November 20, 2017
Smile

Smile

ผมเคยเป็นมาแล้ว ทั้ง Investment Banker และ เจ้าของกิจการ เคยทั้งระดมทุนให้กิจการของคนอื่น และหาเงินก่อตั้ง ปลุกปั้น ประกอบการกิจการของตัวเอง ผมจึงเข้าใจและเห็นใจหัวอกของบรรดา Start Up ทั้งหลาย ไม่ใช่ความเข้าใจที่เกิดจากการอ่าน การพูดคุย หรือเก็งความจริง แต่เป็นความเข้าใจจากการลงมือปฏิบัติ ตรึกตรอง และเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ตลอดจนหวนคิดตรึกตรองถึงบทเรียนเหล่านั้นอยู่เสมอผมรู้และเข้าใจดีว่า เจ้าของกิจการไทยต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้านหลายมุม ไหนจะเรื่องเงิน เรื่องคน เรื่องการจัดการ และเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้ เช่น ภาวะเศรษฐกิจ การเมือง การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี หรือแม้กระทั่งดินฟ้าอากาศ สารพัดสารพัน

 

ที่สำคัญคือ องค์ความรู้ในสังคมไทย โดยเฉพาะความรู้ทางด้านการผลิตนั้น เป็นความรู้ที่ไปไม่ถึงแก่นแท้ เรายังขาดความรู้ในการสร้างเครื่องไม้เครื่องมือและเครื่องจักรที่จำเป็น ความรู้ทางด้านวัสดุสมัยใหม่และองค์ประกอบในการผลิตทั้งในเชิง Hardware และ Software ทำให้เมื่อจะลงมือ “สร้าง” อะไรเป็นของตัวเอง ที่คิดว่าจะไปแข่งขันกับใครเขาได้ในโลกนี้ มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย หรือถ้าได้ก็จะมีต้นทุนสูง เพราะต้องพึ่งพาความรู้ (หรือที่เรียกในภาษาสมัยใหม่ว่า “เทคโนโลยี”) ของฝรั่ง ของญี่ปุ่น (และตอนนี้ก็ของจีนเพิ่มเข้าไปอีกราย) ทำให้ผู้ประกอบการของเรา ต้องมีสถานะเป็นเพียงนายหน้าหรือลูกไล่หรือผู้รับจ้าง และถูกกิจการที่เป็นเจ้าขององค์ความรู้เหล่านี้ บังคับให้ต้องวิ่งไล่กวด เพื่อหาซื้อหรือเช่าความรู้ใหม่ๆ ของเขา อยู่ตลอดเวลา เสมือนต้องกินน้ำใต้ศอกของกิจการเหล่านั้นอีกทอดหนึ่ง ซึ่งบางทีก็เหลือให้เรากินแต่เพียงเศษเนื้อเล็กๆ น้อยๆ จนทำให้ผลตอบแทนในเชิงการลงทุนและการเงินต่ำ เมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่พวกเขา ในฐานะเจ้าของความรู้เหล่านั้น ได้รับไปในช่วงเวลาเดียวกัน

 

ทั้งๆ ที่เราก็ตั้งใจประกอบการ ลงทุน ลงแรง และลงเวลา ไม่น้อยกว่าพวกเขา และเราก็มีมหาวิทยาลัยชั้นนำ ที่พร่ำสอนความรู้ในการผลิตเหล่านี้มาเป็นเวลานานแสนนาน แต่ก็ไม่เห็นว่าจะสามารถผลิตบุคคลากรที่เข้าถึงความรู้ในระดับ “แก่นแท้” ซึ่งจะช่วยให้ “สร้าง” อะไรได้ด้วยตัวเอง ในจำนวนมากพอสักที

 

 

แต่วันนี้ผมจะขอพูดแต่เพียงความท้าทายเดียว คือเรื่องเงิน

 เรื่องเงินมักเป็นเรื่องใหญ่ของผู้ริเริ่มทำกิจการ โดยเฉพาะในช่วงแรกของธุรกิจ ร้อยทั้งร้อย ต้อง “ทำกันไป ระดมทุนกันไป”  Start-Ups ที่ต้องกลายเป็น Finish-Down ไปเสียกลางคัน ก็เพราะปัญหาเรื่องเงินนี้แหละ  แน่นอน ในตอนแรกสุด พวกเราส่วนใหญ่ต้องใช้เงินเก็บ และระดมเอาจากพี่น้องเพื่อนฝูง หรือกู้ยืมมา ดีหน่อย ก็ได้โอกาสจากนักลงทุนมืออาชีพที่เขาถนัดและหากินทางนี้ เช่นพวกผู้ใหญ่ที่ชอบสนับสนุนเด็กรุ่นใหม่ หรือ Venture Capital หรือ Angel Fund ทั้งหลาย ภาษาทางการเงินสมัยใหม่มักเรียกการ Financing ช่วงนี้ว่า “Angel” หรือ “Pre-seed” Round

 

โดยสถิติของสหรัฐอเมริกานั้น บรรดา Start-Up ที่สามารถรอดมาจนตั้งตัวได้ ทั้ง Free Cash Flow เป็นบวก หรือไม่ก็สามารถระดมทุนโดยการออกหุ้นขายคนทั่วไป (IPO = Initial Public Offering) ได้ หรือไม่ก็ถูกกิจการขนาดใหญ่ที่ตั้งตัวได้แล้วซื้อหรือ Takeover ไปอยู่ในเครือข่าย ฯลฯ เหล่านี้จะใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 8-10 ปี 

 

ใครผ่านช่วงนั้นได้ ถือว่ารอด ! ผมลอง Double Check บรรดา Venture Capital และ Investment Banker หลายคนดู ส่วนใหญ่จะให้ค่าเฉลี่ยราวๆ นี้ เช่นกัน ในระยะแรกของชีวิตกิจการนี้แหละ ที่ผู้ประกอบการจะต้องหมกมุ่นวุ่นวายอยู่กับการระดมทุนไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ กว่าจะตั้งตัวได้ท่านผู้อ่านต้องเคยผ่านตากับคำว่า “First Round” “Second Round” หรือศัพท์แสงทางด้านการเงินสมัยใหม่อย่างแน่นอน ไม่ต้องงงครับ คำเหล่านี้มันเพียงแต่ใช้เรียกการระดมทุนแต่ละรอบ จากบรรดา Venture Capital หรือนักลงทุนที่เห็นดีเห็นงามกับธุรกิจของบรรดา Start-Ups เหล่านั้นในช่วงแรก ที่ยังไม่สามารถระดมทุนในตลาดทุนขนาดใหญ่ได้เท่านั้นเอง คิดดูเอาเถอะ ว่าผู้ประกอบการต้องหนักหนาสาหัสเพียงใด และต้องยอมสละหุ้นของตัวเอง ตัดขายที่ละก้อนๆ จนกว่าจะตั้งตัวได้ อาจเหลือไม่มากพอที่จะมีสิทธิมีเสียงแบบ “สิทธิขาด” ได้อีกต่อไป 

 

ตัวอย่างมีให้เห็นเยอะแยะในเรื่องนี้ สตีฟ จอบส์ เองก็เคยถูกไล่ออกจาก Apple Inc. กิจการที่ตัวเองก่อตั้งกับมือมาแล้ว และรายล่าสุดคือ ทราวิส คาลานิก แห่ง UBER ที่ก็เพิ่งถูกริดรอนอำนาจในกิจการที่ตัวเองก่อตั้งมากับมือด้วยเช่นเดียวกัน

 

เหตุผลคือ จำนวนหุ้นของเขาที่เคยสามารถโหวตได้อย่างตามใจชอบ ถูก Dilute ลง เนื่องเพราะต้องตัดแบ่งให้กับ ผู้ลงทุนในการระดมทุนแต่ละรอบที่ผ่านมาปัญหานี้ เป็นปัญหาที่ผู้ประกอบการต้องประสบพบเจอเหมือนกันหมด คือต้องชั่งใจ ระหว่างการถูก Dilute และการเติบโตขององค์กร เพราะเมื่อองค์กรเติบโต มันต้องใช้เงินในการจ้างคน จ้างวิศวกร ซื้อ Hardware เช่าสถานที่ และขยายไปในพื้นที่อื่น ฯลฯ

 

 

ภาษาทางการเงิน เรียกปัญหานี้ว่า “Bootstrap Problem” นั่นเอง

ที่ผมพูดมานี้ เป็นวัฒนธรรมการ-ดำเนินธุรกิจสมัยใหม่ ที่บรรดา Start-Up ในระดับโลกต้องเผชิญ และวัฒนธรรมแบบนี้เริ่มถูกนำมาเผยแพร่ในเมืองไทยแล้ว แต่คนรุ่นผมมันกลางเก่ากลางใหม่ จึงอยากจะขอพูดปัญหาเฉพาะของไทย ที่เคยประสบพบมาให้ฟังด้วยว่า เมื่อไม่นานมานี้เอง วัฒนธรรมแบบ Venture Capital ยังคงล้มเหลวในเมืองไทยอยู่ สถาบันการเงินที่รัฐบาลก่อนๆ จงใจตั้งขึ้นมาสนับสนุนผู้ประกอบการหรือ Start-Ups ล้วนไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร  การนำเอา Commercial Banker มาบริหารกิจการเหล่านี้ ตลอดถึงกฎหมายต่างๆ ที่ยังเป็นอุปสรรค ทำให้พวกเขาไม่กล้าสนับสนุนทางการเงินกับผู้ประกอบการใหม่ๆ ในมาตรฐานที่ต้องใช้กระแสเงินสดเป็นเกณฑ์ หรือ “Cash Flow Financing” พวกเขายังอาศัยมาตรฐานเดิมคือ ต้องการสินทรัพย์ถาวรมาวางค้ำประกัน “Asset-Based Financing”  (หรือจดจำนอง) ซึ่งยากที่บรรดา Start-Up จะมีได้

 

Cash Flow Financing อาจมีบ้าง แต่ก็ไม่เพียงพอกับการก่อร่างสร้างตัวให้เป็นปึกแผ่นได้จริงจัง มีแบบเล็กๆ น้อยๆ เช่น ที่ สสว. ทำสำเร็จอยู่บ้าง

 

ทำให้กิจการธุรกิจสมัยใหม่ ที่อาศัยหรือครอบครองสินทรัพย์ถาวร (ซึ่งจับต้องได้) น้อย ทว่าพึ่งพิงหรือดำเนินไปสู่การครอบครองความคิดสร้างสรรค์หรือนวัตกรรมหรือสิทธิบัตร (ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้) ไม่สามารถตั้งตัวได้เท่าที่ควร ยิ่งกว่านั้น มันยังมีปัจจัยทางด้านวัฒนธรรมองค์กร หรือ Norm ของครอบครัว เป็นปัญหาซ้อนอยู่ อีกชั้นหนึ่งด้วย ผมเคยคุยกับคุณเฉลียว สุวรรณกิตติ หลายครั้งถึงเรื่องนี้ ก่อนท่านเสียชีวิต คนส่วนใหญ่อาจรู้จักคุณเฉลียวในฐานะผู้บริหารระดับสูงของเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) แต่จริงๆ แล้วคุณเฉลียวเป็น Venture Capitalist ยุคแรกของไทย คือผู้บริหารสูงสุดของบริษัทธนสถาปนา ที่ลงขันถือหุ้นโดยธนาคารพาณิชย์เกือบทุกธนาคารในประเทศไทยสมัยโน้น ซึ่งต้องการที่จะสนับสนุนทางการเงินให้กับผู้ประกอบการที่อาศัยความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม (คือ Start-Up ในความหมายปัจจุบันนั่นเอง...ผมอยากให้ท่านผู้อ่านลองศึกษากรณี “ไข่ผง” ของ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ดูก็ได้)

 

ผมถามคุณเฉลียวว่าทำไม “ธนสถาปนา” ถึงล้มเหลว และเราไม่สามารถลงหลักปักฐานวัฒนธรรมแบบ Venture Capital Financing ในสังคมไทยได้ คุณเฉลียวสรุปบทเรียนให้ผมฟังทุกครั้งเหมือนกันคือ “เพราะนักธุรกิจส่วนใหญ่ในเมืองไทย เป็นครอบครัวคนจีน และพวกเขาไม่ชอบที่จะให้คนอื่นเข้ามาถือหุ้นร่วมกันในกิจการ แม้รุ่นลูกจะเข้าใจว่า Venture Capital Funding เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น แต่พอไปถึงรุ่นพ่อ ก็มักจะมีปัญหาเสมอ” ผมไม่รู้ว่า Start-Up รุ่นปัจจุบัน สลัดความคิดแบบนี้ได้หรือยัง

 

เราคงต้อง Observe กันต่อไป

 

 

 

ICO จะแก้ปัญหาที่ว่ามานี้ได้ในทันที

ผมเพิ่งมาเห็นนวัตกรรมล่าสุดเมื่อเร็วๆ นี้ ที่จะสามารถแก้ปัญหาของผู้ประกอบการที่พูดมาทั้งหมดนี้ได้ นั่นคือ “ICO” (“Initial Coin Offering”) ซึ่งเกิดขึ้นมาคู่กับกิจการที่มีส่วนพัฒนาเทคโนโลยี Blockchain เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างหลากหลาย และกิจการที่ตั้งใจจะนำเทคโนโลยี Blockchain ไปใช้ในการให้บริการของตน มันคือกระบวนการระดมทุนโดยออก “เหรียญ” ขาย มันตั้งชื่อล้อกับ “IPO” แต่มันช่วยให้ผู้ประกอบการไม่ต้องตัดหุ้นของตัวเองออกขายเลย ทว่าก็ยังสามารถระดมทุนได้ โดยการออกเหรียญ (Token หรือ Utility Coin) ขายให้กับคนทั่วไปแทน “ICO” ก็คือ “IPO แนวใหม่” นั่นเอง พูดง่ายๆ ว่า “ICO” นี้ จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาทางการเงินในช่วงต้น (หรือ “Bootstrap Problem”) ให้กับ Start-Up และผู้ประกอบการได้เลย โดยกิจการผู้ออกเหรียญขายนี้ ต้องนำเหรียญไปขอจดทะเบียนซื้อขายในตลาดรอง (ที่ทำการซื้อขาย Crypto Currencies) เพื่อสร้างสภาพคล่องให้กับเหรียญ และเป็นหนทางที่ผู้ลงทุนหรือผู้จับจองเหรียญ สามารถนำเหรียญไปซื้อขายอีกทอดหนึ่งได้เหมือนกับหุ้นทุกประการ 

 

ผมว่ามันเป็นพัฒนาการขั้นสูงของระบบทุนนิยมสมัยใหม่ ที่พวกเรานอกจากต้องจับตาอย่างใกล้ชิดแล้ว ยังต้องหาทางเอามันมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจและภาครัฐในบ้านเราด้วยคือภาครัฐเอง ก็สามารถใช้ประโยชน์จาก ICO ได้เช่นเดียวกัน ในการระดมทุนโครงการต่างๆ ของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ เช่น เราสามารถดีไซน์ให้เหรียญ ที่จะออกขายโดยรัฐบาลไทย ให้กับนักลงทุนนั้น สามารถนำไปแลกใช้บริการต่างๆ ในประเทศไทยได้ นอกไปจากการนำเหรียญนั้นไปจดทะเบียนซื้อขายในตลาดรอง อีกทางหนึ่ง เพื่อให้นักลงทุนที่จับจองเหรียญไปในเบื้องต้น สามารถนำไปขายต่อได้เหมือนหุ้นหรือพันธบัตร โดยการระดมทุนแนวนี้จะมีความเสี่ยงทางด้านอัตราแลกเปลี่ยนน้อยกว่าการกู้เงินตราต่างประเทศหรือการออกพันธบัตรขายในตลาดต่างประเทศตลาด ICO ในตอนนี้ไม่เล็กเลยเฉพาะในสหรัฐฯ เมื่อปีที่ผ่านจนถึงสิ้นเดือนตุลาที่ผ่านมา มีการระดมทุนแบบ “ICO” ไปแล้วถึง 175 ราย โดยมูลค่าทุนที่ระดมไปทั้งหมดประมาณ 2.7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

 

แถมกิจการที่ออก “ICO” ขายนั้น ยังกระจายตัวอยู่ในอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างน่าสนใจ เช่น Iconomi (เหรียญที่ออกขายชื่อ ICN) เป็นธุรกิจที่นำ Blockchain ไปใช้ในการบริหารสินทรัพย์ (Asset Management), Blockchain Capital (เหรียญชื่อ BCAP) เป็นกิจการ Venture Capital, Brave (เหรียญชื่อ BAT) เป็นเอเจนซี่โฆษณา, SALT (เหรียญชื่อเดียวกัน) เป็นธุรกิจให้กู้ยืมเงิน, Patientory (เหรียญชื่อ PTOY) เป็นธุรกิจ Healthcare เป็นต้นในเมืองไทยเอง ก็มีผู้ทำ ICO ประสบผลสำเร็จไปแล้ว คือ OMESE GO และได้ข่าวว่าจะมีรายอื่นตามมาในไม่ช้า

 

กระบวนการทำ ICO นั้นยุ่งยากน้อยกว่า IPO แยะ เพราะยังไม่มีกฎหมายมาควบคุม จึงไม่จำเป็นต้องยื่น Filing ต่างๆ กับสำนักงาน กลต. และยังสามารถระดมทุนในตลาดโลก คือเปิดให้นักลงทุนทั่วโลกเข้าจองซื้อกับเราได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านผู้รับประกันการจัดจำหน่าย หรือโบรกเกอร์ ให้ต้องเสียค่าธรรมเนียมใดๆ ทั้งสิ้น แต่ผมได้ยินว่า มี Investment Bank บูติกบางราย เริ่มเข้าไปเป็นที่ปรึกษาให้กับการทำ ICO ใหญ่ๆ ในต่างประเทศบ้างแล้ว ดังนั้น จึงเป็นการง่ายเข้าไปอีกสำหรับผู้ประกอบการที่กำลังเริ่มธุรกิจ หรือแม้แต่พวกที่คิดจะเริ่มธุรกิจ และคิดจะระดมทุนโดยการออกเหรียญฯ ขาย (ICO) ก็สามารถแต่งตั้งให้ Investment Bank เหล่านั้น วางแผนการระดมทุนให้ ตั้งแต่การดีไซน์ลักษณะใช้งานของเหรียญฯ ให้มันสมเหตุสมผลและน่าสนใจ การจัดเตรียมซอฟต์แวร์ต่างๆ ในเครือข่าย และการนำเหรียญฯ ไปขอจดทะเบียนในตลาดสำคัญๆ ของโลก

 

ผมเชื่อว่า อีกไม่นาน สำนักงาน กลต. คงต้องเข้ามากำกับดูแล ICO อย่างแน่นอน เพราะเหรียญเหล่านี้ มันเข้าข่ายเป็น “หลักทรัพย์”

แต่ก็เป็นการยากที่จะห้ามกระบวนการนี้โดยเด็ดขาด เพราะมันเป็นตลาดโลก ดูอย่างรัฐบาลจีนที่ห้ามทำ ICO และยังสั่งแบนตลาดซื้อขาย Crypto Currencies ด้วยนั้น ก็ทำให้นักลงทุนจีน หันไปซื้อขายในตลาดนอกประเทศจีน หรือ Start-Up ที่ต้องการระดมทุน ก็ยังสามารถขายเหรียญให้กับนักลงทุนต่างชาติได้ การจะแบน Crypto Currencies (เช่น BITCOIN) เป็นเรื่องยากเสียแล้ว ยกเว้นว่า รัฐบาลทุกรัฐบาลจะต้องร่วมมือกัน และจะต้องปิดระบบอินเทอร์เน็ต (เพราะ บล็อกทุกบล็อกใน Blockchain มันถูกเก็บอยู่ในคอมพิวเตอร์ของสมาชิกเครือข่ายที่กระจายกันอยู่ทั่วโลก) ซึ่งต้องกระทบกับธุรกิจอื่นอย่างมโหฬาร การเข้ามาของกลต. หรือ SEC อาจจะดีก็ได้ เพราะจะช่วยยับยั้งไม่ให้พวกโกง หรือพวกแชร์ลูกโซ่ หรือพวกตีหัวเข้าบ้าน และพวกชอบลอกคราบ เข้ามาหากินในตลาด ICO นี้ หรือเข้ามาหากินได้ยากขึ้น ถึงกระนั้น ปัจจุบันก็มีตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนเหรียญ Crypto Currencies และเหรียญ Utility Coins ที่ได้รับการรับรองหรือได้รับใบอนุญาตจาก SEC แล้ว ในอนาคตเชื่อว่า ตลาดในระดับนี้คงเกิดขึ้นในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย

ด้วยความจำกัดของหน้ากระดาษ ผมจึงขอจบเรื่อง ICO ไว้เพียงเท่านี้ก่อน

 

เรื่อง : วิริญบิดร วัฒนา 

จุดพลิกผัน: มีจำนวนเซนเซอร์ถูกเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตครบ 1 ล้านล้านตัว

ภายในปี 2025: 89 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสำรวจคาดว่าจุดพลิกผันดังกล่าวจะเกิดขึ้นภายในปีนั้น

  

เมื่อความสามารถของการประมวลผลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ราคาของอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ลดลง (สอดคล้องกับ Moore’ s Law หรือกฎของมัวร์ กฎที่อธิบายแนวโน้มของการพัฒนาฮาร์ดแวร์ของคอมพิวเตอร์ในระยะยาว กล่าวคือจํานวนทรานซิสเตอร์ที่สามารถบรรจุลงในชิปจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ในทุกๆ สองปี Gordon E. Moore ผู้ก่อตั้ง Intel ได้อธิบายแนวโน้มไว้ในรายงานของเขาในปี 1965 กฎนี้ได้ถูกพิสูจน์อย่างต่อเนื่องมาแล้วกว่าครึ่งศตวรรษ และคาดว่าจะใช้ได้จนถึงปี 2015 หรือ 2020 หรืออาจมากกว่านั้น) และมีความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจที่จะเชื่อมต่อสิ่งต่างๆ กับอินเทอร์เน็ตได้จริง เซนเซอร์อัจฉริยะ (Intelligent Sensors) เป็นสิ่งที่สามารถซื้อหาได้ในราคาที่ถูกมากๆ สรรพสิ่งจะกลายเป็นสิ่งอัจฉริยะ (Smart) และถูกเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต ทำให้สามารถสื่อสารได้มากขึ้นและเกิดบริการใหม่ๆ ซึ่งถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูลบนฐานของขีดความสามารถทางการวิเคราะห์ที่เพิ่มขึ้น

 

มีการศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้อยู่ชิ้นหนึ่ง ที่มุ่งศึกษาว่า จะสามารถใช้เซนเซอร์เพื่อมอนิเตอร์ (ติดตามดู) สุขภาพและพฤติกรรมของสัตว์อย่างไร ซึ่งก็แสดงให้เห็นว่าเซนเซอร์แต่ละตัวที่ถูกเชื่อมต่อเข้ากับโคกระบือ มีความสามารถสื่อสารถึงกันผ่านเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่อย่างไร และสามารถให้ข้อมูลแบบเรียลไทม์เกี่ยวกับสภาพของโคกระบือจากที่ใดก็ได้

 

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ในอนาคตผลิตภัณฑ์ (ที่จับต้องได้) ทุกอย่างจะสามารถเชื่อมต่อกับอินฟราสตรักเจอร์ทางด้านสื่อสารแบบยูบิควิตัส (มีอยู่ทุกหนแห่งหรือพบเห็นได้ทุกที่) ส่วนเซนเซอร์จะทำให้ผู้คนรับรู้เกี่ยวกับข้อมูลสภาพแวดล้อมของตัวได้อย่างเต็มที่

 

ผลกระทบเชิงบวก

- เพิ่มประสิทธิภาพของการใช้ทรัพยากร

- สร้างผลิตภาพเพิ่มขึ้น

- คุณภาพชีวิตดีขึ้น

- ส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม

- ต้นทุนของการให้บริการลดลง

- การใช้ประโยชน์และสภาพของทรัพยากรมีความโปร่งใสมากขึ้น

- ความปลอดภัย (เช่น เครื่องบิน อาหาร) 

- ประสิทธิภาพ (ด้านโลจิสติกส์) 

- มีความต้องการด้านการจัดเก็บข้อมูลและแบนด์วิธ (ความกว้างแถบความถี่) มากขึ้น

- เกิดการเปลี่ยนแปลงในตลาดและทักษะด้านแรงงาน

- การสร้างธุรกิจใหม่

- แอปพลิเคชันแบบเรียลไทม์ที่แสนยุ่งยาก ก็ยังสามารถทำได้ในเครือข่ายการสื่อสารแบบมาตรฐาน

- การออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ “สามารถเชื่อมต่อกันทางดิจิทัล” 

- เพิ่มบริการแบบดิจิทัลแก่ผลิตภัณฑ์ต่างๆ 

ดิจิทัลทวิน (Digital Twin หรือการบันทึกข้อมูลของสิ่งของในโลกจริงในรูปแบบ Digital ด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูลจาก Sensor เพื่อวัดสถานะปัจจุบัน, ความเปลี่ยนแปลง และอื่นๆ ในรูปแบบของ Metadata, Condition/ State, Event และ Analytics) จะมีส่วนร่วมในกระบวนการธุรกิจ สารสนเทศ และสังคมอย่างจริงจัง

- สรรพสิ่งจะสามารถรับรู้สภาพแวดล้อมได้อย่างครอบคลุม สามารถตอบโต้และกระทำการได้เองโดยอัตโนมัติ

- การสร้างความรู้และมูลค่าเพิ่มบนฐานของสิ่งของ “อัจฉริยะ” ที่เชื่อมต่อกัน

 

ผลกระทบเชิงลบ

- ความเป็นส่วนตัว

- การสูญเสียงานของแรงงานไร้ฝีมือ

- การแฮกข้อมูล ภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของข้อมูล (เช่น utility grid หรือระบบคอมพิวเตอร์กลาง) 

- มีความซับซ้อนมากขึ้นและสูญเสียการควบคุม

 

ไม่ชัดเจนหรือเป็นไปได้ทั้งสองทาง

- การเปลี่ยนแปลงวิธีทำธุรกิจ (Business Model) : การเช่า/ การใช้ทรัพย์สิน ไม่ใช่การเป็นเจ้าของ (“Appliances as a service” เป็นโมเดลธุรกิจซึ่งไม่ได้เน้นการทำธุรกรรมซื้อขาย แต่เน้นเรื่องการให้บริการผ่านซอฟต์แวร์ การอัพเกรดคุณสมบัติ การดูแลรักษาอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ในระยะยาว เช่น การเช่าพรินเตอร์แทนการซื้อขาด
เป็นต้น) 

- โมเดลการทำธุรกิจได้รับผลกระทบจากมูลค่าของข้อมูล

- ทุกบริษัทมีศักยภาพที่จะเป็นบริษัทซอฟต์แวร์

- ธุรกิจใหม่ คือการขายข้อมูล

- กรอบในการคิดเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวเปลี่ยนไป

- โครงสร้างพื้นฐานสำหรับเทคโนโลยีสารสนเทศแบบกระจายตัวและมีขนาดใหญ่

- ระบบการทำงานโดยอัตโนมัติของงานที่ใช้ความรู้ (เช่น การวิเคราะห์ การประเมินผล การวินิจฉัย) 

- ผลลัพธ์ที่เกิดจาก “Digital Pearl Harbor” การโจมตีบนโลกไซเบอร์ (เช่น พวกดิจิทัลแฮกเกอร์ หรือการก่อการร้ายที่ทำให้สาธารณูปโภคหยุดชะงัก ทำให้ไม่มีอาหาร เชื้อเพลิง และพลังงานนานนับสัปดาห์) 

- อัตราการใช้ประโยชน์สูงขึ้น (เช่น รถยนต์ เครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์ สาธารณูปโภค) เพราะมีการนำมาแชร์กันใช้ในขณะที่สิ่งเหล่านั้นว่างเว้นจากการใช้งานในเวลาปกติ

 

การเปลี่ยนแปลงในพฤติการณ์

รถยนต์ Ford GT มีซอฟต์แวร์ชุดคำสั่ง (หรือรหัสคอมพิวเตอร์) ความยาวถึง 10 ล้านบรรทัด บรรจุอยู่ในตัวรถด้วย

 

ที่มา: HYPERLINK “http://rewrite.ca.com/us/articles/security/iot-is-bringing-lots-of-code-to-your-car-hackers-too.html?%20intcmp=searchresultclick&resultmum=2” http://rewrite.ca.com/us/articles/security/iot-is-bringing-lots-of-code-to-your-car-hackers-too.html? intcmp=searchresultclick&resultmum=2) 

โมเดลใหม่ของรถยนต์ VW Golf ยอดนิยม
มีหน่วยประมวลผลคอมพิวเตอร์ถึง 54 หน่วย และมีจุดข้อมูลที่ถูกประมวลผลในรถยนต์มากถึง 700 จุด ทำให้เกิดเป็นข้อมูลที่กินพื้นที่จัดเก็บถึง 6 GB ต่อรถยนต์หนึ่งคัน

ที่มา: “IT-Enabled Products and Services and IoT” Roundtable on Digital Strategies Overview, Center for Digital Strategies at the Tuck School of Business at Dartmouth, 2014

คาดกันว่าจะมีอุปกรณ์ที่ถูกเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตกว่า 50,000 ล้านชิ้น ภายในปี 2020  ในขณะที่ทางช้างเผือก ซึ่งเป็นกาแล็กซี่ที่โลกเป็นสมาชิกอยู่ ยังมีดวงอาทิตย์อยู่แค่ 200,000 ล้านดวงเท่านั้น

Eaton Corporation ใส่เซนเซอร์ไว้ในสายยางแรงดันสูงซึ่งสามารถรับรู้ได้ว่าสายยางกำลังจะหลุด เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเป็นอันตราย และช่วยประหยัดต้นทุนที่ค่อนข้างสูงของเครื่องจักรที่มีสายยางเป็นส่วนประกอบสำคัญในช่วงเวลาที่เครื่องไม่ทำงาน

ที่มา: “The Internet of Things: The Opportunities and Challenges of Interconnectedness,” Roundtable on Digital Strategies Overview, Center for Digital Strategies at the Tuck School of Business at Dartmouth, 2014

ปีที่แล้ว BMW เผยว่ามีรถยนต์ที่ใช้กันอยู่ทั่วโลก ซึ่งเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต
ทางใดทางหนึ่ง อยู่ประมาณ 8 เปอร์เซ็นต์หรือ 84 ล้านคัน และคาดว่าตัวเลขดังกล่าว
จะเพิ่มขึ้น 22 เปอร์เซ็นต์หรือประมาณ 290 ล้านคันภายในปี 2020

ที่มา:  HYPERLINK “http://www.politico.en/article/google-vs-german-car-engineer-industry-american-competition/” http://www.politico.en/article/google-vs-german-car-engineer-industry-american-competition/

บริษัทประกันภัยอย่าง Aetna กำลังพิจารณาว่าเซนเซอร์ในพรมจะช่วยเหลืออะไรได้บ้าง กรณีที่คุณเกิดเส้นโลหิตในสมองแตกเฉียบพลัน โดยเซนเซอร์ดังกล่าวจะตรวจหาว่ามีการเปลี่ยนแปลงท่าเดินเป็นแบบเปะปะไหม เพื่อแจ้งให้นักกายภาพ
บำบัดเดินทางไปเยี่ยมดูอาการได้ทันท่วงที

ที่มา: “The Internet of Things: The Opportunities and Challenges of Interconnectedness,” Roundtable on Digital Strategies Overview, Center for Digital Strategies at the Tuck School of Business at Dartmouth, 2014

 

เรื่อง : วิริญบิดร วัฒนา 

 

จุดพลิกผัน: มีคนที่สามารถจัดเก็บข้อมูลได้อย่างไม่จำกัด โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (ได้รับการสนับสนุนจากโฆษณา) เป็นจำนวนถึง 90 เปอร์เซ็นต์

ภายในปี 2025: 91 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสำรวจคาดว่าจุดพลิกผันดังกล่าวจะเกิดขึ้นภายในปีนั้น

  

ความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลมีวิวัฒนาการอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยมีบริษัทจำนวนมากขึ้นที่ให้บริการดังกล่าวแบบแทบจะให้ฟรีแก่ผู้ใช้ของตนในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสิทธิประโยชน์ ผู้ใช้สามารถสร้างคอนเทนต์เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องคอยกังวลเรื่องการลบมันเพื่อให้มีที่ว่างในการจัดเก็บมากขึ้น เหตุผลข้อหนึ่งก็คือราคาของการจัดเก็บข้อมูล (รูปที่ 4) ลดลงในอัตราคงที่ (ด้วยปัจจัย/ตัวคูณประมาณ 10 ทุกๆ สิบปี) 

  

ประมาณกันว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของข้อมูลของโลกถูกสร้างขึ้นในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา และปริมาณของสารสนเทศที่สร้างขึ้นโดยธุรกิจมียอดเพิ่มขึ้นถึงสองเท่าทุกๆ 1.2 ปี ตอนนี้ “การจัดเก็บข้อมูล” ถูกทำให้กลายเป็นโภคภัณฑ์หรือสินค้าอย่างหนึ่งไปแล้ว โดยมีบริษัทอย่าง Amazon Web Services และ Dropbox เป็นผู้นำแนวโน้มดังกล่าว

 

โลกเรากำลังมุ่งหน้าสู่การทำให้การจัดเก็บข้อมูลกลายเป็นโภคภัณฑ์อย่างเต็มตัว ผ่านการเปิดช่องทางเข้าถึงแบบฟรีโดยไม่จำกัดแก่ผู้ใช้ ภาพจำลองรายได้ของบริษัทที่ดีที่สุด น่าจะได้แก่รายได้ที่มาจากการโฆษณา และการส่งข้อมูลทางไกล (telemetry) 

 

ผลกระทบเชิงบวก

- ระบบกฎหมายทั้งหมดได้รับการจัดเก็บฟรี และใครก็เข้าถึงได้

- ผลดีทางด้านวิชาการ และการศึกษาด้านประวัติศาสตร์

- ประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ

- เป็นการขยายขีดจำกัดเรื่องความจำของบุคคล

 

ผลกระทบเชิงลบ

- การสอดส่องดูความเป็นส่วนตัว

 

ไม่ชัดเจนหรือเป็นไปได้ทั้งสองทาง

- ความทรงจำนิรันดร (ไม่มีสิ่งใดถูกลบ) 

- การสร้าง การแบ่งปัน และ การบริโภคคอนเทนต์ (เนื้อหา) เพิ่มขึ้น

 

การเปลี่ยนแปลงในพฤติการณ์

บริษัทหลายแห่งต่างก็เสนอบริการการจัดเก็บข้อมูลบนระบบคลาวด์ฟรีกันถ้วนหน้า โดยมีพื้นที่จัดเก็บแตกต่างกันไปตั้งแต่ 2GB ถึง 50GB

 

เรื่อง : วิริญบิดร วัฒนา 

 

กับการพาไปกระทบไหล่นักฟุตบอลในดวงใจ สโมสรฟุตบอล บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

 

จากการแสข่าวในโลกโซเชียล วอนช่วยเด็กชายพิการกระดูกสันหลังคด เมื่อปีที่แล้ว มาวันนี้ เด็กชายวันชัย ฤทธิเกษร (น้องแม็ก) อายุ 15 ปี ได้มีชีวิตใหม่ ไม่ต้องทนทุกข์ทรมาณ ผ่านกองทุนสมิติเวช เพื่อชีวิตใหม่แก้ไขกระดูกหลังคด 

 

นพ. ศรันย์ อินทกุล รองผู้อำนวยการ รพ.สมิติเวช ศรีนครินทร์  กล่าวว่า เด็กไทยมีกระดูกสันหลังคดในอัตรา 1 ต่อ 10,000  คน ซึ่งถ้าเป็นไม่มากจะไม่มีอาการ และประมาณ 80% เป็นชนิดที่ไม่ทราบสาเหตุ และระยะหลังพบเด็กเป็นโรคนี้มากขึ้น  ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพถึงขั้นพิการหรือเสียชีวิตได้ และมีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูง ด้วยเหตุในปี 2559  สมิติเวช จึงตั้งกองทุนสมิติเวช เพื่อชีวิตใหม่แก้ไขกระดูกสันหลังคด เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคกระดูกสันหลังคดที่ขาดแคลนทุนทรัพย์  ให้เด็กๆเหล่านั้น มีโอกาสเติบโตอย่างแข็งแรง เป็นกำลังสำคัญของชาติต่อไปในอนาคต  ปัจจุบันได้ทำการผ่าตัดช่วยเหลือเด็กที่มีกระดูกสันหลังคดไปแล้วทั้งหมด  3  ราย   

สำหรับกรณีของน้องแม็กนั้น สมิติเวชรู้สึกดีใจมาก ที่ได้มีโอกาสช่วยเหลือน้องแม็ก โดยสมิติเวช ได้ทราบเรื่องราวผ่านรายการ ปันฝันปันยิ้ม จึงประสานรับน้องแม็กเข้าผ่าตัดรักษาโดยผ่านกองทุน เพื่อชีวิตใหม่แก้ไขกระดูกหลังคด (โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย) ณ รพ.สมิติเวช ศรีนครินทร์ เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งด้วยความพร้อมของทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดรักษาโรคกระดูกสันหลัง และทีมแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู นำโดย ศ.เกียรติคุณ นพ. เจริญ โชติกวณิชย์ และ นพ.ประวิทย์ สุขเจริญชัยกุล รวมถึงจิตใจอันเข้มแข็งของน้องแม็ก ทำให้ผลการผ่าตัดผ่านไปด้วยดี พร้อมกันนี้สมิติเวชได้รับความกรุณาจากผู้สนับสนุนใจบุญ  คุณเนวิน ชิดชอบ ประธานบริหารสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และคุณกรุณา ชิดชอบ (ภรรยา)  ในการจัด แมตซ์ฟุตบอลครั้งยิ่งใหญ่ เพื่อหาเงินเข้ากองทุนนี้  โดยได้รับเงินกว่า  300,000  บาท และเราได้นำเงินนั้นมาช่วยเหลือน้องแม็กและเด็กอื่นๆ   และวันนี้เราได้สานฝันน้องแม็ก ในการมากระทบไหล่นักฟุตบอลในดวงใจ 

 

เด็กชาย วันชัย ฤทธิเกษร (น้องแม็ก) กล่าวว่า ขอบคุณคุณหมอและทุกคนมากครับเพราะกระดูกสันหลังคดมันทรมาณมากๆ  ขนาดหายใจยังเจ็บเลย ตอนนี้ผมเหมือนได้มีชิวิตใหม่ ทำให้ผมมีความภูมิใจที่ได้ดูแลคุณยาย และได้เล่นฟุตบอลกับเพื่อนๆ เป็นครั้งแรก เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีใครชวนผม เล่นหรอกครับ  หมอบอกผมว่า ผมจะได้ใช้ชีวิตที่เป็นปกติ เพราะชีวิตที่เป็นปกติคือชีวิตที่มีความสุข  วันนี้ผมเข้าใจความหมายที่คุณหมอพูดแล้วครับ  ชีวิตของผมมีความฝันที่จะได้เตะฟุตบอลและชมการแข่งขันฟุตบอลกับนักกีฬาระดับประเทศครับ  วันนี้ผมมีความสุขมากครับเพราะสมิติเวชได้ช่วยทำความฝันของผมให้เป็นจริงครับ  ขอบคุณทุกท่านมากครับ

 

จุดพลิกผัน: มีจำนวนประชากรใช้สมาร์ตโฟนมากถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรโลก

ภายในปี 2025: 81 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสำรวจคาดว่าจุดพลิกผันนี้จะเกิดขึ้นภายในปีนั้น

 

ในปี 2012 ทีมงาน Google Inside Search ได้เปิดเผยว่า “ต้องใช้การประมวลผลเพื่อตอบข้อคำถาม (Query) ของ Google Search หนึ่งคำถามมากพอๆ กันกับการประมวลผลที่ทำให้โปรแกรมของยานอพอลโลทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นในระหว่างขึ้นบินและอยู่ภาคพื้นดินเลยทีเดียว!” นอกจากนี้สมาร์ตโฟนและแทบเล็ตในปัจจุบันยังมีความสามารถในการประมวลผลมากกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เคยรู้จักก่อนหน้านี้ซึ่งเคยครอบครองพื้นที่ห้องทั้งหมด (ที่ต้องใช้เป็นพื้นที่สำหรับติดตั้งมัน) เสียอีกคาดกันว่ายอดผู้ใช้บริการสมาร์ตโฟนทั่วโลกจะมียอดรวมทั้งสิ้น 3.5 พันล้านคนภายในปี 2019 หรือสามารถเจาะเข้าถึงประชากรโลกประมาณ 59 เปอร์เซ็นต์ แซงยอดของปี 2017 คือ 50 เปอร์เซ็นต์ และมีการเติบโตจากอัตราของปี 2013 ซึ่งเดิมอยู่ที่ระดับ 28 เปอร์เซ็นต์อย่างมาก ตัวอย่างเช่นที่ประเทศเคนยา บริษัท Safaricom ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ชั้นนำของประเทศรายงานว่ายอดขายสมาร์ตโฟนในปี 2014 คือ 67 เปอร์เซ็นต์ ส่วน GSMA พยากรณ์ว่าแอฟริกาจะมีจำนวนผู้ใช้สมาร์ตโฟนเกินกว่า 500 ล้านคนภายในปี 2020

 

การเปลี่ยนแปลงในส่วนของอุปกรณ์นั้น เกิดขึ้นบ้างแล้วในหลายๆ ประเทศทั่วทุกทวีป (โดยมีเอเชียนำกระแสอยู่ในปัจจุบัน) เพราะมีคนหันมาใช้สมาร์ตโฟนแทนเครื่องพีซีกันมากขึ้น และเมื่อเทคโนโลยีทำให้อุปกรณ์มีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ แต่มีความสามารถในการประมวลผลเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำให้ราคาของเครื่องลดลงด้วย เช่นนี้แล้วการใช้สมาร์ตโฟนจึงมีแต่จะเพิ่มขึ้น

 

จากการเปิดเผยของ Google พบว่าประเทศในรูปที่ 2 มีการใช้สมาร์ตโฟนสูงกว่าพีซี

 

 

ทั้งนี้ ประเทศอย่างสิงคโปร์ เกาหลีใต้ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) มีแนวโน้มที่จะเข้าถึงจุดพลิกผันของการมีประชากรวัยผู้ใหญ่ที่ใช้สมาร์ตโฟนเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์มากที่สุด (รูปที่ 3) 

สังคมกำลังมุ่งหน้าสู่การใช้เครื่องจักรที่ทำงานได้เร็วขึ้น เป็นเครื่องจักรที่ช่วยผู้ใช้ให้สามารถปฏิบัติภารกิจที่ยุ่งยากได้ในระหว่างการเดินทาง สิ่งที่เป็นไปได้มากที่สุดคือจำนวนของอุปกรณ์ที่แต่ละคนใช้จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ไม่ใช่เฉพาะการทำหน้าที่ใหม่ๆ เท่านั้น แต่ยังมีความชำนาญในการปฏิบัติงานเฉพาะด้านด้วย

 

ผลกระทบเชิงบวก

- ประชากรผู้ด้อยโอกาสซึ่งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือด้อยพัฒนามีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจมากขึ้น (“โครงข่ายที่เข้าถึงประชาชนโดยตรง”) 

- เข้าถึงการศึกษา บริการด้านการดูแลสุขภาพและบริการของรัฐบาล

- การมีตัวตน

- เข้าถึงทักษะ มีโอกาสได้รับการจ้างงานมากขึ้น ประเภทของงานเปลี่ยนไป

- ขนาดตลาด/การค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายขึ้น

- มีข้อมูลมากขึ้น

- การมีส่วนร่วมของพลเมืองมากขึ้น

- การพัฒนาสู่ความเป็นประชาธิปไตย/ การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

“เครือข่ายที่เข้าถึงประชาชนโดยตรง” (Last Mile) จะช่วยให้ความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมเพิ่มขึ้น ซึ่งตรงกันข้ามกับการชี้นำในทางที่ผิดและการเกิดภาวะเสียงก้องในห้องแคบนั่นเอง

 

ผลกระทบเชิงลบ

- มีการชี้นำในทางที่ผิดและเกิดภาวะเสียงก้องให้ห้องแคบ

- การแตกแยกทางการเมือง

- Walled Garden (การให้บริการในสภาพแวดล้อมแบบจำกัด, สำหรับผู้ใช้ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น) ไม่อนุญาตให้มีการเข้าถึงอย่างเต็มที่ในบางภูมิภาค/ ประเทศ

 

ไม่ชัดเจนหรือเป็นไปได้ทั้งสองทาง

- 24/ 7 ออนไลน์ได้ตลอดเวลา ทั้งวันทั้งคืนและ 7 วันในสัปดาห์

- ขาดการแบ่งแยกระหว่างเรื่องธุรกิจกับเรื่องส่วนตัว

- จะอยู่ที่ไหนก็เข้าถึงได้ทุกที่

- ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอันเนื่องจากการผลิตจำนวนมาก

การเปลี่ยนแปลงในพฤติการณ์

ปี 1985 ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ Cray-2 คือเครื่องจักรซึ่งทำงานเร็วที่สุดในโลก แต่ไอโฟน 4 ซึ่งออกวางตลาดเดือนมิถุนายน ปี 2010 กลับมีความสามารถในการทำงานเทียบเท่า Cray-2 ปัจจุบันแอปเปิลวอตช์ทำงานเร็วได้เท่ากับไอโฟน 4 สองเครื่องในเวลาแค่ห้าปีให้หลัง และในขณะที่ราคาขายปลีกของสมาร์ตโฟนร่วงลงเหลือไม่ถึง 50 ดอลลาร์ ประสิทธิภาพในการประมวลผลของมันกลับพุ่งทะยานและเป็นที่ยอมรับในตลาดเกิดใหม่อย่างรวดเร็ว อีกไม่นานคนก็จะมีซูเปอร์คอมพิวเตอร์พกพาอยู่ในกระเป๋ากันแทบทุกคน

ที่มา:  HYPERLINK “http://pages.experts-exchange.com/processing-power-compared/” http://pages.experts-exchange.com/processing-power-compared/

 

เรื่อง : วิริญบิดร วัฒนา 

 

Climate Change กลายเป็นมหันตภัยใกล้ตัวผู้คนมากขึ้น จากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนอย่างมาก วิกฤตโลกร้อนที่รุนแรงขึ้นสะท้อนให้เห็นได้ชัดจากน้ำแข็งขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ที่มีปริมาณลดน้อยลงเป็นสถิติใหม่ทุกปี ที่ผ่านมาเราอาจจะพูดถึงปริมาณน้ำแข็งที่ละลายมากเป็นปรากฏการณ์ในช่วงฤดูร้อน แต่ในช่วงฤดูหนาวจะเป็นช่วงเดียวที่น้ำแข็งขั้วโลกจะสามารถฟื้นตัวคืนกลับมาได้

 

ทว่าในช่วงฤดูหนาวปี 2558 น้ำแข็งขั้วโลกเหนือและใต้กลับเหลือปริมาณน้อยที่สุดทุบสถิติ 35 ปี จากที่ก่อนหน้านี้ในปี 2554 ก็มีประเด็นให้หวาดหวั่นกันมาครั้งหนึ่งแล้วว่า มีปริมาณน้ำแข็งที่หายไป 130,000 ตร.กม. หรือเทียบเท่ากับรัฐเทกซัสและแคลิฟอร์เนียเลยทีเดียว

 

การละลายของชั้นน้ำแข็งแอนตาร์กติกาเร็วขึ้นถึง 70% ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งนี้ ข้อมูลจากดาวเทียมชี้ว่า ช่วงเวลา 18 ปี ชั้นน้ำแข็งได้ละลายไป 310 ตร.กม.ทุกปี ทำให้แต่ละชั้นนั้นเสียความหนาแน่นไป 18% เรื่องทะเลน้ำแข็งอาร์กติกน้ำแข็งละลายอาจฟังดูเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์และไกลตัว แต่ที่จริงแล้วส่งผลกับผู้คนทั่วโลกอย่างเลี่ยงไม่พ้น เพราะการสูญเสียทะเลน้ำแข็งนั้น จะยิ่งซ้ำเติมและเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรุนแรงหนักยิ่งขึ้น นอกจากนี้ เมื่อชั้นน้ำแข็งซึ่งเป็นส่วนที่ประคองก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ละลายเร็วขึ้น แล้วน้ำแข็งบนพื้นดินหล่นลงสู่มหาสมุทร ก็ย่อมจะเพิ่มปริมาณน้ำในทะเล ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น คาดการณ์ว่าระดับน้ำทะเลจะเพิ่มขึ้นอีก 24 - 30 ซม. และ 40 - 63 ซม. ในปี พ.ศ. 2608 และ 2643 ตามลำดับ หากไม่มีการดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับ Climate Change

 

Climate Change เป็นเป้าหมายที่ 13 ขององค์การสหประชาชาติ เนื่องจากผลกระทบที่เกิดขึ้นในวงกว้างกับทุกประเทศ ทุกภูมิภาคและได้รับผลกระทบทั้งในแง่ของการแปลงของสภาวะอากาศ ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นและภัยพิบัติต่างๆ ที่เกิดจากสภาวะอากาศ โดยมีมนุษย์เป็นตัวแปรสำคัญของการปล่อยแก๊สเรือนกระจก ที่นับวันก็ยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซ้ำๆ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม (EPA) ของสหรัฐอเมริกาได้จัดอันดับผู้ปล่อยแก๊สเรือนกระจกของภาคส่วนผู้ใช้ขั้นสุดท้าย (End-User Sectors) ไว้ดังนี้ อุตสาหกรรม, การขนส่ง, การพักอาศัย, พาณิชยกรรมและเกษตรกรรม ขณะที่แหล่งปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกส่วนบุคคลมาจากการให้ความอบอุ่นและการทำความเย็นในอาคาร การใช้ไฟฟ้าและการขนส่ง ทั้งนี้ หากไม่มีการดำเนินการใดๆ กับการปล่อยแก๊สเรือนกระจก ประเมินกันว่า ในศตวรรษที่ 21 โลกจะร้อนขึ้นโดยเฉลี่ยอีก 3 องศาเซลเซียส หรือมากกว่านี้ในบางพื้นที่ ดังนั้น ประเทศต่างๆ จึงต้องร่วมมือกันในระดับนานาชาติ เพื่อช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถเดินหน้าไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Economy) ซึ่งที่ผ่านมา ประเทศต่างๆ ก็ได้เข้าร่วมประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 21 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปลายปี 2558 ขณะเดียวกัน แต่ละประเทศก็ต้องรณรงค์ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านพฤติกรรมของประชาชน ให้ลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจก รวมทั้งใช้พลังงานที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ เพื่อจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกโดยเฉลี่ย 2 องศาเซลเซียส 

 

 

อาเซียนและไทย

ระหว่างวันที่ 30 พ.ย. - 11 ธ.ค. 2558 โลกได้เห็นความร่วมมือระดับนานาชาติจากการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 21 ณ กรุงปารีส หรือที่เรียกว่า Paris 2015-COP 21 ซึ่งเป็นการประชุมภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ (UNFCC) ที่มีผู้เข้าร่วมประชุมราว 50,000 คนจาก 195 ประเทศ เพื่อจำกัดการเพิ่มอุณหภูมิของภาวะโลกร้อนให้อยู่ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส 

 

ก่อนหน้าการประชุมที่ปารีส ผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายภาคส่วนได้ร่วมกันจัดประชุมระดับภูมิภาคอาเซียนทางด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (RFCC) ภายใต้ความร่วมมือของสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) กระทรวงการต่างประเทศและการพัฒนาของฝรั่งเศส สำนักเลขาธิการอาเซียนและสหภาพยุโรป (EU) เมื่อเดือนกรกฎาคม 2558  เราต้องยอมรับความจริงที่ว่า แม้อาเซียนจะเป็นภูมิภาคที่อ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของโลก แต่ประเด็นนี้กลับไม่คืบหน้าเท่าไรถ้าเทียบกับความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจที่รุดหน้ามากกว่า สาเหตุหนึ่งก็เนื่องจากภูมิภาคนี้มีความหลากหลายสูง มีทั้งประเทศแถวหน้าที่พร้อมจะปรับตัวตามนโยบายของเวทีโลก แต่บางประเทศอาจต้องได้รับความช่วยเหลือทางด้านการเงินหรือด้านเทคนิค เพื่อให้ทันกับกรอบนโยบายที่ UNFCC ประกาศเป็นแนวปฏิบัติ 

 

สำหรับประเทศไทยกับประเด็น Climate Change อยู่ในระดับแกนนำของอาเซียนร่วมกับสิงคโปร์และมาเลเซีย ประเสริฐ ศิรินภาพร ผู้อำนวยการสำนักงานประสานการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พูดถึงบทบาทของไทยต่อการประชุม COP 21 ว่า ไทยเข้าเป็นสมาชิกอนุสัญญานี้มานานแล้วและมีพันธกรณีหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการทำรายงานบัญชีแก๊สเรือนกระจกที่ไทยทำมาแล้ว 2 ฉบับ นอกจากนี้ ยังได้จัดทำแผนแม่บทระยะยาวรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของครม. และอีกไม่นานก็จะออกมาเป็นแผนยุทธศาสตร์ของประเทศ คือ 1) การจับตาเรื่องการลดแก๊สเรือนกระจก 2) การปรับตัวและการเพิ่มขีดความสามารถต่างๆ ซึ่งประเทศไทยได้กรอบการดำเนินงาน คือ 

 

ก่อนหน้าปี 2563 ซึ่งไทยยังเป็นสมาชิกที่ไม่ได้ถูกบังคับให้ต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ไทยก็ยินดีที่จะให้ความร่วมมือ กรอบหลังปี 2563 โดยในการเจรจาปลายปีที่กรุงปารีสได้มีการลงนามเป็นข้อผูกมัดรัฐภาคีในการลดแก๊สเรือนกระจกและการปรับตัวด้านต่างๆ ซึ่ง UNFCC ต้องการให้ทุกประเทศส่งตัวเลขประมาณการของตนเอง ทำให้ไทยเร่งศึกษาและประเมินขีดความสามารถของประเทศและส่งให้กับ UNFCC ในวันที่ 1 ต.ค.2558 จากนั้น UNFCC ก็จะประเมินว่าตัวเลขที่แต่ละประเทศจัดประเมินมานั้นสามารถจำกัดการเพิ่มอุณหภูมิของภาวะโลกร้อนให้อยู่ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียสได้หรือไม่ 

 

 

ชาวนากับโลกร้อน 

อุณหภูมิและระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นจากภาวะโลกร้อนอาจส่งผลให้ประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นแหล่งปลูกข้าวผลิตข้าวได้ลดลงถึง 15% ซึ่งจะทำให้ราคาข้าวสูงขึ้นถึง 12% ภายในปี 2593 หรืออีก 34 ปีข้างหน้า แต่สำหรับที่ฟิลิปปินส์ถือเป็นกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจกับการรับมือกับประเด็นดังกล่าว ด้วยว่าข้าวก็มีความสำคัญต่อฟิลิปปินส์ ไม่แพ้ไทยและมีชาวนาในภาคส่วนนี้ถึง 112 ล้านคน มีแรงงานที่เกี่ยวข้องรวมกันถึง 40 ล้านคน ดังนั้น เมื่อนำการปลูกข้าวมาผูกโยงกับพันธกิจด้าน Climate Change จึงเป็นยุทธศาสตร์ของประเทศที่น่าจับตา โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวสู้โลกร้อนของฟิลิปปินส์และการให้ความช่วยเหลือของ UNDP เพื่อลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจก

 

ข้าวสู้โลกร้อน สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (IRRI) ฟิลิปปินส์ลงทุนพัฒนาข้าวสายพันธุ์ใหม่ โดยใช้พันธุกรรมข้าว 109,000 ชนิดจากธนาคารพันธุกรรมทั่วโลก เพื่อให้ทนทานต่ออุทกภัย ภัยแล้ง ความเค็ม ทนต่อสภาพอากาศต่างๆ ที่เกิดจากภาวะโลกร้อนได้ อีกทั้งยังมีรสชาติที่ผู้บริโภคคุ้นเคย และในอนาคตยังจะแจกจ่ายข้าวสายพันธุ์นี้ให้กับชาวนาในอินเดีย บังกลาเทศ เวียดนามและอินโดนีเซียด้วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การพัฒนาสายพันธุ์ข้าวสามารถแก้ไขปัญหาได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น การทำนายังมีระบบชลประธานที่ดีขึ้น ต้นทุนการผลิตที่ต่ำลง อเล็กซานเดอร์ โซเซอร์ ผู้จัดการโครงการ MDG Carbon สำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ได้เข้ามาช่วยในอีกโครงการหนึ่ง เพื่อลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจก ซึ่งปกติจะถูกปล่อยออกมาจากการเก็บเกี่ยวถึง 29% อีกทั้งยังช่วยผ่อนคลายปัญหา Climate Change

 

UNDP ได้เข้ามาช่วยเหลือทางด้านเทคนิคเกี่ยวกับการชลประทาน การบริหารจัดการน้ำ เพื่อลดระยะเวลาการใช้น้ำที่ขังในนาให้น้อยลงและลดการปล่อยแก๊สมีเทน พร้อมสนับสนุนให้ชาวนาเพิ่มแหล่งรายได้จากพืชชนิดอื่นๆ เช่น เห็ด ผักและการเพาะปลูกอื่นๆ ซึ่งประมาณการว่า โครงการนี้ช่วยให้ฟิลิปปินส์สามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 36,455,063 ตัน และเมื่อโครงการนี้ขยายตัวออกไปทั่วประเทศเชื่อว่า จะสามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้เป็น 2 เท่า 

 

นอกจากนี้ เพื่อให้เกษตรกรมั่นใจได้ถึงการเกษตรแบบยั่งยืน อีกทั้งมีจิตสำนึกถึงเรื่อง Climate Change  UNDP ได้จัดโครงการฝึกอบรมเพื่อหวังจะเข้าถึงเกษตรกรครึ่งหนึ่งของประเทศ พร้อมกับให้ส่วนลดค่าใช้น้ำจากระบบชลประทานกับชาวนาที่สนใจการเกษตรวิธีใหม่ ซึ่งโครงการนี้ทำให้ประหยัดการใช้น้ำได้ถึง 30% โดยไม่ทำให้เกษตรกรสูญเสียรายได้ ซ้ำยังสามารถเพิ่มผลผลิตข้าวและทำให้ความมั่นคงทางด้านอาหารดีขึ้นด้วย นี่จึงยิ่งทำให้ชาวนาสนใจที่จะเรียนรู้เกษตรทางเลือกแบบ UNDP มากขึ้น อเล็กซานเดอร์กล่าวว่า การจะทำอะไรให้ประสบความสำเร็จที่ฟิลิปปินส์ จะต้องต่อยอดสิ่งที่โลกให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกๆ เข้ากับยุทธศาสตร์และกระบวนการวางแผนของประเทศให้ได้ ถ้าเป้าหมายและยุทธศาสตร์ของโลกดำเนินไปด้วยกันกับโอกาสการเติบโตในระดับชาติ ภาครัฐก็จะเร่งเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้นด้วยกันประเด็น Climate Change ถือเป็นหนึ่งในความท้าทายของโลกที่หนักหนาที่สุดแห่งยุคที่นานาประเทศต้องร่วมมือกัน แม้ว่า ณ วันนี้ เราอาจจะยังไม่เห็นผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจน แต่อย่างน้อยเชื่อว่า น่าจะมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ 

 

เรื่อง : กองบรรณาธิการ 

จุดพลิกผัน: มีจำนวนประชากรเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเป็นประจำประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์

ภายในปี 2025: 79 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสำรวจคาดว่าจุดพลิกผันดังกล่าวจะเกิดขึ้นภายในปีนั้น

   

การประมวลผลเริ่มเป็นสิ่งที่สามารถเข้าถึงได้ทุกวันมากขึ้น และอำนาจของการประมวลผลกลายเป็นสิ่งที่แพร่หลายแก่คนทั่วไปอย่างไม่เคยมีมาก่อน เป็นเพราะคอมพิวเตอร์มีการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต สมาร์ตโฟนแบบ 3G/ 4G หรือบริการแบบ Cloud

 

ปัจจุบันมีประชากรโลกเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตถึง 43 เปอร์เซ็นต์ และเฉพาะปี 2014 ปีเดียว ก็มีการจำหน่ายสมาร์ตโฟนไปแล้ว 1.2 พันล้านเครื่อง สำหรับปี 2015 คาดกันว่ายอดขายแทบเล็ตจะสูงกว่ายอดขายของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือพีซี โดยยอดขายโทรศัพท์มือถือ (รวมทั้งหมด) จะมีอัตราสูงกว่าของคอมพิวเตอร์ประมาณหกต่อหนึ่ง ในขณะที่อัตราความเร็วของการนำมาใช้งานของอินเทอร์เน็ตมีการเติบโตแซงหน้าช่องทางสื่ออื่นๆ จึงคาดกันว่าภายในเวลาไม่กี่ปี จะมีประชากรโลกเข้าถึงเว็บไซต์เป็นประจำถึงหนึ่งในสามเลยทีเดียว

 

ในอนาคต การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและสารสนเทศเป็นประจำจะไม่ได้เป็นประโยชน์แค่ประเทศพัฒนาแล้วเท่านั้น แต่ยังเป็นสิทธิพื้นฐานเช่นเดียวกับการมีน้ำสะอาด ประกอบกับเทคโนโลยีไร้สายนั้นต้องใช้โครงสร้างพื้นฐานน้อยกว่าสาธารณูปโภคอื่นๆ (ไฟฟ้า ถนน และ น้ำ) จึงสามารถเข้าถึงได้เร็วกว่าเทคโนโลยีอื่นๆ อย่างมาก ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าใครจากประเทศไหนก็ตามสามารถเข้าถึงและมีปฏิสัมพันธ์จากอีกฟากหนึ่งของโลกได้ การสร้างและการเผยแพร่คอนเทนต์ (เนื้อหา) จะง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อน

 

ผลกระทบเชิงบวก

- การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของประชากรผู้ด้อยโอกาส ซึ่งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือด้อยพัฒนา (“โครงข่ายที่เข้าถึงประชาชนโดยตรง”) (แก้ปัญหา “Last Mile” ได้นั่นเอง) 

- การเข้าถึงการศึกษา บริการด้านการดูแลสุขภาพและบริการของรัฐ

- การมีตัวตน

- การเข้าถึงทักษะ โอกาสการจ้างงานมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงในประเภทของงาน

- ขนาดตลาด/ การค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวขึ้น

- มีข้อมูลมากขึ้น

- การมีส่วนร่วมของพลเมืองมากขึ้น

- การพัฒนาสู่ความเป็นประชาธิปไตย/ การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

“โครงข่ายที่เข้าถึงประชาชนโดยตรง” ; ความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมมากขึ้น ซึ่งตรงกันข้ามกับการเข้าไปจัดการและการเกิดภาวะเสียงก้องให้ห้องแคบนั่นเอง

 

ผลกระทบเชิงลบ

- การจัดการและการเกิดภาวะเสียงก้องในห้องแคบมากขึ้น

- ความแตกแยกทางการเมือง

- การให้บริการแบบ walled garden (หมายถึงมีสภาพแวดล้อมแบบจำกัด เปิดสำหรับผู้ใช้ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น) ไม่อนุญาตให้มีการเข้าถึงอย่างเต็มที่ในบางภูมิภาค/ประเทศ

 

การเปลี่ยนแปลงในพฤติการณ์

เพื่อให้ผู้ใช้อีก 4 พันล้านคนเข้าถึงอินเทอร์เน็ต จะต้องจัดการกับปัญหาสำคัญสองประการนี้ให้ได้ก่อน กล่าวคือ ต้องมีช่องทางเข้าถึง และสามารถใช้ช่องทางดังกล่าวได้ ขณะนี้มีการเร่งรัดเพื่อจัดหาช่องทางเข้าถึงเว็บไซต์แก่คนในส่วนอื่นของโลก และมีประชากรซึ่งอาศัยอยู่ภายในรัศมีของสัญญาณโทรศัพท์มือถือประมาณสองกิโลเมตร ที่สามารถให้บริการอินเทอร์เน็ตอยู่แล้วประมาณ 85 เปอร์เซ็นต์ ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วโลกต่างก็ขยายช่องทางเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของตนกันอย่างรวดเร็ว เช่น Facebook ได้เปิดตัว Free Basics ซึ่งเป็นโครงการที่ร่วมกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และเป็นส่วนหนึ่งในการริเริ่ม Internet.org ของบริษัท เพื่อให้สามารถเชื่อมต่อได้แม้จะอยู่ในพื้นที่ห่างไกลที่สุด และกำลังพัฒนาโดรนส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ต ส่วนโครงการ Project Loon ของ Google ใช้บอลลูน และ SpaceX กำลังลงทุนสร้างเครือข่ายดาวเทียมใหม่แบบต้นทุนต่ำ

 

เรื่อง : วิริญบิดร  วัฒนา

สองสามเดือนที่ผ่านมามีข่าวฮือฮาในแวดวงผู้ที่สนใจเทคโนโลยีการเงินอิเล็กทรอนิกส์นั่นคือ ร้านลิ้มเหล่าโหงว บิสโทร สยามสแควร์วัน เปิดให้ลูกค้าใช้ “บิตคอยน์” เงินดิจิทัลที่เป็นกระแสฮือฮาในโลกการเงินด้วยมูลค่าที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ชำระค่าสินค้าและบริการที่ร้านได้

 

ผู้ที่คิดไอเดียสุดล้ำนี้คือ เตวิช บริบูรณ์ชัยศิริ เจ้าของร้านลิ้มเหล่าโหงว บิสโทร สยามสแควร์วัน ทายาทรุ่นที่ 3 ของตำนานบะหมี่ลูกชิ้นปลากระโดดได้จากเยาวราช ผู้อยากจะสร้างความแปลกใหม่ให้กับตำรับอาหารและพัฒนาชื่อเสียงที่สั่งสมมาของกิจการครอบครัวให้ก้าวไปอีกระดับหนึ่ง

 

ด้วยการรีแบรนด์ ลิ้มเหล่าโหงว สู่ ลิ้มเหล่าโหงว บิสโทร ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้ากลุ่มใหม่ ที่ใส่ใจคุณภาพของอาหาร พัฒนาเมนูใหม่ๆ ขึ้นมาอย่างหลากหลาย ในร้านที่จัดบรรยากาศทันสมัยกลางย่านศูนย์รวมคนรุ่นใหม่ ณ สยามสแควร์

 

เตวิชจบการศึกษาจากคณะพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยความเป็นคนรุ่นใหม่ เขาจึงสนใจในเรื่องราวใหม่ๆ บิตคอยน์ คือตัวอย่างหนึ่งในสิ่งที่เขานำมาทดลองใช้ จากจุดเริ่มต้นที่ความสงสัยว่าเหรียญอะไรที่อยู่ๆ ก็มีมูลค่าขึ้นมา เหตุใดผู้คนจึงให้ความเชื่อมั่น จนวันหนึ่งเกิดความคิดว่าถ้าอยากจะเป็นเจ้าของเหรียญนี้จะต้องทำอย่างไร เขาจึงตัดสินใจรับชำระเงินที่ร้านด้วยบิตคอยน์

“ถ้าอยากได้จะทำอย่างไรได้บ้าง หนึ่งคือซื้อเลย สองคือต้องไปขุด ศึกษาไปเรื่อยๆ ถ้าเราลงทุนเรื่องการขุด พอมีปัญหาขึ้นมาคงแก้ไม่เป็น เพราะทุกคนก็บอกเหมือนกันหมดว่าเวลามีปัญหาต้องแก้ จะให้ลงทุนผมก็คิดว่าเชื่อขนาดนั้นหรือไม่ ผมก็ไม่ใช่คนที่ลงทุนอย่างนั้นมาก่อน ปกติไม่ค่อยลงทุน ไม่ซื้อหุ้น ผมเป็นคนที่ไม่ได้มองเงินเป็นเรื่องสำคัญ ผมทำอะไรก็แล้วแต่ เป้าหมายของผมคืออยากให้สิ่งที่ผมคิดเป็นจริง พอศึกษาไปก็เจอเทคโนโลยี บล็อกเชน ผมศึกษาบล็อกเชนเจ๋งมาก อีกหน่อยถ้าคนเราตามไม่ทันจะส่งผลกับชีวิตคนมาก ใครที่ตามไม่ทันคือเจ๊งแน่ๆ” 

 

การรับชำระค่าอาหารด้วยบิตคอยน์ของเตวิชนอกจากเป็นการทดลองสิ่งที่น่าสนใจแล้ว เขายังมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยให้ Eco System นี้เติบโตขึ้น 

“คนที่มีบิตคอยน์สามารถนำมาใช้ที่ร้านได้ เหมือนการช่วยสร้าง Eco System ผมก็เล่นการตลาดด้วย ผมรู้ว่านี่จะช่วยทำให้เกิดการพูดถึงร้านเรา และทำให้คนรู้ว่ามีบิตคอยน์ ก็มีโอกาสที่ทำให้ร้านอื่นรับบิตคอยน์ด้วยเหมือนกัน ก็จะได้สิ่งที่ผมต้องการ คือผมเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มันเติบโตขึ้นมา และสองคือผมได้บิตคอยน์” 

 

 

ผลตอบรับของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ เตวิชบอกว่า การเปิดรับชำระเงินด้วยบิตคอยน์ ไม่ได้คาดหวังว่าจะมีคนมาใช้งานจำนวนมาก แต่เมื่อเปิดมามีคนมาใช้งานเดือนหนึ่งเฉลี่ย 10 ราย ซึ่งเขาตั้งข้อสังเกตว่าเป็นกลุ่มคนที่อยากจะทดลองว่าสิ่งที่พวกเขาสนใจ สามารถนำมาใช้ชำระค่าสินค้าได้จริงๆ ซึ่งวันหนึ่งพฤติกรรมผู้บริโภคจะเปลี่ยนไป เมื่อการใช้จ่ายเงินอิเล็กทรอนิกส์เข้าไปอยู่ในวิถีชีวิต และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนที่จะต้องมีอะไรตามมาอีกในอนาคต

 

ความสนใจในสิ่งใหม่ๆ ของเจ้าของ ทำให้พนักงานลิ้มเหล่าโหงว บิสโทร ต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ไม่เพียงแค่บิตคอยน์หากยังมีอีกหลายแอปพลิเคชันที่เตวิชนำมาใส่ไว้ในเครื่องไอแพดของร้าน อาทิ Ali Pay, WeChat Pay ที่เป็นระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์จากประเทศจีน หรือแอปพลิเคชัเดลิเวอรี่อาหาร อย่าง Foodpanda, Line Man ที่ต้องเรียนรู้ สะท้อนความเป็นคนรุ่นใหม่ที่เลือกเครื่องมือในการทำธุรกิจที่หลากหลาย

  

ดีเอ็นเอเถ้าแก่

การรับเงินด้วยบิตคอยน์เป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดที่เตวิชในฐานะผู้ประกอบการรุ่นใหม่นำมาทดลองใช้ ทั้งด้วยความสนใจส่วนตัวและเพื่อช่วยแผนการตลาดของร้าน หากเส้นทางสู่การเป็นผู้ประกอบการของเขานั้นเหมือนจะฝังอยู่ในดีเอ็นเอมาตั้งแต่เด็ก เขาเล่าชีวิตตัวเองว่า เกิดที่กรุงเทพฯ แต่ไปโตที่เชียงใหม่เพราะคุณพ่อซึ่งเป็น
พี่คนโตของรุ่นที่ 2 ต้องการย้ายไปอยู่เชียงใหม่เพื่อเปิดทางให้น้องๆ เติบโต ส่งผลให้เตวิชที่เป็นลูกคนเล็กต้องไปเริ่มต้นชีวิตการเรียน ที่ปรินส์รอยแยลวิทยาลัยที่เขาเล่าว่า ขณะเรียนชอบทำกิจกรรม ไปแข่งโน่นนี่ ขายของ พร้อมช่วยที่บ้านขายก๋วยเตี๋ยว จนมาเรียนต่อระดับอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขาเริ่มต้นคิดจะพัฒนาธุรกิจของครอบครัว จากวิชาที่เรียนจนกลายมาเป็นต้นทางของลิ้มเหล่าโหงว บิสโทร ณ วันนี้

 

“ร้านนี้เป็นความฝันตั้งแต่เด็กๆ ผมอยากทำเพราะว่าผมโตกับร้านมา เด็กๆ ผมก็ทำงานที่ร้าน ช่วยล้างจาน เสิร์ฟ คิดเงิน เราก็คิดว่าถ้าเจเนอเรชั่น 3 ไม่ทำต่อ ก็คงไม่มีใครทำ พี่น้องที่เป็นญาติไม่มีใครสนใจ ผมเองเสียดาย ไม่อยากให้หายไป ผมเลยคิดอยากจะทำ ตอนเรียนจะมีวิชาผู้ประกอบการ วิชาย่อยคือต่อยอดธุรกิจครอบครัว ทำแผนธุรกิจ แล้วพอถึงเวลามีโอกาสเราก็เอาแผนมาปัดฝุ่นเปิดจริงๆ คือเหมือนโปรเจ็กต์ตอนที่เราเรียน” 

 

 

เตวิชบอกว่าความอยากเป็นผู้ประกอบการของตัวเองนั้นรุนแรงมาตั้งแต่วัยเรียน “ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ผมรู้สึกมีปัญหามากเลยว่าคิดอะไรผิดหรือเปล่าเหมือนเราเป็นคนประหลาดในสังคมนั้น เพื่อนๆ เขามีเป้าหมายว่าจบมาจะไปทำบริษัทนั้นบริษัทนี้ ทุกคนต้องเรียนเพื่อเอาเกรด ผมไม่สนใจ ผมมีเป้าหมายของตัวเองอยากทำของตัวเอง อยากเรียนอะไรผมก็เรียน ไม่สนใจว่าตัวนี้เรียนแล้วเกรดไม่ดี เรียนไปไม่มีประโยชน์ ผมอยากเรียนผมก็เรียน ทำให้เขวเหมือนกัน จริงๆ ผมมีสิ่งที่กลัวคือผมไม่อยากเป็นพนักงานประจำ ผมไม่เอาแน่นอน กลัวมาก ผมอยู่ไม่ได้หรอกเข้าออกตรงเวลา ทำไม่ได้ ด้วยการเลี้ยงของพ่อแม่ที่อยากทำอะไรก็ทำ อยากไปไหนก็ไป จะไปเที่ยวก็เที่ยว” 

 

สำหรับการสร้างธุรกิจสำหรับคนรุ่นใหม่เตวิชให้ความเห็นว่า “ผมรู้สึกว่าการทำธุรกิจปัจจุบันเราสู้ยักษ์ใหญ่ไม่ได้ ไม่มีช่องแล้ว ไม่มีช่องให้เราโตอย่าง ซีพี ช้าง สิงห์ ยากจะโตเป็นสหพัฒน์ไม่ได้ถ้าทำธุรกิจแบบเดียวกับเขา สิ่งที่จะทำให้ธุรกิจโตคือ
ประมาณสตาร์ตอัพเลย ทำธุรกิจใหม่ๆ ถ้ายังทำเหมือนเดิมไม่มีทาง” 

 

แต่กว่าจะเป็นร้านได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เขานำความฝันของตัวเองไปพูดคุยกับผู้ใหญ่ในครอบครัว ก็ไม่ได้รับสนับสนุน เขาจึงเริ่มต้นสะสมทุนของตัวเองเพื่อเตรียมทำธุรกิจนี้ ด้วยการทำงานเป็นผู้ดูแลศิลปิน และขายสินค้าลิขสิทธิ์ของศิลปินที่ประเทศจีน รวมถึงการทำงานด้านที่ปรึกษาตามวิชาที่เรียนมา จนมาเปิดร้านนี้เมื่อ 3 ปีที่แล้ว

 

“พอเราเปิดแล้วเรารู้ว่าสิ่งที่เราอยากจะทำบางทีทำไม่ได้ ผมเริ่มรู้แล้วว่าปัจจัยคืออะไรบ้าง มองออกว่าโลเกชั่นไหนคือของเรา ต้องคุมเรื่องต่างๆ อย่างไร เอาจริงๆ ไม่เหมือนอย่างที่สอนในมหาวิทยาลัยเท่าไร มหาวิทยาลัยสอนกว้างๆ ให้เราไปคิดต่อ ลูกค้าเรา หลักๆ จะเป็นคนทำงานซีเนียร์ ลูกค้าที่เคยกินที่ร้านเก่ามาไม่มาก เราพยายามจับลูกค้าใหม่ คือลูกค้าเก่าๆ เขาก็มีอายุไปตามแบรนด์ ตอนแรกผมโฟกัสกลุ่มเด็ก แต่ด้วยก๋วยเตี๋ยวไม่ใช่เป็นเทรนด์ของเด็ก พอเราเริ่มจับกลุ่มลูกค้านี้ได้ เราก็เริ่มจับกลุ่มเด็กอย่างจริงจัง เราไปดูเห็นว่าเด็กนิยมอะไร เริ่มหาอาหารที่เป็นแฟชั่นที่เด็กเริ่มกิน เช่น เล้ง เป็นอาหารแฟชั่น ก๋วยเตี๋ยวกินแล้วไม่เก๋ อาหารเกาหลี ญี่ปุ่นกินแล้วเก๋ ตอนนี้เราลงกลุ่มเด็กมากขึ้น กลุ่มผู้ใหญ่เราจับได้ดีอยู่แล้ว เราก็เพิ่มเมนู”

 

เตวิชเล่าว่า ทุกเมนูที่มีอยู่ในร้านเขาสามารถทำได้เองหมด เพราะสูตรอาหารเป็นสูตรที่เขาคิดขึ้นมา การเทรนพนักงานทั้งหมดในครัวเป็นหน้าที่ของเขา โดยมีลูกพี่ลูกน้องที่ทำด้านการโรงแรมมาช่วยเทรนพนักงานหน้าร้าน โดยกลยุทธ์ของร้านลิ้มเหล่าโหงว บิสโทรคือ เมื่อโตแล้วต้องขยายสาขาออกไป ขณะเดียวกันต้องไม่ทิ้งเรื่องการส่งถึงบ้าน รวมถึงออนไลน์ที่ปัจจุบันมีสัดส่วนประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย 

 

 

นอกจากลิ้มเหล่าโหวง บิสโทร เตวิชยังมีธุรกิจอื่น คือร้านก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ ที่ขายตามฟู้ดคอร์ตต่างๆ โดยเตรียมทำธุรกิจนี้เป็นแฟรนไชส์ ขยายต่อไป พร้อมกันนี้ยังมีงานที่ปรึกษาธุรกิจที่ยังรับทำอยู่ รวมถึงธุรกิจสตาร์ตอัพที่ร่วมกับเพื่อนมองหาโอกาสเติบโตทางธุรกิจใหม่ๆ เตวิชคือผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่จะสืบทอดความสำเร็จทางธุรกิจจากคนรุ่นก่อนหน้า ด้วยการใส่แนวคิด กระบวนการทางธุรกิจใหม่ๆ เพื่อต่อยอดสร้างธุรกิจให้เติบโตในรูปแบบใหม่โดยอิงกับจุดแข็งทางธุรกิจที่มีอยู่เดิม ผสมผสานกับตัวตนและแนวคิดใหม่ๆ ที่เรียนรู้มา 

   

ลิ้มเหล่าโหงว

เตวิชเล่าเรื่องราวของลิ้มเหล่าโหงวว่า พ่อของอากง (ปู่) ก็ทำก๋วยเตี๋ยวที่เมืองจีน พออากงอพยพมา ก็มาขายก๋วยเตี๋ยวใช้สูตรจากเมืองจีนเลย ตอนหลังๆ เหมือนจะดีเพราะเริ่มมีให้ไปออกงานของผู้ใหญ่ ก็จะมีลูกค้าผู้ใหญ่ เจียไต๋ให้เราไปขายหน้าบ้านเขา ปากต่อปากพอพ่ออายุสัก 17 อากงก็เสียแล้ว พ่อก็ต้องดูแลน้องๆ ทุกคน ต้องมาขายก๋วยเตี๋ยว สิ่งที่เราสืบทอดมาถึงทุกวันคือ คุณภาพลูกชิ้นปลา ที่ยังทำเหมือนเดิม แม้เรารู้ว่ามีเทคโนโลยี มีฟู้ดไซน์ทำให้ลดต้นทุนได้ แต่ที่บ้านคุยกันว่าไม่เอา ขอเก็บแบบนี้ไว้ดีกว่า และผมเชื่อว่าการเก็บไว้แบบนี้จะมีประโยชน์ คีย์สำคัญคือลูกชิ้นและน้ำซุป บอกได้ว่าลูกชิ้นไม่มีแป้งเลย ไม่เคยเห็นแป้ง ใครกินแล้วบอกว่าแป้งน้อยผมบอกเลยว่าลิ้นเสียแล้ว ผมไม่เคยเห็นแป้ง ไม่มีแป้งทุกวันนี้ทำเป็นครัวกลางแล้วกระจายไป ยกเว้นที่เชียงใหม่พอผมย้ายไปเชียงใหม่ก็ทำเอง อัตราส่วนของปลาไม่เหมือนกัน เขาจะรู้ว่าปลานี้จะให้เนื้อเนียน ปลานี้จะมีความหนึบ ใช้เนื้อปลา 2 อย่าง เราใช้แค่สองอย่าง ซุปจริงๆ ก็คือน้ำที่ต้มลูกชิ้น ต้มเนื้อปลา นั่นคือคุณภาพวัตถุดิบผมมองอย่างนี้ ชีวิตเราดีเพราะก๋วยเตี๋ยว พ่อแม่เราไม่เคยลำบาก รุ่นสามหลักๆ มีผม แล้วก็มีน้องลูกอาคนที่ 3 มาช่วยผมทำ แล้วมีหลานเป็นลูกน้องสาวพ่อคนที่สองมาช่วยที่ร้านนี้ (ลิ้มเหล่าโหงว บิสโทร)

 

เรื่อง : วีระพงษ์ เจตน์พิพัฒนพงษ์

ภาพ : ธิติวุธ บางขาม

 

จุดพลิกผัน: มีจำนวนเสื้อผ้าที่คนสวมใส่ ซึ่งมีการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ (ของจำนวนเสื้อผ้าทั้งหมดในตลาดโลก) 

ภายในปี 2025: 91 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสำรวจคาดว่าจุดพลิกผัน ดังกล่าวจะเกิดขึ้นภายในปีนั้น

 

เทคโนโลยีเริ่มมีลักษณะเป็นเรื่องส่วนบุคคลมากขึ้น เริ่มจากคอมพิวเตอร์ที่ตั้งอยู่ในห้องใหญ่ จากนั้นก็เป็นเครื่องตั้งโต๊ะ ก่อนจะมาอยู่บนตัก ปัจจุบันเทคโนโลยีดังกล่าวเข้ามาอยู่ในโทรศัพท์มือถือแล้ว อีกไม่นานมันก็จะถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของเสื้อผ้าและเครื่องประดับ ตัวอย่างเช่น Apple Watch ซึ่งออกสู่ตลาดเมื่อปี 2015 ก็ถูกเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตและมีคุณสมบัติการทำงานหลายอย่างเหมือนสมาร์ตโฟน เสื้อผ้าและสิ่งของอื่นๆ ที่คนสวมใส่จะมีชิปแบบฝังตัวซึ่งเชื่อมต่อข้าวของและบุคคลที่สวมใส่มัน กับอินเทอร์เน็ตมากขึ้นเรื่อยๆ 

 

ผลกระทบเชิงบวก

- ผลลัพธ์ทางด้านสุขภาพเชิงบวกนำไปสู่การมีชีวิตยืนยาวขึ้น

- คนเราสามารถพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น

- การดูแลสุขภาพแบบสามารถจัดการด้วยตัวเอง

- การตัดสินใจดีขึ้น

- โอกาสเด็กหายลดลง

- เสื้อผ้าจำเพาะบุคคล (มีการตัดเย็บ ออกแบบตามความต้องการเฉพาะของแต่ละคน) 

 

ผลกระทบเชิงลบ

- การสอดส่องความเป็นส่วนตัว

- การหลีกหนีจากโลกแห่งความเป็นจริง/ การเสพติดเว็บไซต์

- ความปลอดภัยของข้อมูล

 

ไม่ชัดเจนหรือเป็นไปได้ทั้งสองทาง

- การระบุตัวตนแบบเรียลไทม์

- การเปลี่ยนแปลงในปฏิสัมพันธ์และความสัมพันธ์ส่วนบุคคล

- การจดจำรูปภาพและความแพร่หลายของข้อมูลส่วนบุคคล (เครือข่ายนิรนามซึ่งจะคอย “ร้องเตือน” คุณ) 

 

การเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติการณ์

การ์ทเนอร์ (Gartner) กลุ่มบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาประเมินว่ามีการจำหน่ายนาฬิกาอัจฉริยะ (smart watch) และสายรัดอื่นๆ ภายในปี 2015 ประมาณ 70 ล้านเรือน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 514 ล้านเรือนภายในเวลาห้าปีข้างหน้า

ที่มา:  HYPERLINK “http://www.zdnet.com/article/wearables-internet-of-thingsmuscle-in-on-smartphone-spotlight-at-mwc/” http://www.zdnet.com/article/wearables-internet-of-thingsmuscle-in-on-smartphone-spotlight-at-mwc/

 

มิโม เบบี้ (Mimo Baby บริษัทผู้ผลิตมอนิเตอร์หรือเครื่องตรวจจับการนอนของทารก) ได้ผลิตมอนิเตอร์ติดตามดูเด็กแบบสวมใส่เพื่อรายงานรูปแบบการหายใจ ท่าทาง ลักษณะการนอนของทารก เป็นต้น ส่งตรงเข้าเครื่องไอแพดหรือสมาร์ตโฟนของคุณ (เรื่องนี้ทำให้เกิดการโต้เถียงกันว่าควรขีดเส้นแบ่งระหว่างการให้ความช่วยเหลือและความพยายามหาทางออกให้กับปัญหาที่ยังไม่เกิด โดยฝ่ายที่สนับสนุนบอกว่า มันจะช่วยให้ทารกนอนหลับได้ดีขึ้น และฝ่ายวิจารณ์บอกว่าเซนเซอร์ไม่สามารถแทนที่หรือทำหน้าที่แทนพ่อแม่ได้หรอก) 

ที่มา:  HYPERLINK “http://mimobaby.com/” http://mimobaby.com/;  HYPERLINK “http://money.cnn.com/2015/04/16/smallbusiness/mimo-wearable-baby-monitor/” http://money.cnn.com/2015/04/16/smallbusiness/mimo-wearable-baby-monitor/

 

ราล์ฟ ลอเรน (Ralph Lauren) ได้พัฒนาเสื้อเชิ้ตแบบสปอร์ตซึ่งออกแบบมาเพื่อให้ข้อมูลการออกกำลังกายแบบเรียลไทม์ ด้วยการวัดจากปริมาณเหงื่อ อัตราการเต้นของหัวใจ ความแรงของการหายใจ เป็นต้น

ที่มา:  HYPERLINK “http://www.ralplauren.com/product/index.jsp?%2 productId=69917696&ab=rd_men_features_thepolotechshirt&cp=64796626.65333296” http://www.ralplauren.com/product/index.jsp? productId=69917696&ab=rd_men_features_thepolotechshirt&cp=64796626.65333296

 

เรื่อง :  วิริญบิดร  วัฒนา

 

ในแต่ละปีประมาณ 1 ใน 3 ของอาหารที่ผลิตหรือเท่ากับ 1.3 พันล้านตันคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เน่าเสียในถังขยะของผู้บริโภคและผู้ค้าขายปลีก หรือไม่ก็เน่าเสียจากการขนส่งและการเก็บเกี่ยวที่ไม่ดี ถ้าผู้คนทั่วโลกเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟประหยัดพลังงาน โลกจะสามารถประหยัดได้ 120,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี และประชากรทั่วโลกน่าจะมีถึง 9,600 ล้านคนใน พ.ศ. 2593 ซึ่งจะต้องใช้โลกเกือบ 3 ใบเพื่อรองรับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อการดำเนินชีวิตเทียบกับในปัจจุบัน

 

ข้อมูลข้างต้นเป็นตัวเลขที่เกิดขึ้นและการประมาณการตัวเลขที่จะเกิดขึ้นหากเราทำและไม่ทำอะไรกับเรื่องการบริโภคของมนุษย์ เพราะเราทราบกันดีว่า มนุษย์เป็นเผ่าพันธุ์นักบริโภคที่ยิ่งใหญ่บนโลกใบนี้ เราใช้ความรู้และเทคโนโลยีในการผลิตเครื่องอุปโภคบริโภคออกมาจำนวนมากเพื่อตอบสนองตลาดที่มีความต้องการแทบจะไม่สิ้นสุด

 

ขณะเดียวกัน ทรัพยากรต่างๆ ที่มีอยู่บนดาวเคราะห์ดวงนี้ก็มีอยู่อย่างจำกัด น้ำจืดที่สามารถดื่มได้มีเพียงร้อยละ 3 แต่ก็เป็นน้ำแข็งอยู่บริเวณขั้วโลกถึงร้อยละ 2.5 ทำให้เราเหลือน้ำบริโภคจริงๆ เพียงร้อยละ 0.5 ของปริมาณน้ำบนโลกนี้ แต่มนุษย์ก็ยังสร้างมลพิษให้กับน้ำอย่างต่อเนื่องด้วยการทิ้งของเสียจากบ้านเรือนและอุตสาหกรรมโดยไม่มีการบำบัด ทำให้น้ำในธรรมชาติที่มีอยู่น้อยนิดเป็นพิษและไม่สามารถนำมาใช้ได้ ประชากรทั่วโลกกว่า 1,000 ล้านคนที่ไม่สามารถเข้าถึงน้ำสะอาดจึงเป็นตัวเลขที่ไม่เกินเลย 

 

ในเรื่องอาหาร โลกสูญเสียอาหารไปประมาณ 3,000 ล้านตันทุกปี การบริโภคแบบมากเกินส่งผลต่อความสมบูรณ์ของดิน ความเสื่อมโทรมและสภาพแวดล้อมทางทะเล มีการใช้น้ำที่ไม่ยั่งยืน อีกทั้งในกระบวนการผลิตอาหารยังใช้พลังงานร้อยละ 30 ของการใช้พลังงานทั้งหมดบนโลก และมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณร้อยละ 22 ของจำนวนทั้งหมด อีกด้านหนึ่ง โลกใบนี้มีการบริโภคอาหารแบบมากเกินจนเหลือเป็นของเสีย ประชากรประมาณ 2,000 ล้านคนมีน้ำหนักเกินและอ้วน แต่อีกด้านหนึ่งยังมีอีก 1,000 ล้านคนที่ยังขาดแคลนอาหาร และอีก 1,000 ล้านคนที่ยังหิวโหย 

 

การบริโภคพลังงาน แม้จะมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้และการผลิตพลังงาน การใช้พลังงานของประเทศในองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ยังคงเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 35 ภายในปี 2563 การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์และที่อยู่อาศัยมีการเติบโตรวดเร็วที่สุดเป็นอันดับที่สองรองจากการขนส่ง

ในพ.ศ. 2545 จำนวนยานยนต์ในประเทศใน OECD คือ 550 ล้านคัน (ร้อยละ 75 เป็นรถยนต์ส่วนบุคคล) คาดว่าใน พ.ศ. 2563 การเป็นเจ้าของรถยนต์จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 32 ในเวลาเดียวกันระยะการเดินทางของยานยนต์ คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 40 และการเดินทางทางอากาศคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่า ในขณะที่ภาคครัวเรือนบริโภคร้อยละ 29 ของพลังงานทั่วโลก และปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ร้อยละ 21 แต่ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจว่าจากสถิติ พ.ศ. 2557 1 ใน 5 ของพลังงานที่โลกใช้มาจากพลังงานหมุนเวียน

 

องค์การสหประชาชาติจึงตั้งเป้าประเด็นการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมทรัพยากรและประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน การมีโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน และการเปิดช่องทางการเข้าถึงการบริการเบื้องต้น งานที่เหมาะสม และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน การดำเนินการนี้จะช่วยในการบรรลุแผนพัฒนาทั้งหมด ลดค่าใช้จ่ายทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมและสังคมในอนาคต รวมทั้งเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในด้านเศรษฐกิจ และลดความยากจน

 

การบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน มุ่งเน้นที่การ “ทำมากขึ้นและดีขึ้นโดยใช้น้อยลง” เพิ่มสวัสดิการที่ได้จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยการลดทรัพยากรที่ใช้และมลพิษตลอดวงจรชีวิต พร้อมกับการเพิ่มคุณภาพชีวิต ซึ่งมีผลต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องรวมถึง ธุรกิจ ผู้บริโภค ผู้กำหนดนโยบาย นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ ผู้ค้าปลีก สื่อสารมวลชน ฯลฯ

 

ทั้งหมดนี้ยังต้องการวิธีการที่เป็นระบบและการร่วมมือกันในหมู่ผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ผู้ผลิตจนถึงผู้บริโภคขั้นสุดท้าย เกี่ยวข้องกับการดึงดูดผู้บริโภคโดยการเพิ่มความตระหนักและการศึกษาในเรื่องการใช้ชีวิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน การจัดหาข้อมูลให้ผู้บริโภคอย่างเพียงพอผ่านมาตรฐานและฉลากรวมถึงการมีส่วนร่วมในการจัดซื้อของประชาชน 

 

พัน กี-มุน เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวที่ประเทศสโลวาเกียในการเยือนเมืองมรดกโลกเลโวคา ว่าเขาอยากจะเน้นถึงความสำคัญเกี่ยวกับบทบาทของชุมชนรัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาลกลาง ในการสร้างเมืองที่มีความกลมกลืนและยั่งยืนให้เกิดขึ้น เขาหวังว่าแต่ละเมืองจะมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาสู่ความยั่งยืนของตนเอง และนำมาปฏิบัติให้เป็นผล โดยผู้นำแต่ละเมืองจะต้องมีมาตรการต่างๆ ที่จะช่วยรับมือกับภาวการณ์เปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศที่จะส่งผลกระทบต่อแต่ละพื้นที่และประเทศ “มาร่วมทำงานร่วมกันเพื่อสร้างโลกและประเทศที่ดีกว่าที่เคยเป็นมา” 

 

ทุกประเทศที่เข้าร่วมจะมีแผนงานบริโภคและผลิตอย่างยั่งยืนที่ต้องดำเนินการ เพื่อจัดการการใช้ทรัพยากรต่างๆ ลดการสิ้นเปลืองของอาหารในการค้าปลีกและระหว่างการผลิต มีการบริโภคพลังงานที่เหมาะสมอย่างยั่งยืน การจัดการสิ่งแวดล้อม ลดของเสียที่ผลิตขึ้นมาทั้งทางอากาศ น้ำ และดิน ด้วยการลดการใช้ การรีไซเคิลและนำกลับมาใช้ใหม่ 

 

ในระดับโลกนั้นแต่ละประเทศล้วนวางเป้าหมายในเรื่องการบริโภคและการผลิตอย่างยั่งยืนของตนเอง ในประเทศที่พัฒนาแล้วแนวคิดเรื่องการบริโภคและการผลิตอย่างยั่งยืน กลายเป็นวิธีคิดในการดำเนินชีวิตประจำวัน จากการที่ภาครัฐให้การสนับสนุนผ่านแผนงานต่างๆ เช่นการสนับสนุนให้เดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะหรือจักรยาน การเก็บภาษีผู้ที่ก่อให้เกิดมลพิษเพิ่มเติม การลงโทษผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ต่างๆ ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็ใช้ชีวิตด้วยการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์และบริการที่มีแนวคิดเพื่อความยั่งยืน เช่นการแยกขยะในครัวเรือนเพื่อไปรีไซเคิล การนำกลับมาใช้ใหม่อย่างเช่นการใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ทำขึ้นมาจากของเหลือใช้ในอุตสาหกรรม การสร้างที่อยู่อาศัยขนาดเล็กลง การใช้ชีวิตแบบออฟกริดที่พยายามไม่พึ่งพาระบบสาธารณูปโภคสาธารณะด้วยการใช้พลังงานทางเลือก และระบบสาธารณูปโภคแบบพึ่งพาตัวเองที่มีผู้ผลิตขึ้นมาเพื่อรองรับแนวคิดเหล่านี้ เป็นวงจรที่เกิดจากการประสานกันของนโยบายของภาครัฐ ค่านิยมและวิถีชีวิต กลไกตลาดและเทคโนโลยีรวมถึงการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ

ในส่วนของประเทศไทย ภาครัฐและเอกชนมีการเตรียมการสำหรับสังคมที่บริโภคและผลิตอย่างยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง มีมาตรการต่างๆ ที่ออกมาเพื่อช่วยให้แนวคิดนี้สามารถบรรลุผลได้ ในส่วนของผู้ผลิตที่ต้องการส่งเสริมให้เกิดการปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริโภคให้อยู่ในระดับพอเหมาะ ลดการผลิตที่ไม่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดการก่อมลภาวะและสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้ ก็เริ่มผลิตสินค้าและบริการในแนวทางนี้กันบ้างแล้ว แม้ในบางเรื่องผู้บริโภคในประเทศไทยยังไม่ค่อยตระหนัก อย่างเช่น การเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและก่อให้เกิดความยั่งยืนต่างๆ  ซึ่งต้องรณรงค์สร้างจิตสำนึกเหล่านี้ต่อไป

 

อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังมีแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จ-พระเจ้าอยู่หัว ที่สามารถนำมาปรับใช้กับการบริโภคและการผลิตอย่างยั่งยืนเป็นพื้นฐานที่ทั้งสังคมรับทราบกัน ทั้งเรื่องความพอประมาณ ความมีเหตุผล การมีภูมิคุ้มกันที่ดี ผ่านฐานความรู้และคุณธรรม ซึ่งจะนำไปสู่สังคมที่มีความสมดุลพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง จนเรามีหลายชุมชนที่เลือกวิถีชีวิตแบบพอเพียงทั้งด้านการผลิตและบริโภค

 

สิ่งสำคัญที่ต้องเร่งสร้างจึงเป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจในกลุ่มประชากรกลุ่มต่างๆ การสร้างกรอบกฎเกณฑ์ที่จะช่วยกระตุ้นและควบคุมปัญหา การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการผลิตและบริโภคอย่างยั่งยืนให้เกิดขึ้น แม้เราจะมีแผนยุทธศาสตร์นโยบายต่างๆ ออกมาแต่แผนเหล่านั้นยังเข้าไม่ถึงประชากรส่วนใหญ่ เป้าหมายเริ่มต้นจึงควรเริ่มที่การให้ความรู้ในเรื่องนี้ว่าทำไมเราจึงต้องให้ความสนใจกับการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน

 

นั่นเป็นเพราะการบริโภคที่ยั่งยืนซึ่งมีผลต่อกระบวนการผลิตด้วยความต้องการของตลาดนั้นประกอบด้วย การใช้พลังงานและทรัพยากรต่างๆ อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ เลือกใช้สินค้าและบริการต่างๆ ที่มีกระบวนการผลิตไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และลดของเสียจากการบริโภค สำหรับการผลิต หนึ่งในต้นทุนการผลิตปัจจุบันคือมลพิษทั้งทางอากาศ น้ำ และดิน รวมถึงของเสียที่สะสมจากการผลิต ส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อคุณภาพปัจจัยผลิต เช่น สุขภาพของแรงงาน คุณภาพของดิน น้ำ อากาศ มีผลต่อวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการผลิต และส่งผลกระทบต่องบประมาณรัฐบาลในการฟื้นฟูสภาวะแวดล้อม และส่งผลต่อมาสู่เงินภาษีที่เราต้องจ่ายให้กับรัฐบาลเพื่อนำไปพัฒนาประเทศ การผลิตที่ยั่งยืนจึงควรเป็นกระบวนการที่ไม่สร้างความเสียหายแก่สภาพแวดล้อม ใช้เทคโนโลยีที่สะอาด มีระบบจัดการการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ลดของเสียในขั้นตอนการผลิต เลือกใช้วัตถุดิบที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เช่น งดใช้สาร CFC ในการทำความเย็น เป็นต้น

 

การบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืนเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก ทั้งในฝั่งผู้บริโภคและผู้ผลิตที่ต้องมีจิตสำนึกในการอยู่ร่วมกันบนโลกนี้เพื่อคนรุ่นต่อไป การดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ที่แต่ละประเทศวางเอาไว้ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องสร้างความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และร่วมกันหาหนทางสร้างสังคมบริโภคอย่างยั่งยืนกระตุ้นให้เกิดการผลิตอย่างยั่งยืนต่อไป

 

เรื่อง : กองบรรณาธิการ 

Page 1 of 11