแล้วไม่เสียเปรียบหากได้เปรียบยิ่งดี จาก 3 ฐานมากำหนดเป็น 4 ธีม คือ 1. Aging Society 2. Smart and Digital Economy 3. Sustainable Development แต่เน้นเรื่อง Food, Water, Energy 4. Smart Inclusive Community เรื่องของชุมชนสังคม ส่วนบทบาท การช่วยเหลือแก้ไขปัญหาสังคม เราก็ทำอยู่แล้ว”

 

เสริมบทบาทใหม่

“มิติใหม่ที่จะเกิด ที่จุฬาฯ จะทำต้องทำเพิ่มเติม คือจุฬาฯ ต้องเป็น Connector (ผู้เชื่อมโยง) บทบาทมหาวิทยาลัยต้องเชื่อมโยง เริ่มจากศิษย์เก่า ภายในเองต้องดีก่อน เชื่อมโยงกับภายนอก เชื่อมโยงกับต่างประเทศ ในทุกด้าน ตอนนี้เรามี Siam Innovation District แทนที่เราจะทำเฉพาะ CU Innovation Hub ซึ่งเดิมเป็นแพลตฟอร์มที่ทำขึ้นให้กับคนในมหาวิทยาลัยเป็นหลัก วันนี้ก็ขยายแพลตฟอร์ม จะอยู่ที่สยามสแควร์วัน เปิดเดือนธันวาคมนี้ เป็น Public Platform เพราะจะทำเรื่องนวัตกรรมต้องเปิดให้ข้างนอกเข้ามาด้วย 

 

ไม่เฉพาะในจุฬาฯ หรือประเทศไทย ต้องต่างประเทศมาด้วย วันนี้ ในเอเชียเราก็เน้นหน่อย เพราะ Power Shift to Asia เราก็มีโครงการ Asia University Focus ระบุ 14 มหาวิทยาลัยในเอเชีย ที่เรากำหนดเป้า แต่ละมหาวิทยาลัยมี Liaison คอยตาม ให้โฟกัสเราแหลมคมขึ้น

 

อีกบทบาทที่จุฬาฯ ต้องทำ เรื่องความคิดใหม่ๆ ต้องเปิดและทำด้วย สอนความคิดใหม่ๆ ก็โยงกับวิชาอย่าง GenEd โยงกับ Innovation แต่ต้องลองของใหม่ การเรียนการสอนแบบใหม่ ความคิดใหม่ๆ เช่นเราจะลองทำสมาร์ตซิตี้ ลองทำ Device ต่างๆ นี่เป็นเชิงที่จับต้องได้ การทำโครงการให้เด็กออกไปอยู่ใกล้ชิดกับชุมชน ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย โครงการใหม่ๆ ไอเดียใหม่ๆ กิจกรรมใหม่ๆ ไม่จำเป็นต้องออกร้านขายของ ทำเสื้อขาย ทำสมุดขาย เช่นเรากำลังทำโครงการจักรยาน โครงการ Chula Zero Waste กระป๋อง ขวดพลาสติก ใครเหลือที่บ้านเอามา มีเครื่องรับ ให้เครดิต ตั้งจุดน้ำดื่มให้นิสิตไม่จำเป็นต้องซื้อน้ำขวดกินแล้วทิ้ง มีขวดน้ำ จะไปซื้อน้ำดื่ม ซื้อกาแฟ เอาของตัวเองไปลด 5 บาท ไปสหกรณ์ซื้อของไม่มีถุงให้ ใครจะเอาถุงเสีย 2 บาท วันนี้ถุงที่ลดไปตั้งแต่เราทำมาเกือบปีลดไปเกือบล้านใบ เศษอาหารเอามาทำพลังงาน เรากำลังทำ เพลินสเปซ เพราะโลกยุคนี้ เด็กก็ไม่ค่อยได้เจอกัน สมัยก่อนเดินกันไปกันมาก็เจอกัน รู้จักสนิทสนมกัน ต้องมีที่ให้เขาอยู่ร่วมกัน วันนี้ก็มีหอสมุดกลางเปิด 24 ชั่วโมง เด็กก็มาอยู่กัน ช่วงสอบ ก็มาอยู่กันเต็มหลายร้อย เราก็คิดจะทำ 

 

เราจัด Inno Dating ให้คนต่างสาขามาเจอกัน ก็จัดไปหลายครั้งแล้ว ซึ่งดีมาก โดยเฉพาะอาจารย์ได้มาเจอกัน อาจารย์สาขาหนึ่งมาถ้าเป็นสาขาผมเจอปัญหาอย่างนี้ผมแก้ไม่ได้ ไม่สะดวกเลย อีกสาขาหนึ่งบอก ถ้าเป็นสาขาเขาปัญหาแบบนี้ก็มีแก้ได้อย่างนี้อย่างนี้ ก็คุยกัน เริ่มมีการข้ามสาขา ก็มีแนวคิดใหม่ขึ้น เปิดแพลตฟอร์มใหม่ๆ ให้มาลอง”

งานสร้างนวัตกรรม

ศ.ดร.บัณฑิตให้มุมมองเรื่องการสร้างนวัตกรรมโดยมหาวิทยาลัยว่า “ข้อดีของจุฬาฯ คือมีศาสตร์แบบผสมผสาน ไม่ได้มีเฉพาะแพทยศาสตร์ ไม่ได้เน้นเฉพาะวิศวกรรมศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์ จุฬาฯ นี่ผสมผสานและบาลานซ์ด้วย ผมพูดได้ว่าครบเครื่อง ครบทุกศาสตร์ เรื่องนวัตกรรม หัวใจสำคัญคือเรื่องการข้ามศาสตร์ เราสร้างแพลตฟอร์ม
จัด Inno Dating ตอนนี้เราก็จะขยายไป Siam Innovation District จุฬาฯ เราจะเป็น Smart Intellectual Community เชื่อมโยงกับสยามสแควร์ ทรัพย์สินทางปัญญา มหาวิทยาลัยก็คาดหวัง จริงๆ เป็นความคาดหวังของรัฐ ว่าเมื่อลงทุนทางด้านงานวิจัยไปมากมายก็หวังจะได้ผลตอบแทนจากทรัพย์สินทางปัญญากลับคืน แต่เราต้องยอมรับความเป็นจริงว่า ที่ผ่านมาในอดีตจนปัจจุบัน รายได้ที่มาจากทรัพย์สินทางปัญญาน้อยมาก หลักแสนต่อปี ลงทุนปีหนึ่งเป็นสิบล้าน ถามว่ายังจดกันอยู่ไหม สิทธิบัตรทางปัญญาต่างๆ ก็จด แต่ไม่มีคนเอาไปใช้ ธุรกิจก็ไม่เอาไปใช้ ในหลายปีมานี้ก็เริ่มมีบริษัทใหญ่ๆ เริ่มลงทุนวิจัยพัฒนา และเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้น ก็ทำให้ดูเหมือนกระเตื้องขึ้น 
แต่ผมมองระยะยาว อาจจะต้องปรับ หลายประเทศเราจะพบว่าค่าใช้จ่ายการจดสิทธิบัตรสูง ด้วยระบบที่มีอยู่ และเราก็หวังว่าจะได้มีคนเอาไปใช้ แล้วเราจะได้เงินกลับคืนจากการให้ไลเซนต์ไป กำลังคิดอยู่ว่า เปิดไลเซนต์ฟรีไปเลยดีไหม ของที่มีอยู่ ใครอยากเอาไปใช้เอาไปใช้เถอะ เพราะวันนี้มีอยู่ก็ไม่ได้นำไปใช้
ขอให้มีคนเอาไปใช้ อยู่ในเมืองไทยให้ไปเถอะ คนที่เอาไปใช้แล้วสำเร็จเดี๋ยวเขามีใจกลับมาให้เอง เพราะหลายมหาวิทยาลัยในโลกนี้เริ่มเปลี่ยนแล้ว สมมติผมเอาเทคโนโลยีหนึ่งไปใช้สร้างตัวร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีผมก็ต้องนึกถึง ต้องกลับมาให้น้องๆ มาลงกองทุนมาทำอะไรก็ได้”

 

ในฐานะผู้นำด้านการศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะเป็นแกนนำในการสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีทักษะและความสามารถรองรับกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ในอนาคตด้วยการปรับบทบาทดังที่อธิการบดีกล่าวมาทั้งหมด แต่ทั้งนี้

 

อธิการบดีย้ำกับเราว่า การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยคงไม่สามารถเป็นไปได้อย่างทันทีทันใด แต่จะเป็นการปรับในส่วนที่สามารถเดินหน้าไปก่อนได้ และให้ส่วนอื่นๆ ตามกันไป เพื่อพัฒนาให้จุฬาฯ เป็นมหาวิทยาลัยที่สามารถผลิตคนที่มีทั้งทักษะและความรู้ เหมาะสมกับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป

เรื่องและภาพ : กองบรรณาธิการ