viroonrat h.

viroonrat h.

ในยุคแห่งการเติบโตทางด้านธุรกิจและการเรียนรู้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด โดยเฉพาะในกลุ่ม Startup ที่เกิดขึ้นอย่างมากมายในยุคดิจิทัลนี้ จึงเกิดธุรกิจบริการให้เช่าสถานที่เพื่อการจัดประชุม สัมมนา จัดเลี้ยงขึ้นหลายแห่ง เพื่อตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกและความทันสมัยในการเติบโตธุรกิจโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่ออฟฟิศขนาดใหญ่ สำหรับการจัดกิจกรรมต่างๆ ของบริษัท

วิคเตอร์คลับ (Victor Club) สาขาเอฟวายไอ เซ็นเตอร์ (FYI Center) จึงเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ให้บริการเช่าพื้นที่เพื่อการจัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งการจัดการประชุม การสัมมนา จัดเลี้ยง และปาร์ตี้ เพื่อตอบโจทย์ของคนทำงานวัย Gen Y และผู้ที่เริ่มต้นทำธุรกิจ โดยชูจุดเด่นทั้งในด้านการออกแบบที่มีความสดใส สิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย และมีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการพื้นที่ รวมทั้งมีการให้บริการมาตรฐานเดียวกับโรงแรม โดยเกิดจากความสำเร็จของสาขาก่อนหน้าที่สาทรสแควร์

ปิยะวัลย์ สร้อยน้อย ผู้อำนวยการ วิคเตอร์คลับ ได้เล่าถึงที่มาที่ไปของวิคเตอร์คลับว่า

"วิคเตอร์คลับ เป็นส่วนหนึ่งของบริษัท บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ โกลเด้นแลนด์อย่างที่ทราบว่าโกลเด้นแลนด์ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนโครงการเชิงพาณิชยกรรม (Commercial Project) และส่วนโครงการที่พักอาศัย (Residential Project) กล่าวคือ Residential Project ก็จะเป็นกลุ่มบ้านแนวราบ รวมทั้งในรูปแบบของอาคารพาณิชย์ ส่วนโครงการเชิงพาณิชยกรรม ก็ได้แก่ สาทรสแควร์, เอฟวายไอ เซ็นเตอร์ และที่กำลังจะเปิดอีกแห่งคือ สามย่านมิตรทาวน์ โดยวิคเตอร์คลับ ก็จะเป็นส่วนหนึ่งของส่วนโครงการเชิงพาณิชยกรรม ซึ่งเรียกว่าเป็นอีกหนึ่งธุรกิจของโกลเด้นแลนด์ จึงมีแนวความคิดในการใส่ความมีชีวิตชีวาให้กับอาคารเหล่านั้น ซึ่งเราออกแบบให้มีความยืดหยุ่นทั้งด้านสถานที่ และพื้นที่ที่ไม่ยึดติดกับรูปแบบที่เป็นทางการเดิมๆ

และมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร, ร้านสะดวกซื้อ รวมถึงสถานที่จัดกิจกรรม อีเวนต์ เวิร์กช็อป ปาร์ตี้ต่างๆ ซึ่งเรามองว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นของทุกบริษัท เพื่อทำให้ผู้เช่าอาคารสะดวกสบายมากขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางออกไปข้างนอกเพื่อจัดกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ เพราะว่าเดินทางออกไปก็เสียเวลา นอกเหนือจากกลุ่มผู้เช่า เรามองว่า อยากให้ที่นี่เป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับคนภายนอก เช่นกลุ่ม Startup ที่กำลังมองหาสถานที่ในการจัดกิจกรรมลักษณะแบบนี้ด้วยเช่นกัน และด้วยทำเลที่ตั้งที่สะดวกต่อการเดินทาง อย่างที่สาขาเอฟวายไอ เซ็นเตอร์ นี้ก็อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ อยู่ใจกลางเมือง และยังสะดวกสำหรับกลุ่มคนที่มาเป็นกรุ๊ป มาจากต่างประเทศหรือต่างจังหวัดที่ต้องการหาที่พัก ก็สามารถพักที่โรงแรมโมเดนา บาย เฟรเซอร์ กรุงเทพฯ ที่อยู่ด้านข้าง และเดินมาประชุมที่นี่ได้เลย

"สำหรับวิคเตอร์คลับของเรามี 2 สาขา คือ สาขา สาทรสแควร์ เปิดไปเมื่อ 2015 ซึ่งได้ผลตอบรับที่ดีอย่างสม่ำเสมอทั้งจากผู้เช่าและคนภายนอก และสาขา เอฟวายไอ เซ็นเตอร์ ซึ่งเปิดเมื่อปี 2017 ก็จะมีกลุ่มลูกค้าในโซนถนนพระรามสี่ อโศก หรือย่านรัชดานี้ เพราะมีออฟฟิศอยู่บริเวณนี้เป็นจำนวน จึงมองเห็นว่าบริเวณนี้มีศักยภาพในการให้บริการ

"โดยวิคเตอร์คลับสาขาเอฟวายไอ เซ็นเตอร์ นี้จะออกแบบตามคอนเซปต์ของอาคาร เช่นเดียวกับในสาขาสาทรสแควร์จะเน้นในแนว Neo Vibrant ที่มีสีสันใหม่สดใสสะดุดตา แต่สำหรับที่เอฟวายไอ เซ็นเตอร์ ซึ่งมีคอนเซปต์ของอาคารเป็น Business Creativity กลุ่มวัยรุ่น คนทำงานยุคใหม่ ดังนั้นก็จะไม่ปิดกั้นรูปแบบออฟฟิศทำงานเดิมๆ จึงกลายมาเป็นปัจจัยในการออกแบบวิคเตอร์คลับตั้งแต่เดินเข้ามาในบริเวณภายในก็จะเห็นว่ามีสีสันสดใส ที่รู้สึกได้ว่า เป็นกลุ่มคนที่มีอายุน้อยลงมา อย่างภาพวาดน้องแมว ก็จะเป็นกิมมิกที่ทำให้ดูสดใสขึ้น หรืออย่างดีไซน์ของสันหนังสือ ดินสอ ซึ่งหมายถึงการแชร์ความรู้ประสบการณ์ร่วมกัน ในส่วนของพื้นที่ก็ยังสามารถแชร์ใช้ร่วมกันได้ และมีจุดถ่ายรูปได้หลายจุดตั้งแต่เดินเข้ามา

ในส่วนห้อง Meeting Room จะมีความโปร่งกว้างสบาย สามารถมองเห็นวิวด้านนอก ซึ่งจะอำนวยความสะดวกให้กับคนที่มาใช้ที่ตอบโจทย์ให้กับคนที่มาเทรนนิ่งทั้งวัน ต่อกันหลายๆ วัน นอกจากนี้ก็ใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีสีสันเพื่อเพิ่มความรู้สึกกันเองด้วย ในส่วนของสิ่งอำนวยความสะดวกก็มีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย อาทิ ระบบปรับอากาศอัจฉริยะ (VAV) กระจกกันความร้อนประสิทธิภาพสูง ช่วยลดการนำความร้อนเข้ามายังพื้นที่ เครื่องเสียงระบบไร้สาย (Wireless) รองรับการใช้ไมค์พร้อมกันของผู้ใช้บริการถึง 20 ท่าน และยังออกแบบเพื่อรองรับการประชุมทางโทรศัพท์ (Conference Call) กับต่างประเทศได้ รวมทั้งมีสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง รองรับการใช้งานสูงสุดถึง 100 Mbps/100 Mbps ด้วย"

จากความเป็นมาของวิคเตอร์คลับจึงเห็นว่าเป็นการตอบสนองความต้องการของคนกลุ่ม Size M ที่มีขนาดตั้งแต่ 10 – 300 คน ที่ต้องการจัดกิจกรรมกลุ่มย่อยๆ เพื่อที่จะดูแลผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้อย่างทั่วถึง โดยจะเป็นกลุ่ม Start-up 40% กลุ่ม Smart Technology 30% และกลุ่ม Financial Advisor 20% จากเทรนด์นี้ก็จะเห็นได้ว่า ลักษณะของวิคเตอร์คลับจะไม่ได้เป็น Corporate Training เพียงอย่างเดียว แต่จะมีทั้งรูปแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการที่แต่ละกลุ่มจัดกิจกรรมขึ้น

นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นที่นอกเหนือจากเรื่องทำเล ดีไซน์ที่แปลกตาไปจากเดิมบนพื้นที่ 950 ตารางเมตรแล้ว ก็คือ ในเรื่องของความยืดหยุ่นการบริหารพื้นที่ของสถานที่ ซึ่งประกอบด้วยในส่วนของห้องพักผ่อน Refreshment Area, ห้อง Victor 1 และ Victor 2 ซึ่งสามารถเปิดทะลุถึงกันได้ ทำให้ได้ห้องขนาดใหญ่ขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถรวมเอาในส่วนของ Refreshment Area เข้าไปในแต่ละส่วนได้ด้วย และในส่วนอีกด้านหนึ่งก็ยังมีห้อง Victor 3 และ Victor 4 ซึ่งสามารถเปิดทะลุถึงกันได้เช่นเดียวกัน ทำให้เลย์เอาต์สามารถดีไซน์ห้องได้ถึง 7 แบบ เพื่อตอบโจทย์ความยืดหยุ่นของการใช้งาน โดยในส่วนของพื้นที่พักผ่อน Refreshment ได้ออกแบบให้มีถึง 2 จุด พร้อมบริการน้ำดื่ม ชากาแฟ และน้ำอัดลม แบบบริการตนเอง (Self-service) และยังสามารถลงไปพักผ่อนในสวนสีเขียวที่ตั้งของ Mr. & Mrs. Spark ประติมากรรมอันโดดเด่นของอาคารได้อีกด้วย

อีกทั้งยังยืดหยุ่นในเรื่องของอาหาร ที่สามารถจัดบริการให้ได้ตามที่ลูกค้าต้องการ ทั้งในแบบ Catering Food, Street Food หรือซุ้มอาหาร และบาร์ได้อีกด้วย โดยอัตราค่าบริการในการเช่าพื้นที่ยังต่ำกว่าโรงแรม 15 - 20% ซึ่งจะมีทั้งแบบแพ็กเกจที่รวมอาหารและไม่รวม โดยทุกบริการเทียบเท่ามาตรฐานเดียวกับโรงแรมเลยทีเดียวทั้งพนักงานและการบริการต่างๆ

จากความสำเร็จที่ผ่านวิคเตอร์คลับมีอัตรายอดใช้บริการถึง 60% จึงเป็นเครื่องการันตีได้ถึงการให้บริการอย่างดีเยี่ยมในทุกด้านที่กล่าวมาข้างต้น หากท่านใดสนใจการใช้บริการ สามารถชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.victor-club.com

kkfldldldel

บริษัท ทิพยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ร่วมมือกับธนาคารออมสิน และบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) สนับสนุนการแสดงหุ่นละครเล็ก ชุดการแสดงของ ทิพยศิลป์แห่งสยาม ตอน สงครามเภรีปราบอรินทร์ ซึ่งเปิดให้ประชาชนได้ร่วมชมแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อเป็นการเผยแพร่และสืบสานศิลปะการแสดงหุ่นละครเล็กของไทย โดยมีคุณพุทธรักษ์ ทิพชัชวาล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ส่วนงานคณิตศาสตร์ประกันภัย เป็นตัวแทนบริษัท ทิพยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)  รับช่อดอกไม้จากหม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุลคุณ ประธานในพิธี  เมื่อวันที่ พฤษภาคม 2561 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ได้รับรางวัลสูงสุด “2018 Medical Tourism Hospital of the Year in Asia Pacific” ด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ถึง 2 ปีซ้อน และศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ ได้รับรางวัล “2018 Integrated Health and Wellness Service Provider of the Year in Asia Pacific” และ “2018 Best Health Screening Provider of the Year in Asia Pacific” โดยมีคุณนภัส เปาโรหิตย์ ผู้อำนวยการด้านการตลาด โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ และ มร. ไบรอัน ดาร์ดซินสกี ผู้อำนวยการด้านบริหาร ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ รับมอบรางวัลจาก มร. วรุณ ปัญจวานิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Global Health and Travel นิตยสารชั้นนำด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวและสุขภาพในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในงาน “2018 Asia Pacific Healthcare & Medical Tourism Awards” ณ กรุงโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนามเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2561

นอกจากนี้ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ยังได้รับสุดยอดรางวัลประจำปี 2018 อีก 7 รางวัล ได้แก่ รางวัลโรงพยาบาลแห่งปี 2018 ของประเทศไทย (2018 Hospital of the Year Thailand), รางวัล Smart Hospital แห่งปี 2018 ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (2018 Smart Hospital of the Year in Asia Pacific), รางวัลผู้ให้บริการด้านการรักษาโรคหัวใจแห่งปี 2018 ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (2018 Cardiology Service Provider of the Year in Asia Pacific), รางวัลผู้ให้บริการด้านการรักษาโรคหูคอจมูกแห่งปี 2018 ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (2018 ENT Service Provider of the Year  in Asia Pacific), รางวัลผูู้ให้บริการด้านการรักษาศัลยกรรมกระดูกแห่งปี 2018 ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (2018 Orthopaedic Service Provider of the Year in Asia Pacific), รางวัลผู้ให้บริการด้านการปลูกถ่ายอวัยวะแห่งปี 2018 ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (2018 Transplant Service Provider of the Year in Asia Pacific) และรางวัลผู้ให้บริการด้านศัลยกรรมการตกแต่งแห่งปี 2018 ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (2018 Cosmetic Surgery Provider of the Year in Asia Pacific)

พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานเปิดตัว การจ่ายเงินอุดหนุนให้กับผู้ประสบปัญหาทางสังคม ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ Krungthai Corporate Online โดยมี สุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง นภา  เศรษฐกร อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ และ ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ร่วมในพิธีเปิด ณ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ

ผยง กล่าวว่า ความร่วมมือกับกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกรมบัญชีกลางในครั้งนี้ นอกจากสนองนโยบายภาครัฐในเรื่องธรรมาภิบาลแล้ว ยังช่วยเพิ่มความรวดเร็ว มั่นใจ โปร่งใส และสะดวกสบายให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยระบบ Krungthai Corporate Online จะดำเนินการโอนเงินโดยอัตโนมัติ ซึ่งผู้ประสบภัยทางสังคมที่มีบัญชีธนาคารกรุงไทยจะได้รับเงินในทันที ส่วนผู้ที่มีบัญชีของธนาคารอื่นจะได้รับเงินภายใน 2 วัน

ทั้งนี้ ระบบดังกล่าว ผู้ทำรายการสามารถดูสถานะการทำรายการต่างๆ รวมถึงมีหลักฐานแสดงข้อมูลการทำรายการทั้งแบบสรุป และแบบมีรายละเอียดอย่างครบถ้วน  รวมทั้งมีระบบตรวจสอบข้อมูลของผู้รับเงินก่อนจะดำเนินการโอนเงินด้วย

อย่างไรก็ตาม เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย ธนาคารกรุงไทยได้ยกเว้นค่าธรรมเนียมการเปิดบัญชีสำหรับผู้รับเงินอุดหนุนที่ไม่มีบัญชีธนาคาร ค่ารักษาบัญชีสำหรับผู้มีบัญชีธนาคารกรุงไทย ซึ่งเมื่อโอนเงินเข้าบัญชีแล้ว ผู้รับเงินจะได้รับ SMS แจ้งเตือนเงินเข้าบัญชี ตามหมายเลขโทรศัพท์ที่แจ้งไว้ โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมแต่อย่างใด นอกจากนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มผู้รับเงินอุดหนุนที่ไม่มีบัญชีธนาคารหรือไม่สะดวกในการไปเปิดบัญชี ในอนาคต จะสามารถรับเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือใช้บัตร E-​​​​​Money ได้อีกด้วย

บริษัท ทิพยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) สนับสนุนมหกรรมการแข่งขัน “เดิน-วิ่ง การกุศลสายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-กัมพูชา” ครั้งที่ 1 เพื่อเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย-กัมพูชาและเพื่อหารายได้จัดซื้อเครื่องมือแพทย์ให้กับโรงพยาบาลน้ำยืน จ.อุบลราชธานี โดยมีคุณพีรพล ประเสริฐศรี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการลงทุน บริษัท ทิพยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ร่วมงานแถลงข่าวเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2561 ณ เอสพลานาส แคราย กรุงเทพฯ

สถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดตัว Sustainability Store หรือ ร้านค้าความยั่งยืน โดยเสนอ 3 แนวทางการพัฒนาบทบาททางธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนที่ตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียและการยอมรับจากสังคมอย่างยั่งยืน

สถาบันไทยพัฒน์ เป็นสถาบันที่มีบทบาทหน้าที่ในการส่งเสริมความยั่งยืนของกิจการ และการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคมผ่านการวิจัย (Research) การฝึกอบรม (Training) และการให้คำปรึกษา (Consulting) แก่ภาคเอกชน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 จนถึงปัจจุบัน

จากการสำรวจของสถาบันไทยพัฒน์ ต่อการนำ GRI Standards มาใช้ในการจัดทำรายงานความยั่งยืนของกิจการ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2561 กับผู้ตอบแบบสอบถาม 87 ท่าน พบว่า ร้อยละ 67 จะนำมาตรฐาน GRI มาใช้ในรอบการดำเนินงานปี 2561 นี้ ร้อยละ 6 จะนำมาใช้ในรอบการดำเนินงานปี 2562 และร้อยละ 18 ต้องใช้เวลาเตรียมการอีกระยะหนึ่ง โดยผู้ตอบแบบสอบถาม อีกร้อยละ 8 ยังไม่แน่ใจ และร้อยละ 1 ไม่มีแผนนำมาใช้

ขณะที่ผลการสำรวจเรื่องการสนองตอบต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ในการดำเนินงานขององค์กร พบว่า ร้อยละ 50 มีการบรรจุ SDGs ไว้เป็นวาระการดำเนินงานขององค์กร ร้อยละ 34 มีการตอบสนองในรูปโครงการและกิจกรรมที่อยู่นอกกระบวนหลักทางธุรกิจ และร้อยละ 12 ได้เข้าร่วมในเครือข่ายธุรกิจที่เอื้อต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG-Friendly Biz) ที่สถาบันไทยพัฒน์ริเริ่ม ส่วนอีกร้อยละ 4 ยังไม่มีแผนในการตอบสนอง โดยอยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อริเริ่มแนวทางการพัฒนาสู่ความยั่งยืน และอยู่ระหว่างการพิจารณาขององค์กร

ฉะนั้นจากการที่สถาบันไทยพัฒน์ได้มีประสบการณ์จากการมีส่วนในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกับองค์กรธุรกิจมานานกว่า 17 ปีนี้เอง ในปี 2561 นี้ทางสถาบันจึงได้เปิดตัว Sustainability Store โดยนำเอาเครื่องมือ และมาบรรจุไว้ในสามหมวดบริการหลัก ภายใต้ร้านค้าความยั่งยืนนี้ ได้แก่ การจัดทำกรอบความยั่งยืน (S-Framework) การประเมินระดับความยั่งยืน (S-Score) และการวางกระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งรายงานความยั่งยืน (S-Report) ซึ่งทั้งสามหมวดบริการหลัก องค์กรธุรกิจสามารถเลือกใช้ตามความเหมาะสมกับสถานะของกิจการของตนเอง

S-Framework เป็นการศึกษาและทบทวนข้อมูลสถานภาพด้านความยั่งยืนในปัจจุบันของกิจการ เพื่อค้นหาประเด็นความยั่งยืนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานขององค์กร แนวการบริหารจัดการ และตัวบ่งชี้การดำเนินงานด้านความยั่งยืนที่สำคัญ สำหรับใช้ขับเคลื่อนองค์กรให้เข้าสู่วิถีการพัฒนาที่ยั่งยืน และใช้เป็นข้อมูลนำเข้าสำหรับการจัดทำยุทธศาสตร์องค์กรภายใต้บริบทความยั่งยืน

S-Score เป็นบริการที่ช่วยสอบทานสถานะความยั่งยืนของกิจการ โดยคำนึงถึงความเชื่อมโยงสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้เสียแต่ละกลุ่มที่องค์กรเข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งมีความคาดหวังและความสนใจในเรื่องที่กิจการดำเนินการแตกต่างกัน รวมทั้งการวิเคราะห์เพื่อระบุถึงสิ่งที่องค์กรควรดำเนินการ (Gap Analysis) ในแต่ละกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อให้เกิดเป็นผลการดำเนินงานที่นำไปสู่การยอมรับของผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่างๆ

S-Report เป็นการวางกระบวนการรายงานที่ประกอบด้วยงาน 5 ระยะ (Prepare -> Connect -> Define -> Monitor -> Report) ตามข้อแนะนำขององค์การแห่งความริเริ่มว่าด้วยการรายงานสากล (GRI) ซึ่งเน้นการบูรณาการความยั่งยืนให้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์องค์กร เพื่อสร้างให้เกิดคุณค่าที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนของกิจการจากกระบวนการรายงาน มิใช่เพื่อการมุ่งหวังเพียงแค่เอกสารหรือเล่มรายงาน

โดยวรณัฐ เพียรธรรม ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ ได้ตอบข้อซักถามในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างการพัฒนาธุรกิจให้มีความยั่งยืนกับ CSV ว่ามีนัยสำคัญอย่างไรไว้ว่า

“CSV จะเป็นส่วนหนึ่งของ S-Score คือ ถ้าเราดูในส่วนของ S-Score ก็จะมีการประเมินในหลายๆ เรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคม และคุณค่าร่วม ซึ่ง CSV ก็จะอยู่ในหมวดนี้ ในเรื่องของการประเมิน Benchmark ว่าองค์กรมีการทำ CSV ได้ในระดับใดแล้ว”

นอกเหนือจากนี้ยังได้อธิบายการวัดระดับความยั่งยืนขององค์กรไว้อย่างน่าสนใจ

“เรื่องของตัววัดความยั่งยืน อาจจะไม่ได้มีพารามิเตอร์ค่าใดค่าหนึ่ง เพียงแต่ว่าในหนึ่งองค์กรก็จะมีผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องอย่างหลากหลาย ซึ่งภายใต้ความหลากหลายตรงนี้เองอาจจะต้องไปดูว่า ผู้มีส่วนได้เสียของเขามีความคาดหวังในแต่ละเรื่องที่จะต้องมีการดำเนินงานมากน้อยแตกต่างกันอย่างไร โดยที่เราอาจจะต้องมีข้อบังคับหรือข้อปฏิบัติอะไรบางอย่างที่เหมาะสมกับเขา ซึ่งอาจจะเป็นค่า Benchmark ของอุตสาหกรรมนั้น หรือเป็นค่า Best Capacity เอามาเป็นตัวเปรียบเทียบ และอาจจะต้องวัดกับข้อปฏิบัติของเขาที่ทำได้จริงว่าระดับไหน ซึ่งตรงนี้อาจจะประเมินออกมาเป็น Gap ได้ แต่ก็อาจจะยังไม่ได้บอกว่า ถ้าเขาทำได้ดี เขาคือธุรกิจที่ยั่งยืนแล้ว ตรงนั้นอาจจะพูดไม่ได้ เพราะเรื่องของการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นเรื่องของวิถีและช่วงระยะเวลา”

ทั้งนี้นอกจากทางสถาบันไทยพัฒน์จะมีเป้าหมายในเรื่องของตัวเลขทางธุรกิจแล้ว ก็ยังมีความมุ่งหวังด้านอื่นๆ ด้วย โดยวรณัฐ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า

“เป้าหมายของเรามุ่งหวังให้ภาคธุรกิจดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงผลกระทบมากขึ้น ทั้งในเชิงบวกและลบ ในส่วนของเชิงลบ เราคาดหวังว่า ให้ธุรกิจมีการบรรเทาผลกระทบเชิงลบในประเด็นความยั่งยืนต่างๆ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงผลกระทบเชิงบวกที่จะเอามาต่อยอด ซึ่งอาจจะไม่ใช่แค่เชิงธุรกิจเท่านั้น แต่รวมถึงสังคมด้วย ให้มีการพัฒนาไปร่วมกัน ซึ่งเป็นความมุ่งหวังของเราจากการให้บริการหลากหลายเหล่านี้ เพื่อให้ธุรกิจและสังคมเดินไปด้วยกันได้” 

หากหน่วยงานและองค์กรธุรกิจใดที่สนใจพัฒนาธุรกิจให้มีความยั่งยืนทั้งทางด้านธุรกิจและสังคม สามารถเยี่ยมชม Sustainability Store ได้ทางเว็บไซต์ http://thaipat.org หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-2930-5227

 

ในการสนทนากันเรื่องความก้าวหน้าของประเทศไทยทางออกของประเทศ ประเด็นหนึ่งที่มักจะถูกหยิบขึ้นมาพูดคุยในวงกาแฟคือ เราไม่สามารถนำงานวิจัยของสถาบันศึกษาในประเทศที่มีอยู่มาใช้ทำประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างจริงจัง

หลายคนเรียกเรื่องนี้ว่า การนำงานวิจัยที่อยู่บนหิ้งในสถาบันอุดมศึกษาไปสู่ห้าง คือทำออกเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการสู่สาธารณะ เรื่องนี้เป็นประเด็นใหญ่แม้แต่ในวงการผู้กำหนดนโยบายก็ต้องมีแผนงานรองรับ ทั้งการสนับสนุนเชิงนโยบาย การสนับสนุนทางการเงินในรูปแบบต่างๆ แต่เราก็ยังเห็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากมันสมองของนักวิจัยไทยผสานกับความสามารถของนักธุรกิจในตลาดไม่มากเท่าที่อยากจะได้เห็น

ที่บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงมีการออกแบบหลักสูตรเพื่อผลิตนวัตกรที่สามารถนำนวัตกรรมผลงานวิจัยที่เกิดขึ้นในรั้วมหาวิทยาลัยแปรสภาพกลายเป็นสินค้าและบริการในวงกว้างในชื่อ หลักสูตรธุรกิจเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม

ศ.ดร.นงนุช เหมืองสิน ผู้อำนวยการหลักสูตร และทีมผู้บริหารหลักสูตรประกอบด้วย ศ.ดร.สนอง เอกสิทธิ์ ผศ.ดร.ไปรมา อิศรเสนา ณ อยุธยา และ ดร.กวิน อัศวานันท์ มาร่วมกันให้สัมภาษณ์กับ MBA เกี่ยวกับหลักสูตรนี้ว่า

หลักสูตรนี้กำลังจะก้าวขึ้นปีที่ 12 และมีผู้จบจากหลักสูตรไปแล้วเกือบ 500 คน มีการเรียนการสอน 2 ระดับคือปริญญาโทและปริญญาเอก รับสมัครระดับละ 30 คน โดยสิ่งที่น่าสนใจคือจำนวนนิสิตปริญญาเอกของหลักสูตรนี้มีมากที่สุดในจุฬาฯ แสดงให้เห็นความสนใจของผู้เรียนที่เลือกเรียนในหลักสูตรนี้ โดยมีทั้งผู้บริหาร เจ้าของกิจการ อาจารย์และนักวิจัยที่หน่วยงานต่างๆ ส่งมาเรียนเพื่อกลับไปขับเคลื่อนนวัตกรรมของแต่ละองค์กร

คณะผู้บริหารหลักสูตรให้ข้อมูลว่า จุฬาฯ มีงานวิจัยและองค์ความรู้ที่สะสมไว้อยู่มากมาย รวมถึงทีมงานวิจัยและนักวิชาการที่จุฬาฯ มีจำนวนมาก ตัวหลักสูตรวางตำแหน่งให้นิสิตเป็นแกนกลางเชื่อมโยงงานวิจัยและองค์ความรู้ต่างๆ กับภายนอก ซึ่งหมายถึงภาคอุตสาหกรรมและแหล่งทุน เพื่อพัฒนานวัตกรรมสร้างประโยชน์ในวงกว้าง ผู้เรียนผ่านหลักสูตรนี้จึงสามารถประสานงานได้ทั้งผู้ประกอบการ นักวิจัย และมีความสามารถค้นหางานวิจัยที่มีศักยภาพไปทำเป็นธุรกิจได้ 

รูปแบบการเปิดรับที่มีอยู่ 3 แนวทาง คือ 1. ให้อาจารย์สามารถประกาศรับนิสิตได้ เพื่อมาช่วยทำโครงการพัฒนางานวิจัยออกสู่ตลาด 2. เป็นโจทย์จากฝั่งผู้ประกอบการ และทางจุฬาฯ ตั้งทีมอาจารย์ที่ปรึกษาและนิสิตขึ้นมาช่วยทำโครงการนั้น และ 3. นิสิตมีโครงการของตัวเองก็สามารถเข้ามาเรียนและใช้ประโยชน์จากผู้เชี่ยวชาญในจุฬาเพื่อทำโครงการต่างๆ ได้

การเรียนการสอนของหลักสูตรนี้มีความแตกต่างจากหลักสูตรทั่วไป เนื่องจากเป็นหลักสูตรของบัณฑิตวิทยาลัย จึงสามารถเปิดกว้างให้เลือกอาจารย์จากคณะใดก็ได้มาช่วยเป็นทีมที่ปรึกษาให้กับนิสิต โดยนิสิตจะได้เรียนรู้กระบวนการสร้างและพัฒนานวัตกรรม จัดเป็นระบบที่เปิดกว้างไม่ว่าผู้เรียนจะเรียนมาจากสาขาใดก็สามารถเข้ามาเรียนได้ 

 

สิ่งสำคัญที่นิสิตที่มาเรียนกับหลักสูตรนี้ต้องทำคือการพัฒนานวัตกรรมอย่างน้อย 1 โครงการ ไม่ว่าจะเป็น ผลิตภัณฑ์ บริการ Business Model กระบวนการทำธุรกิจใหม่ๆ และสามารถคิดแผนธุรกิจของโครงการเหล่านั้นให้เกิดขึ้นจริงได้ในระดับปริญญาโท ส่วนระดับปริญญาเอกจะต้องพัฒนาองค์ความรู้ใหม่และวางตลาดนวัตกรรมหนึ่งอย่าง

ผู้บริหารหลักสูตรระบุว่า ทุกคนต้องสร้างนวัตกรรมขึ้นมา และต้องทำให้เกิดประโยชน์เชิงพาณิชย์ต่อสังคม คือต้องการให้นิสิตทุกคนต้องมี 3 P Prototype จด IP (Intellectual Property) และมี Business Plan 

ทีมบริหารหลักสูตรให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ากำลังอยู่ระหว่างการเตรียมปรับปรุงหลักสูตรให้มีความกระชับมากยิ่งขึ้น โดยอาจจะทำเป็นหลักสูตร Double Degree ร่วมกับสาขาวิชาอื่น โดยอาจจะเริ่มกันภายในจุฬาฯ ก่อนและมีการพูดคุยกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ เพื่อผลิตนักวิชาชีพที่เป็นนวัตกรให้เกิดขึ้น

นอกจากนี้ในโอกาสครบรอบ 12 ปี ทางหลักสูตรยังได้เตรียมจัดงานประชุมเชิงวิชาการนานาชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและมุมมองด้านนวัตกรรมในช่วงต้นปี 2562 ที่กำลังจะมาถึง และยังมีการจัดหลักสูตรระยะสั้นรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ผู้สนใจสามารถเข้ามาเรียนรู้กับทางหลักสูตรได้เป็นระยะ

หลักสูตรธุรกิจเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม เป็นหนึ่งในการตอบโจทย์การนำงานวิจัยของสถาบันการศึกษาที่มีอยู่ออกมาใช้ประโยชน์สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวงการวิชาการและแวดวงธุรกิจไปพร้อมกัน โดยมีนิสิตของหลักสูตรเป็นสะพานเชื่อมโยงความรู้เทคโนโลยีจากสถาบันการศึกษากับภาคธุรกิจและสาธารณะ เป็นการใช้ประโยชน์จากความพร้อมของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่มีองค์ความรู้และงานวิจัยสะสมอยู่จำนวนมากเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติต่อไป

ทีมบริหารนักพัฒนานวัตกรรม

ทีมบริหารหลักสูตรนี้ จัดได้ว่ามีชื่อชั้นในวงการสร้างนวัตกรรมของประเทศ อย่างเช่น ศ.ดร.นงนุช เหมืองสิน ผู้อำนวยการหลักสูตรธุรกิจเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษาของทีมนิสิตปริญญาโทและเอกสาขาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ก็ได้รับรางวัล Grand Prize จากผลงาน “เฟรชทูจอย” (Fresh2Joy) เทคโนโลยียืดอายุผลไม้ผิวบาง ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดจากการประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมระดับนานาชาติ Seoul International Invention Fair 2017 ที่ประเทศเกาหลี และยังได้รับรางวัลอื่นๆ อีกหลายรางวัล

ศ.ดร.สนอง เอกสิทธิ์ รองผู้อำนวยการหลักสูตรฯ กำกับดูแลด้านวิจัยและนวัตกรรม และอาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับรางวัลนวัตกรรมมากมาย มีผลงานตีพิมพ์ในวารสารต่างๆ กว่า 100 เรื่อง เป็นผู้พัฒนานวัตกรรมซิลเวอร์ นาโน และคิดค้นจุฬาสมาร์ตเลนส์ ชุดอุปกรณ์กล้องจุลทรรศน์สมาร์ตโฟนที่พัฒนาขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาในการวิจัยที่ต้องถ่ายภาพที่มีการขยายสูงพอสมควร แต่ไม่สูงมากจนถึงกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนไมโครสโคป 

ผศ.ดร.ไปรมา อิศรเสนา ณ อยุธยา รองผู้อำนวยการหลักสูตรฯ กำกับดูแลด้านวิชาการ จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ เป็นผู้สอนรายวิชาหลัก Product Planning and Development (PPD) เกี่ยวกับกระบวนการวางแผนและพัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริการ มุ่งเน้นการประยุกต์ใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) ที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human-Centered Innovation) และมีผลงานออกแบบเก้าอี้ย้ายตัวสำหรับผู้ป่วย

ดร.กวิน อัศวานันท์ ผู้ช่วยเลขานุการหลักสูตรฯ และกำกับดูแลด้านกิจกรรมนิสิตและอาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ศิษย์เก่าปริญญาเอกหลักสูตรธุรกิจเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม มีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่อง Startups และการระดมเงินทุนโดยสามารถระดมทุนจำนวน 13,000,000 บาท (400,000 USD) จากนักลงทุน บริษัท Startups ได้รับการคัดเลือกจากองค์กร e27 ให้เป็น 1 ใน 10 บริษัท Startups ที่น่าสนใจที่สุดในเอเชีย ปี 2013

นวัตกรรมจาก CUTIP

ตัวอย่างของนวัตกรรมที่เกิดจากหลักสูตรนี้และกลายเป็นบริการที่เราสามารถสัมผัสได้ที่น่าสนใจ เช่น “นวัตกรรมต้นแบบของกระบวนการพัฒนานวัตกรรมกระบวนการสำหรับบริการสินไหมทดแทนธุรกิจประกันภัยรถยนต์ในประเทศไทย” ที่เป็นผลงานของนิสิตปริญญาเอก ดร.ชูพรรณ โกวานิชย์ ที่ใช้การศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการ จนค้นพบกระบวนการย่อยที่สำคัญมากที่สุดที่ลูกค้ามีประสบการณ์ในการรับบริการ คือ เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วแจ้ง Call Center และเป็นที่มาของนวัตกรรมบริการในชื่อ CLAIM DI ที่ลดเวลาให้บริการ 73 เปอร์เซ็นต์ ประหยัดค่าใช้จ่าย 90 เปอร์เซ็นต์ และป้องกันการแจ้งความเสียหายไม่ตรงความเป็นจริงได้ เป็นตัวอย่างของการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากงานวิจัยเชิงลึกออกสู่ตลาด สามารถสร้างนวัตกรรมการบริการ และกระบวนการการให้บริการใหม่ให้เกิดขึ้นในวงการประกันภัยรถยนต์ ช่วยเสริมองค์ประกอบที่สำคัญสำหรับการต่อยอดงานวิจัยในประเทศไทยที่ต้องการคือ การบริหารจัดการที่ดีนำงานวิจัยไปสู่เชิงพาณิชย์ได้อย่างรวดเร็วและมั่นคงยิ่งขึ้น

นวัตกรรมที่เกิดจากหลักสูตรนี้ยังมีอีกหลากหลายเช่น ผลงาน Goldjic Wise เป็นนวัตกรรมที่นำส่งสาร โคจิก แอซิด ผ่านผิวหนังด้วยอนุภาคนาโนทองคำที่ออกแบบเฉพาะ คิดค้นโดยกลุ่มวิจัย ศ.ดร.นงนุช เหมืองสิน และคณะ นวัตกรรมนี้จะทำให้สาระสำคัญต่างๆ ซึมเข้าสู่ผิวได้ง่ายขึ้น และกำลังมีการผลิตออกวางจำหน่ายในไม่นานนี้

นวัตกรรมการเกษตรเพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิตข้าว : เครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ เป็นงานวิจัยที่ศึกษา ออกแบบและประดิษฐ์เครื่องหยอดเมล็ดข้าวงอกลงแปลงนาอย่างเป็นระเบียบ ควบคุมปริมาณเมล็ดข้าวและระยะห่างในการหยอดโดยกลไกที่ไม่ซับซ้อนและราคาไม่สูง ช่วยลดต้นทุนกว่าการปักดำประมาณ 1,000 บาทต่อไร่ ลดปริมาณเมล็ดพันธุ์ที่ใช้ในการหว่านเหลือไร่ละ 10-15 กิโลกรัมจากค่าเฉลี่ย 30 กิโลกรัม

 

 

บ.เจ เวนเจอร์ส (JVC) ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ และแอปพลิเคชันทางด้านฟินเทค และลงทุนในธุรกิจสตาร์ตอัพ ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บมจ.เจมาร์ท (JMART) เปิดเกมรุกธุรกิจใหม่ในโลกของฟินเทค เตรียมเปิดตัว JFin DDLP ระบบสินเชื่อแบบดิจิทัลที่ไม่มีตัวกลาง อีกทั้งเตรียมนำมาต่อยอดผลิตภัณฑ์อื่นๆ ประเดิมใช้งานในกลุ่มเจมาร์ทภายในปี 2562 นี้

สำหรับก้าวรุกครั้งนี้ เป็นความต่อเนื่อง จากที่ บมจ.เจมาร์ท (JMART) ประกาศความสำเร็จของบ.เจ เวนเจอร์ส โดยได้เปิดระดมทุน ICO (Initial Coin Offering) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่
ผ่านมา และการระดมทุนครั้งนี้สร้างปรากฏการณ์ จากการเปิด Pre-Sale JFin Coin ที่ราคา 6.60 บาทต่อโทเคน และจำนวน 100 ล้านโทเคนนั้น สามารถขายหมดเกลี้ยงภายใน 55 ชั่วโมง

 

 

ธนวัฒน์ เลิศวัฒนารักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด หรือ JVC เผยถึงการพัฒนาระบบสินเชื่อแบบ DDLP คือ ระบบการกู้ยืมเงินแบบดิจิทัลบนเทคโนโลยีบล็อกเชนที่มีความปลอดภัยสูง รองรับกระบวนการแบบครบวงจร ตั้งแต่การระบุตัวตน (KYC) กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ การประเมินเครดิต การอนุมัติสินเชื่อ และการติดตามหนี้สิน เพื่อสนับสนุนและพัฒนาการบริการด้านสินเชื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รวมถึงรองรับระบบ P2P Lending ระบบตลาดสินเชื่อออนไลน์ที่เชื่อมต่อให้ผู้กู้ที่มีศักยภาพสามารถกู้เงินได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านธนาคารหรือสถาบันการเงิน ดังนั้นระบบ DDLP จะเป็นหนึ่งในระบบสำคัญที่เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของกลุ่มบริษัทเจมาร์ทในอนาคตอันใกล้นี้ ตั้งเป้าระบบจะแล้วเสร็จพร้อมเริ่มใช้งานในปี 2562

สำหรับจุดแข็งของ JFin DDLP คือ เป็นระบบที่พัฒนาขึ้นจากการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ ทำให้สามารถสร้างระบบการเงินที่ยั่งยืน ขยายตลาด และเข้าถึงประชากรได้อีกจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบธนาคารหรือการให้บริการทางการเงิน โดยบริษัทฯ มุ่งเน้นการจับกลุ่มลูกค้าที่มีเครดิตดี วิเคราะห์จากฐานข้อมูลลูกค้าของกลุ่มเจมาร์ทที่มีรวมกันมากกว่า 3 ล้านราย

โดยเฉพาะบริษัทในเครือ ได้แก่ บมจ.เจเอ็มที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส (JMT) ผู้นำในธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ และรับจ้างติดตามหนี้สิน เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เรามีฐานข้อมูลและสามารถรับความเสี่ยงได้มากขึ้น

รวมถึงการเสริมทัพด้วยการจับมือพันธมิตรและกลุ่ม
ผู้ประกอบการสตาร์ตอัพ เพื่อสนับสนุนข้อมูลให้แก่บริษัทฯ ให้มี Big Data ที่สามารถสร้าง Credit scoring หรือการประเมินการขอสินเชื่อบุคคลโดยอัตโนมัติผ่านเทคนิคการให้คะแนนเครดิตผ่านข้อมูลต่างๆ ที่ระบุไว้ เพื่อให้สามารถคัดเลือกลูกค้าที่มีเครดิตดีได้อย่างแม่นยำมากขึ้น นับเป็นจุดเริ่มต้นของการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในโลกการเงินอย่างสมบูรณ์แบบ ส่งผลดีต่อ JVC ในฐานะผู้นำในธุรกิจพัฒนาซอฟต์แวร์ และแอปพลิเคชันทางด้านฟินเทคให้ได้รับการตอบรับมากขึ้นในอนาคต 

​ICO นวัตกรรมการระดมทุนแบบใหม่ ที่กล่าวกันว่าเปรียบเสมือนการติดปีกแนวคิด Crowdfunding ด้วยเทคโนโลยี Blockchain โดยใช้ Cryptocurrency ในรูป Token หรือ Coin เป็นสื่อกลางเสมือน asset ในการซื้อ-ขาย เพื่อการลงทุนและการระดมทุน และด้วยความใหม่ของ ICO ต่อระบบเศรษฐกิจไทยใน ณ ขณะนี้ จึงมีอีกหลายปัจจัยที่นักลงทุน และผู้ที่สนใจต้องการใช้เครื่องมือนี้ พึงต้องศึกษาและทำความเข้าใจ

โดยหนึ่งในประเด็นคือเรื่อง ICO Valuation หรือการประเมินมูลค่า ICOซึ่งหมายความไปถึงการกำหนดราคา Token หรือ Coin โดยเรื่องนี้ ศ.ดร.อาณัติ ลีมัคเดช อาจารย์ประจำภาควิชาการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญและศึกษาเกาะติดในเรื่อง Blockchain และ Fintech ได้ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Mba เรืองแนวคิดการประเมินมูลค่าของ ICO ไว้อย่างมีหลักการ​ในเบื้องต้น ศ.ดร. อาณัติ ได้แบ่งประเภทของ คริปโต Coin หรือ Token ออกเป็น 3 ลักษณะใหญ่ ซึ่งแต่ละแบบจะมีแนวในการประเมินค่าแตกต่างกันไป

แบบแรกของ Coin ประเภทนี้มีลักษณะ Really Nothing Backup กล่าวคือ Coin แบบนี้ไม่มีสินทรัพย์มารองรับหรือค้ำยันมูลค่าแต่อย่างใด เช่น Bitcoin, Ethereum หรือ Ripple แต่ Coin ประเภทหน้าที่เป็น "สื่อกลาง" ในการแลกเปลี่ยน อย่างเช่น Ripple คือ Coin ที่กลุ่มธนาคารนำมาใช้ เป็น Consortium Blockchain เพื่อรองรับกับวัตถุประสงค์ในการทำธุรกรรมระหว่างธนาคารด้วยกัน มิใช่เป็นแบบสาธารณะ (Public Blockchain) เพราะแนวคิดของ Ripple เป็น Coin ที่ถูกออกแบบมาเป็นเสมือนเงิน เพื่อใช้โอนไปยังธนาคารปลายทาง ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งทางธนาคารผู้รับก็สามารถแปลงเปลี่ยนแลกเป็นเงินสกุลท้องถิ่นได้ทันทีตามมูลค่า โดยระบบนี้จะแตกต่างจากระบบการโอนเงินในอดีตที่ใช้ระบบ Swift ที่เป็นระบบการส่งคำสั่งโอนเงิน ที่ทุกธนาคารต้องนำเงินไปกองที่ธนาคารกลาง ที่ตกลงกันไว้ จากนั้นทุกคำสั่งของการโอนเงินคือการตัดเงินจากธนาคารกลาง เช่นนี้ Ripple จึงมีความคล่องตัวและต้นทุนที่ถูกกว่าและแทนค่าได้เสมือนเงินจริง มูลค่าของ Coin ตัวนี้จึงกำหนดขึ้นตามความพอใจ ขึ้นอยู่กับการยอมรับและความพอใจใช้งาน

​ส่วนกลุ่ม Bitcoin, Etherum, Litecoin หรือ Zcoin เหล่านี้แม้จะเป็น Coin ที่ไม่มีสินทรัพย์มาค้ำยัน แต่คอยน์เหล่านี้มี Blockchain เป็นของตัวเอง เป็น Native Blockchain และซึ่งเป็น Public Blockchain ซึ่งเป็นระบบที่มีการตรวจสอบธุรกรรมที่เกิดขึ้นทุกรายการ โดยเครื่องคอมพิวเตอร์ในเครือข่าย ส่วนเหรียญไหนจะมีจำนวนเครื่องในเครือข่ายกี่เครื่อง, กี่คน ความมั่นคงเป็นอย่างไรก็ แตกต่างกันไป เช่น Bicoin มีจำนวนเครื่องในเครือข่ายนับล้านเครื่อง นั่นหมายความว่า ความเข้มแข็ง มั่นคง และปลอดภัยย่อมมีมากกว่า ส่วน Value ของ Coin ประเภทนี้ ในความคิดเห็นของ ศ.ดร. อาณัติ กล่าวว่า "ค่าของมันคือ "ความหายาก" เปรียบเหมือนทองคำ ที่เรายอมรับเพราะมันหายาก ซึ่งถ้าวันหนึ่งเราไปพบว่า บนดาวอังคารมีแร่ทองคำอยู่มากมาย และทองคำกลายเป็นของหาง่าย มีอยู่มากมาย มูลค่าทองคำก็ย่อมมีอันต้องลดน้อยถอยลงไป Bitcoin ก็ไม่ต่างกัน เพราะมันเริ่มหายากและมีจำกัด ผู้พัฒนาได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนแล้วว่าจะมีจำกัด Bitcoin จึงได้รับการยอมรับในการเก็บมูลค่า"

​ศ.ดร. อาณัติ ยังกล่าวเสริมว่า "เคยมีคำถามในทำนองว่า ก็ในเมื่อ Bitcoin ราคาเริ่มแพง และมีคริปโต ตัวอื่นที่ราคาถูกกว่า และก็เป็น Native Blockchain เหมือนกัน มีระบบตรวจสอบธุรกรรมเหมือนกัน ทำไมไม่ได้รับความนิยมเหมือน Bitcoin ซึ่งเหตุผลก็มีอยู่ 2 ประการคือ ข้อแรก เป็นเรื่องความมั่นคง เพราะ Bitcoin ทุกวันนี้มีเครื่องในเครือข่าย Blockchain ของตัวเองที่คอยช่วยทำหน้าที่ Verify หรือตรวจสอบธุรกรรมอยู่ร่วม 1 ล้านเครื่อง ย่อมมีความมั่นคงและแข็งแกร่งของระบบที่มากกว่า คริปโตที่มีเครื่องในเครือข่ายจำนวนน้อยกว่า จริงอยู่ว่า เทคโนโลยีที่ออกมาระยะหลังของ Blockchain มีความทันสมัยและได้รับพัฒนาให้มีประสิทธิภาพดีกว่า เร็วกว่าของ Bitcoin ซึ่งเป็นเทคโนโลยีในยุคแรกๆ แต่การมีเครือข่ายของ "สายขุด" อยู่นับล้าน นั่นคือความมั่นคง ที่ทำให้ระบบของ Bitcoin น่าเชื่อถือได้เป็นที่ยอมรับมากกว่า

​อีกประการคือเรือง "สภาพคล่อง" เรียกอีกอย่างคือ "ความเป็นที่นิยม" แม้ทุกวันนี้จะมีสกุลเงินคริปโตอยู่มากกว่า 1,350 สกุล แต่ Bitcoin ก็ยังเป็นที่ต้องการและเป็นที่ยอมรับของ Crypto Exchange ทุกแห่งทั่วโลก คล้ายๆ กับเหรียญดอลล่าร์สหรัฐฯ ที่ไปประเทศไหนก็เป็นที่ต้องการ ทั้งสองเหตุผลนี้คือปัจจัยที่ผลักดันให้ มูลค่าของ Bitcoin โลดละลิ่วแบบโจนทะยานในเวลาที่ผ่านมา"


 นิยามและความสำคัญ ของ "สายขุด" (Miner)

​เพื่อฉายภาพการรับรู้ที่แจ่มชัด ศ.ดร. อาณัติ ได้อธิบายถึงความเกี่ยวพันระหว่างกันของ Bitcoin, Blockchain และ นักขุด (Miner) ผู้มีหน้าที่เสมือนหน่วยร่วมตรวจสอบธุรกรรม (Verify) ในระบบ ทั้ง 3 ส่วนล้วนมีความสำคัญและมีบทบาทหน้าที่เกื้อกูลหนุนนำกันไปมา โดยมีความว่า

​เมื่อครั้งที่ ซาโตชิ นากาโมโต้ ได้พัฒนา Bitcoin ออกมาด้วยเทคโนโลยี Blockchain นั้น ระบบได้ถูกออกแบบให้เป็นในแบบที่เรียกว่า Public Blockchain ที่ต้องอาศัยเครื่องคอมพิวเตอร์ในระบบเพื่อช่วยทำหน้าที่ในการVerify หรือตรวจสอบธุรกรรมที่เกิดขึ้น โดยซาโตชิได้ออกแบบระบบไว้ตั้งแต่ต้นว่า Blockchain ของ Bitcoin จะทำหน้าที่ในการโอนเงิน และทุกธุรกรรมของการโอนจะต้องได้รับการตรวจสอบและรับรองโดยคอมพิวเตอร์ในระบบ ซึ่งเหตุผลเช่นนี้ ในข้อดีคือ ธุรกรรมจะมีความโปร่งใสตรวจสอบได้และที่สำคัญคือผ่านการรับรอง แต่การทำเช่นนี้ ย่อมเกิดต้นทุนของการตรวจสอบ โดยซาโตชิ จึงออกแบบการตั้ง Incentive เพื่อตอบแทนต้นทุนการร่วมตรวจสอบธุรกรรมให้กับคอมพิวเตอร์ในระบบ หรือที่เรียกกันว่า นักขุด (Miner) บิทคอยน์ โดยมีเงื่อนไขที่ถูกกำหนดไว้ใน Smart Contracts ทุกๆ 10 นาทีจะมีการแก้สมการคณิตศาสตร์ได้ 1 เครื่อง และจะได้รับรางวัลตอบแทน เป็นจำนวน 1 บิทคอยน์

ซึ่งโจทย์หรือสมการที่ถูกกำหนดขึ้นมา เป็นสิ่งที่ยากจะหาคำตอบได้ด้วยการคำนวณ มีเพียงวิธีเดียวที่จะแก้ได้คือการมั่วตัวเลขใส่เข้าไป แล้วอาศัย Capacity ของเครื่องที่มีพลังสูงๆ สุ่มส่งตัวเลขเข้าไปให้มากที่สุด เพื่อหาโอกาส เพราะระบบกำหนดไว้แล้วว่าทุกๆ 10 นาที ซึ่งแน่นอนว่าการใช้คอมพิวเตอร์ที่มีพลังสูงๆ ย่อมมีความเป็นไปได้ของโอกาสในการแก้สมการได้เหนือกว่าคอมพิวเตอร์ที่มีศักยภาพน้อยกว่า แต่อีกปัจจัยที่สำคัญคือเรื่องจำนวนของเครื่องคอมพิวเตอร์ในเครือข่าย ที่ยิ่งมีมาก โอกาสของความน่าจะเป็นของการชนะการแก้สมการและได้รางวัลเป็น Bitcoin นั้นก็ย่อมยากมากขึ้น และนั่นจึงเป็นเหตุผลที่ การขุด Bitcoin ในช่วงระยะแรกๆ ที่มีผู้เข้าร่วมขุด (แก้สมการ) จำนวนไม่มาก เพียงคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คธรรมดาก็สามารถขุด บิทคอยน์ได้อย่างง่ายดายเป็นหมื่นๆ เหรียญ จนมีเรื่องเล่าติดตลกในหมู่สายนักขุดว่า ในช่วงปี 2009-2010 มีคนขุด Bitcoin ได้นับหมื่นเหรียญแต่ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร จึงได้ใช้ Bitcoin ที่ขุดได้ร่วม 10,000 เหรียญจ่ายค่าพิซซ่า ซึ่งหากประเมินเทียบกับราคาในตลาดแลกเปลี่ยนปัจจุบัน เรียกได้ว่า พิซซ่าถาดนั้นถูกจ่ายไปด้วย ราคาร่วม 2,000 ล้านบาท 

​ซึ่งสถานการณ์สายขุด Bitcoin ในปัจจุบันไม่ง่ายดายเหมือนในอดีตเพราะจำนวนเครื่องที่อยู่ในเครือข่ายมีมากมายนับล้านเครื่อง โอกาสที่ทุก 10 นาทีจะเป็นของเครื่องใด ก็ย่อมลดน้อยลง ยิ่งจำนวนเครื่องเพิ่มจำนวนเข้าไปรุมขุด โอกาสก็ยิ่งยากมากขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งแม้จะปรับใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ระดับซุปเปอร์ก็อาจไม่ใช่ปัจจัยที่ดีนัก เพราะโปรแกรมของ Blockchain ได้ถูกกำหนดไว้เป็นอัตโนมัติอยู่แล้ว และที่น่าสนใจคือ ระบบมันมีความฉลาดมาก โดยมันจะทำการปรับระดับของความยาก หรือ Level Of Difficulty อย่างอัตโนมัติ เช่น ถ้าจำนวนเครื่องเข้ามา Solve สมการ (ขุดเหรียญ) มีน้อย ระบบก็จะปรับระดับของความยากง่าย เช่นเหลือศูนย์เพียง 3 หลัก แต่ทันทีที่มีเครื่องเข้ามาในระบบมากขึ้น โปรแกรมซึ่งเป็น Self-Regulate จะทำการปรับระดับของความยากของมันเองเลย ยิ่งคนมาเยอะ ระดับของ Level Of Difficulty อาจจะเปลี่ยนเป็นตัวเลข 12 หลักอย่างอัตโนมัติ แต่ผลตอบแทนการตรวจสอบธุรกรรมโดยเครื่องในเครือข่าย (สายขุด) ยังคงข้อกำหนดเดิม คือ 1 บิทคอยน์ในทุกๆ 10นาที

​เมื่อราคาของ Bitcoin พุ่งสูงทะยานในตลาดแลกเปลี่ยนตลอดสองปีทีผ่านมา ปรากฏว่ามีนักขุด (Miner) เพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างผันตรง จากแรงจูงใจในด้านราคา ทาง ศ.ดร. อาณัติ ได้เคยศึกษาและลองทำ Fesibility Study เพื่อประเมินการลงทุนในเรื่องนี้ว่า ถ้าลงทุนซื้อเครื่องมาขุดบิทคอยน์ และดูความเป็นไปได้ของผลตอบแทน ที่ปัจจุบันจำนวนเครื่องในระบบมีอยู่มากกว่า 1 ล้านเครื่อง ย่อมหมายความว่าโอกาสคือ 1 ในล้าน มองตรรกะแล้วก็ดูราวกับว่าชาตินี้อาจจะไม่มีโอกาสขุดได้เลยเหรียญหรือสักบาท แต่ก็ยังมีคนกล้าลงทุน ซึ่งก็เหมือนกับการซื้อหวย พอมีการลงทุนในเครื่องไม้เครื่องมือ ซื้อคอมพิวเตอร์ และการ์ดจอราคาแพง ทุกวันนี้สายขุดบิทคอยน์ก็มีการพัฒนารูปแบบเป็นเหมือนสหกรณ์ขุดคริปโต อย่างเอาจริงเอาจัง แนวคิดคือการพูลพลังของคอมพิวเตอร์ของหลายเครื่องเข้าด้วยกัน เป็นสมาชิก และทำข้อตกลงแบ่งผลประโยชน์กันเป็นเปอร์เซนต์ เมื่อเครืองที่เป็นพูลกันขุดเหรียญได้เครื่องใดก็ตาม ระบบ ก็จะกระจายสัดส่วนผลตอบแทนให้กันอย่างถ้วนหน้า หลักการก็เหมือนซื้อหวยคนเดียวโอกาสถูกน้อย เลยเอาเพื่อนมาเป็นร้อยคนพันคน โอกาสถูกย่อมมีมากกว่าแต่ว่าถ้าถูกเมื่อไหร่ผลตอบแทนก็ต้องแบ่งกันไป กล่าวได้ว่าทุกวันนี้เหรียญ Bitcoin อยู่ในมือสายขุดอยู่เป็นจำนวนมากทีเดียว

​ประเด็นสำคัญก็คือการที่ Blockchain ของ Bitcoin มีความแข็งแกร่งก็เพราะการที่สายขุดเหล่านี้เอาเครื่องเข้ามาในระบบ และการแก้สมการก็คือการทำหน้าที่ในการ Verify ธุรกรรมทำให้เกิด Proof Of Work อันนำมาซึ่ง "ความแข็งแกร่ง และมั่นคงและปลอดภัย" ของระบบ ที่ยิ่งมีเครื่องในเครือข่ายมาก็ยิ่งมั่นคง และนั่นก็คือส่วนหนึ่งของที่มาของการประเมินค่า หรือ Valuation ของบิทคอยน์นั่นเอง

​ในสายตาของผู้ที่ประเมินแบบเรื่องนี้อย่างเหมารวมว่า Bitcoin คือการเก็งกำไร แต่ Blockchain เป็นระบบที่ดีนั้น ศ.ดร. อาณัติ อยากให้มีความกระจ่างในประเด็นนี้ว่า

​"ที่ว่า Blockchain ดีนั้น ดีจริงแต่ต้องเป็น Public Blockchain เพราะระบบได้รับการ Verify ด้วยเครือข่ายคอมพิวเตอร์สาธารณะจำนวนมาก ที่เข้ามาร่วมตรวจสอบธุรกรรม แต่ถ้าเป็น Blockchain แบบปิดที่มีเครือข่ายของคอมพิวเตอร์เพียงแค่ 10-20 เครื่องก็ย่อมไม่ได้มีความเข้มแข็ง มั่นคงสักเท่าไหร่ แต่แน่นอนว่า ถ้าไม่มี Bitcoin เป็น Incentive หรือผลตอบแทนให้กับนักขุด ก็คือกลุ่มที่ทำหน้าที่ Solve สมการในระบบ ที่ถือว่ามีส่วนในการ Contribute ความเข้มแข็งให้กับระบบ การได้ Bitcoin ไปก็เสมือนการให้ผลตอบแทนต่อต้นทุนที่เข้ามาร่วมในเครือข่าย" และแนวคิดเรืองการเก็งกำไรนั้น ศ.ดร. อาณัติให้มุมมองว่า "ควรจะให้ความรู้กับนักลงทุนจะถูกต้องกว่า และที่สำคัญในฟากฝ่ายที่เกี่ยวข้องพึงศึกษาและทำความเข้าใจให้ถ่องแท้และกระจ่าง จะได้ไม่เข้าใจในประเด็นที่ผิดๆ"


สำหรับ Token ประเภทที่สองเรียกว่า Utility Token ซึ่ง Token แบบนี้เปรียบเหมือนคูปองสินค้า หรือคูปองบริการ ซึ่งกล่าวได้ว่า ICO ส่วนใหญ่ทั้งในประเทศไทย และในโลกจัดอยู่ในกลุ่ม Utility Token ที่ออกเหรียญเพื่อระดมทุน ในขณะที่เหรียญที่ออกมา ก็ได้รับการออกแบบให้เป็นเสมือนคูปองที่สามารถนำมาใช้แลกสิทธิ์ในการซื้อสินค้าหรือใช้บริการที่กำหนดไว้ในระบบ ซึ่งการประเมินหามูลค่า ICO และเหรียญว่าควรจะมีมูลค่าเท่าไรนั้น ศ.ดร.อาณัติ มีแนวคิดในการประเมินมูลค่าโดยกำหนดเป็นสมการ คือ "กำหนดมูลค่าของธุรกรรมเป็นราคาต่อหน่วยด้วย P บาท และยอดขายต่อหน่วยเท่ากับ Q ครั้งใน 1 ปี ปริมาณเหรียญที่ออกมาเท่ากับ M เหรียญ และความเร็วในการเปลี่ยนมือของเหรียญเท่ากับ V ครั้งต่อปี ซึ่งอาจประเมินจากความต้องการเหรียญนั้น จากนั้นก็ใช้ทฤษฏีปริมาณเงินที่นักเศรษฐศาสตร์สาย Monetarist ใช้ประเมินรายได้ประชาชาติ ในลักษณะสูตร c MV = PQ โดย C คือราคาในรูปของ บาทต่อ 1 เหรียญ ดังนั้นหากเราทราบค่าตัวแปรทั้งหมด ก็สามารถแก้สมการนี้ และหาราคาของเหรียญประเภทนี้ได้ว่าเท่ากับ PQ / MV นั่นเอง" 

​Token แบบที่สามเรียกว่า Asset-Backed Token เป็นเหรียญในแบบที่มีสินทรัพย์ค้ำยันมูลค่า ศ.ดร.อาณัติ กล่าว "กลุ่มนี้สามารถประเมินมูลค่าได้โดยง่ายโดยประเมินในลักษณะเดียวกับมูลค่าทางบัญชีของหุ้น (Book Value) เช่น หากว่า เหรียญที่ออกมา บริษัทจะใช้ในการซื้อสินทรัพย์มูลค่า 100 ล้านบาท โดยจะออกเหรียญ จำนวน 1 ล้านเหรียญ ในกรณีนี้ เหรียญหนึ่งเหรียญก็พึงมีมูลค่า 100 บาท หรือบริษัทอ้างว่าจะออกเหรียญเพื่อให้ผู้ถือเหรียญไปใช้กู้ภายใต้การจัดการของบริษัท แบบนี้ก็ใช้พอร์ตลูกหนี้มาค้ำเหรียญ ดังนั้นหากบริษัทมีพอร์ทลูกหนี้ 660 ล้านบาท แล้วออกเหรียญมา 100 ล้านเหรียญ แบบนี้เหรียญ 1 เหรียญก็พึงมีมูลค่า 6.6 บาท ไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้ เพราะพอร์ตเงินกู้ไม่สามารถมี Capital Gain ได้ ในส่วนดอกเบี้ยก็จะประเมินแยกต่างหาก เพราะบริษัทจะใช้วิธีจ่ายดอกเบี้ย ด้วยการนำเงินบาทจากดอกเบี้ยออกมาสำรองแล้วออกเหรียญให้ ในกรณีนี้ เหรียญใหม่ก็จะถูกออกมาหักล้าง แต่หากบริษัทไม่จ่ายดอกเบี้ยด้วยการออกเหรียญเพิ่มมูลค่าของเหรียญก็จะเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนของดอกเบี้ยในพอร์ตนั้น เช่นยกตัวอย่าง เมื่อสักครู่ หากบริษัทไม่อยากออกเหรียญใหม่เพื่อจ่ายดอกเบี้ย และเมื่อรวมดอกเบี้ยพอร์ตลูกหนี้ 660 ล้านบาท จะได้เป็น 700 ล้านบาท เช่นนี้เหรียญก็จะมีมูลค่า 7 บาท อย่างไรก็ตาม นักลงทุนพึงสังเกตว่า การกล่าวถึงสินทรัพย์บริษัท พอร์ตลูกหนี้ของบริษัท มักจะมีความสับสนกับสินทรัพย์ลูกหนี้อื่นที่บริษัทมีอยู่แล้ว ซึ่งเป็นส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัท โดยไม่เกี่ยวกับการออกเหรียญ หากเป็นแบบนี้การคำนวณมูลค่าก็ต้องแยกสินทรัพย์หรือพอร์ตลูกหนี้เพราะส่วนที่เกี่ยวข้องกับเหรียญขึ้นมาก่อน เพื่อให้การคำนวณแม่นยำ"

ทั้งนี้ ศ.ดร. อาณัติ ได้ให้ความทิ้งทายไว้ว่า "ICO ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น และยังเป็นสิ่งใหม่สำหรับบ้านเรา จึงจำเป็นอย่างมากที่นักลงทุนจะต้องศึกษาและทำความเข้าใจ ที่สำคัญคือการส่งเสริมความรู้และความเข้าใจให้กับนักลงทุนและสังคม อย่างตัวผมเองเคยผ่านประสบการณ์ทำงานกับภาครัฐในช่วงหลังปี 40 ที่เคยพร่ำวิตกกังวลกับการเตรียมตั้งรับกับกติกาที่มหาอำนาจเขียนกำหนดขึ้นใน ณ ขณะนั้น จนพบข้อสรุปสำคัญว่า กับนวัตกรรมใหม่ๆ ที่แม้เรายังไม่คุ้นเคยหรือรู้จักดี แทนที่จะมามัววิตกกังวล ขบคิดเรืองได้เปรียบ เสียเปรียบ หรือกลัวเกรงในปัญหาที่อาจจะไม่เกิดขึ้นจริง จนละเลยที่จะส่งเสริมหรือเรียนรู้ มิสู้ฝึกคนของเราให้มีความพร้อมกับการแข่งขันในเกมของโลก ในเมื่อกติกามันถูกเขียนมาแบบนั้น เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะสู้และอยู่กับโลกให้ได้"  

Page 1 of 7