×

Warning

JUser: :_load: Unable to load user with ID: 805

JUser: :_load: Unable to load user with ID: 840

พลังผลักวงล้อเศรษฐกิจ แห่งยามานาชิ
บทบาทสำคัญของสถาบันการเงินในโลก โดยหลักการแล้วล้วนตั้งมั่นอยู่บนพื้นฐานของการดำเนินกิจการ และกิจกรรมด้านการเงินเพื่อเป็นกลไกในการรองรับและสนับสนุนการสร้างความมั่งคั่งให้กับผู้ประกอบการและระบบเศรษฐกิจ ธนาคารยามานาชิ ชูโอ (The Yamanashi Chuo Bank, LTD) ซึ่งเป็นธนาคารหลักที่สำคัญของจังหวัดยามานาชิก็เฉกเช่นกัน ด้วยบทบาทของการยืนหยัดอยู่เคียงข้างพัฒนาการทางเศรษฐกิจและการค้าของ SME และกิจการทั้งเล็กและใหญ่ของจังหวัดยามานาชิมาโดยตลอดมากกว่า 100 ปี


ในวาระที่ทีมงานนิตยสาร MBA ได้เยี่ยมพบและสัมภาษณ์ นาคาบะ ชินโด (Nakaba Shindo) ประธาน ธนาคาร ยามานาชิ ชูโอ (Chairman /The Yamanashi Chuo Bank, LTD) ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2017 ที่สำนักงานใหญ่ เมืองโคฟุ จังหวัดยามานาชิ ที่ได้เผย
ให้เห็นถึงภาพรวมด้านเศรษฐกิจของจังหวัดและความเข้มแข็งของยามานาชิ และอีกหลายมิติต่อความสัมพันธ์กับคนไทยทั้งด้านการค้า การร่วมทุน การท่องเที่ยวตลอดจนด้านการศึกษา

 

Q : อุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของจังหวัดยามานาชิ มีพื้นฐานและความโดดเด่นเป็นลักษณะใด?
A : หากเจาะจงลงไปที่อุตสาหกรรมและเศรษฐกิจพื้นฐานของจังหวัดยามานาชิ ให้มองเป็นสองส่วนคือ อุตสาหกรรมดั้งเดิมของท้องถิ่น และอุตสาหกรรมที่ขยายตัวและพัฒนาต่อยอดขึ้นมาบนปัจจัยของการมีเทคโนโลยีเข้าไปยกระดับ กล่าวได้ว่าตัวเลข GDP 30-40% ของจังหวัด (3,489 ร้อยล้านเยน/ ตัวเลข ปี 2014) ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการผลิต (Menufacturing) นอกเหนือจากนั้นก็จะเป็นการก่อสร้าง และการค้าขาย ซึ่งยามานาชิมีสินค้าท้องถิ่นดั้งเดิมที่มีชื่อเสียง อย่างเช่น กระดาษสา การทอผ้า จิวเวลรี่หินสี และโดยเฉพาะด้านการเกษตร การปลูกผลไม้ของจังหวัด ได้รับการจัดอันดับและยอมรับว่า เป็น No. 1 ของประเทศญี่ปุ่น อย่างเช่น พีช (Peach) และองุ่น


ซึ่งเหตุผลที่จังหวัดยามานาชิ สามารถปลูกผลไม้ที่ให้รสชาติที่ดี และเป็นที่ยอมรับติดอันดับ 1 ได้ก็เพราะปัจจัยของการมีภูมิประเทศแบบภูเขาสูง และที่สำคัญคือสภาพของภูมิอากาศของยามานาชิ ที่อุณหภูมิมีความแตกต่างกันมากระหว่างกลางวันและกลางคืน คือคีย์สำคัญที่ทำให้ ผลไม้ของยามานาชิมีรสชาติที่หวานอร่อยอย่างโดดเด่น นอกจากนั้น การมีแหล่งกำเนิดของน้ำแร่ธรรมชาติ ที่ได้รับการจัดอันดับว่าดีที่สุดของประเทศ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยของ ความเข้มแข็งของทางจังหวัด และด้วยการที่จังหวัดยามานาชิ มีีแหล่งน้ำผลไม้ที่ดีที่สุดคือ องุ่น จึงกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้สามารถผลิตภัณฑ์ “ไวน์” และได้รับการยอมรับว่าเป็นไวน์อันดับหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น ในประเภทไวน์ที่ผลิตจากองุ่นของประเทศญี่ปุ่นเอง โดยไวน์เนอรี่ที่จังหวัดยามานาชิมีมากถึง 70 แห่ง และกล่าวได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญของจังหวัด ทั้งเพื่อการบริโภค ส่งเสริมเศรษฐกิจ และรองรับนักท่องเที่ยวที่เจาะจงที่จะมา ดื่มด่ำกับรสชาติเฉพาะของไวน์ของจังหวัดแห่งนี้


ในส่วนของอุตสาหกรรมการผลิตขนาดใหญ่ ทางจังหวัดมี 2 กิจการระดับข้ามชาติ ที่เติบโตจากท้องถิ่น และขยายตัวไปในตลาดโลก คือบริษัท FANAC ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมการผลิต หุ่นยนต์ (Robot) ที่มิใช่เพียงเป็นอันดับหนึ่งที่ประเทศญี่ปุ่น แต่กล่าวได้ว่าเป็นอันดับหนึ่งในตลาดโลกอีกด้วย ส่วนอีกกิจการที่มีบทบาทสำคัญ คือ โตเกียวอิเล็กโตรอน ซึ่งทั้งสองกิจการนี้มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกๆ ปี และมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของทางจังหวัดเป็นอย่างมาก

 

 

 

Q : ความเข้มแข็งของผู้ประกอบการ SME ที่จังหวัดยามานาชิ มีลักษณะเป็นอย่างไร ?
A : หากจะกล่าวถึง SME ที่มีความเป็นมาจากรากฐานการผลิตดั้งเดิม กล่าวได้ว่า ยามานาชิโดดเด่นในด้านงานช่างฝีมือที่มีทักษะสูงมากตั้งแต่อดีตหลายร้อยปี อย่างเช่น งานฝีมือด้าน อัญมณี จากประวัติศาสตร์ของพื้นที่ที่มีการค้นพบอัญมณีหินสีจำนวนมาก และเป็นเหตุผลที่ยามานาชิ มีช่างเจียระไนอัญมณีที่มีฝีมือชั้นสูงนับแต่อดีต ซึ่งแม้ว่าในปัจจุบัน อัญมณีและหินสี ที่เป็นวัตถุดิบจะไม่เหลืออยู่แล้วในท้องถิ่นและพื้นที่ แต่สิ่งที่ยังคงอยู่และไม่เคยสูญหายและหมดไปคือ ทักษะงานฝีมือชั้นสูงของช่าง ทั้งในด้านงานเจียระไน หรือแม้แต่ช่างฝีมือในด้านหัตถกรรม ที่เป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานตั้งแต่อดีตมาหลายร้อยปี เช่นงานทอผ้า พิมพ์ลายลงรักบนผลิตภัณฑ์จากหนังกวางก็ยังคงได้รับการพัฒนา และอนุรักษ์เป็นหนึ่งในเศรษฐกิจของท้องถิ่นที่มีคุณค่าและมูลค่า ล่าสุดบริษัทอัญมณีของเมืองโคฟุ ยังได้เดินทางไปร่วมในนิทรรศการ Jewelry Fair ที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย ในเดือนกันยายน ถึง 21 กิจการ และคาดหวังว่าจะมีความสัมพันธ์ทางการค้าหรือการร่วมทุนกับผู้ประกอบการไทยในอนาคต

 

Q : อุตสาหกรรมในด้านบริการที่จังหวัดยามานาชิ มีอะไรบ้าง ?
A : จังหวัดยามานาชิ คือเมืองเพื่อการท่องเที่ยว เพราะทั้งจังหวัดเต็มไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามเป็นจำนวนมาก มีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ทั้งภูเขา ป่าไม้น้ำตก และออนเซ็น ที่สวยงามและมีชื่อเสียง มีภูเขาที่อยู่บนพื้นที่ของจังหวัดอยู่เป็นจำนวนนับร้อย ที่มีชื่อเสียงนอกจาก ภูเขาไฟฟูจิ ยังมี มินามิแอลป์ ชึ่งก็เป็นแหล่ง ท่องเที่ยวที่สวยงาม ยังไม่นับว่า ยามานาชิ ยังเป็นจังหวัดที่มีประวัติศาสตร์และความเป็นมาของเมืองที่มีอารยธรรมตกทอดมานานนับพันปี เราจะพบว่ามีศาลเจ้า หรือพิพิธภัณฑ์ อยู่เป็นจำนวนไม่น้อยที่สามารถเข้าไปศึกษาและเยี่ยมชมได้ จังหวัดยามานาชิ มีฤดูกาลท่องเที่ยวที่รองรับได้ทั้ง 4 ฤดูตลอดปี

 

Q : นอกจากการสนับสนุนด้านการเงินให้กับผู้ประกอบการ ธนาคารฯ มีบทบาทหรือโครงการเพื่อส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรม ในด้านอื่นบ้างหรือไม่? อย่างไร?
A : ในด้านการส่งเสริมและสนับสนุนเรามีโครงการอยู่ 3 เรื่อง โดยเรื่องแรกจะเป็นการส่งเสริมในด้านการสร้างแบรนด์ โดยธนาคารฯ จะช่วยประชาสัมพันธ์สินค้าของจังหวัด ผ่านเครือข่ายของธนาคารที่มีอยู่ทั้งในและต่างประเทศ อย่างเช่นที่ผ่านมา ธนาคารฯ ก็ได้ดำเนินกลยุทธ์เรื่องนี้กับ ผลิตภัณฑ์ไวน์ และจิวเวลรี่ของจังหวัด แต่ทั้งนี้ทางธนาคารฯ ก็จะเข้าไปช่วยวิเคราะห์ จุดอ่อน จุดแข็งเพื่อกำหนดแนวทางในการสนับสนุนให้สอดคล้องกับกิจการของลูกค้า สำหรับข้อสอง เป็นการสนับสนุนเงินทุนสำหรับกิจการเริ่มใหม่ หรือ Startup ซึ่งที่ผ่านมา ก็ได้ให้การช่วยเหลือไปประมาณ 75 กิจการอยู่ในวงเงินประมาณ 110 ล้านเยน โดยการช่วยเหลือในส่วนนี้ครอบคลุมไม่เพียงกิจการแต่ยังรวมถึง “คนทำงาน” ที่อยากย้ายมาทำงานที่จังหวัด ยามานาชิ ก็จะมีเงินช่วยเหลือในระยะเริ่มต้น ซึ่งในส่วนนี้ ทางธนาคารฯ ได้ดำเนินการภายใต้นโยบายทางด้าน CSR นอกจากนี้ ยังมีอีกโครงการซึ่งได้เริ่มมาเมื่อ 6 ปีก่อนคือ การส่งพนักงานของธนาคารฯ ไปทำงานกับบริษัทในท้องถิ่น คนละ 1 ปีโดยที่กิจการนั้นไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่ทำงานให้กิจการนั้นๆ ด้วยเป้าหมายสำคัญคือเพื่อให้พนักงานของธนาคารได้เรียนรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมต่างๆ ของลูกค้า เพื่อที่จะช่วยเหลือลูกค้าได้อย่างตรงเป้าหมายที่สุด ในขณะเดียวกันบริษัทเหล่านั้นก็ได้ประโยชน์
ที่ผ่านมา 5 ปีมีพนักงานอยู่ในโครงการนี้ประมาณ 50 คน

 

Q : เกี่ยวกับประเทศไทย ผู้ประกอบการของจังหวัดยามานาชิ ที่ไปลงทุนทำธุรกิจในไทยมีจำนวนเท่าไหร่? และเป็นกิจการประเภทไหน และเหตุใดจึงเลือกลงทุนในประเทศไทย ?
A : สำหรับตัวเลขจังหวัดนั้นยังไม่ได้สำรวจแน่ชัด แต่สำหรับลูกค้าของธนาคารฯ ที่ยามานาชิ มี 20 บริษัทฯ แต่ธนาคารมีสาขาที่โตเกียวด้วย ซึ่งเมื่อรวมตัวเลขที่ไปลงทุนในไทยก็ประมาณ 50 บริษัท โดยส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมประเภทส่วนประกอบรถยนต์ ความแม่นยำ และผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ มีบ้างที่เป็นกิจการผลิตอาหาร เช่น บริษัท SUN FOODS (THAI) ซึ่งผลิตและจำหน่าย ซอส โชยุ เครื่องปรุงอาหาร ส่วนเหตุผลของการเลือกลงทุนในประเทศไทยนั้น ประเมินกันว่าน่าจะมาจาก 2-3 ปัจจัยคือ 1) คนไทยชอบคนญี่ปุ่น และ 2) ค่าแรงไม่สูง และอีกเหตุผลคือเป็นเพราะมีการชักชวนกันไปจากผู้ประกอบการที่ไปลงทุนก่อนหน้าแล้วผลตอบรับดี จึงกลับมาชักชวนและบอกต่อ

 

 

 

Q : การลงทุนใน AEC ของผู้ประกอบการจากยามานาชิเป็นอย่างไร ?
A : มีลงทุนทั้งในประเทศจีน เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเมียนมาร์ แต่ในไทยเรียกได้ว่ายังมากที่สุดในขณะนี้

 

Q : มีนโยบายจะไปตั้งสำนักงานในประเทศไทย หรือขยายสาขาไปต่างประเทศหรือไม่ ? อย่างไร ?
A : ธนาคารฯ มีสำนักงานที่ฮ่องกง และเซี่ยงไฮ้ ส่วนที่ประเทศไทย ธนาคารฯ มีความร่วมมือกับธนาคารกรุงเทพฯ โดยได้ส่งพนักงานตัวแทนไปประจำที่ธนาคารกรุงเทพฯ สำนักงานใหญ่ เป้าหมายก็เพื่อสนับสนุนบริษัทฯ ที่ไปลงทุนในประเทศไทย และอีกนัยหนึ่งก็เพื่อจัดประชาสัมพันธ์สิ่งต่างๆ ทั้งผลิตภัณฑ์ ธุรกิจ ตลอดจนการท่องเที่ยวของยามานาชิไปยังประเทศไทย ซึ่งรูปแบบแบบนี้เรายังมีความร่วมมือกับธนาคารฯ ในประเทศเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียด้วยเช่นกัน

 

Q : บนมุมมองและวิสัยทัศน์ของท่านมองว่า จังหวัดยามานาชิ ในอีก 10 ปี ข้างหน้าจะมีแนวโน้มการเติบโตไปในทิศทางไหน ?
A : อีก 10 ปี รถไฟสาย Linear จะเริ่มวิ่งจากชินากาวะ มาถึงยามาโกย่า และต่อมาที่ยามานาชิ ความหมายก็คือ การเดินทางจากโตเกียวมาที่ยามานาชิ จะใช้เวลาเพียง 15 นาที ในขณะที่ปัจจุบันนี้คือ 1.30 ชม. โดยรถไฟ และ 2 ชม. โดยทางรถยนต์ ในขณะเดียวกันอีกสองปีจะมีการเปิดทางด่วนเส้นใหม่ เชื่อมระหว่างจังหวัดยามานาชิ และจังหวัดชิสุโอกะ การคมนาคมที่สะดวกขึ้นจะเป็นตัวส่งเสริมสำคัญให้เกิดการพัฒนาโดยเฉพาะในด้านการท่องเที่ยว ซึ่งทุกวันนี้นักท่องเที่ยวและคนส่วนใหญ่ยังรู้จักจังหวัดยามานาชิน้อยมาก แต่จะรู้จักภูเขาไฟฟูจิ กันอย่างกว้างขวาง เพื่อเป็นการเชื่อมโยงและขยายผล จึงจะมีโครงการ Fuji Valley ขึ้นมาเพื่อพัฒนาศักยภาพและโอกาสของทางจังหวัด

 

Q : โครงการ Fuji valley คืออะไร?
A : โดยภูมิประเทศแล้ว ยามานาชิเป็นหุบเขาที่รายรอบไปด้วยภูเขาสูงใหญ่ เหมือนเป็น Valley ที่เราเรียกว่า Yamanashi-Fuji Valley แต่เป็นวัลเล่ย์ที่เปิดออกจากมุมมองของโลกที่จับจ้องมาที่ยามานาชิ ภายใต้ภาพลักษณ์ของหุบเขาที่มีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และกิจกรรมท้องถิ่นที่ยังคงกลิ่นอายของวัฒนธรรมที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน และเป็นเมืองที่มีการผสมผสานทั้งอุตสาหกรรมและความเป็นท้องถิ่น และยามานาชิ จะเป็นอีกจุดหมายปลายทาง (Destination) ของการท่องเที่ยว จากทั้งภายในและต่างประเทศทั่วโลก

 

Q : อยากทราบถึงปรัชญาที่ท่านยึดถือ และเป้าหมายในการบริหารงาน
A : สำหรับเป้าหมายในการบริหารงาน ที่มักบอกกล่าวกับพนักงานของธนาคารฯ เสมอๆ คือ อักษร 4 ตัวที่บ่งชี้เป้าหมายในการทำงานคือ CS ES โดย CS คือ Customer satisfaction ส่วน ES ที่สำคัญไม่ได้น้อยไปกว่ากันก็คือ Employee satisfaction และเป้าหมายสำคัญคือการสร้างความพอใจของทั้งสองฟากฝ่ายให้บรรลุสู่ความเป็นอันดับหนึ่งให้ได้ สำหรับปรัชญาที่ประธานธนาคารยามานาชิ ชูโอ นาคาบะ ชินโดะ ได้เผยกับนิตยสาร MBA ก็คือ ธนาคารยามานาชิ เป็นธนาคารของท้องถิ่น ยืนหยัดอยู่คู่และเคียงข้างกับท้องถิ่นยามานาชิแห่งนี้มาถึงปัจจุบัน 140 ปี สิ่งที่เป็นปรัชญาของธนาคารก็คือ การดำเนินกิจการเพื่อให้ท้องถิ่นและชุมชนมีชีวิตที่ดี ซึ่งปรัชญาที่ นาคาบะ ชินโดะ ยึดถือก็คือการพยายามรักษาไว้ซึ่งปรัชญาของธนาคารยามานาชิ ชูโอ ให้คงอยู่ต่อไปให้ได้อย่างยั่งยืน

เรื่องและภาพ : กองบรรณาธิการ 

จักรวาลโฟโต้ดิจิตอล ผู้นำธุรกิจด้านดิจิตอลพริ้นท์ติ้งอย่างครบวงจร มีสาขามากที่สุดในประเทศไทย ครอบคลุมพื้นที่ทั่วกรุงเทพ และปริมณฑล ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา จักรวาลโฟโต้ดิจิตอล ยังคงพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง ในการเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยี และพัฒนาการบริการที่ความทันสมัยอยู่ตลอดเวลา ล่าสุดทางร้านได้เปิดเกมรุกตลาดขยายธุรกิจทางด้าน ดิจิตอลพริ้นท์ติ้ง เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ในยุคดิจิตอล กับงานพริ้นท์ติ้ง ระดับพรีเมี่ยมที่มีคุณภาพสูง แบบครบวงจร พร้อมบริการสั่งภาพทางออนไลน์ 

 

นายจักรพันธุ์ โฆษิตชูตระกูล ผู้จัดการทั่วไป จักรวาลโฟโต้ดิจิตอล กล่าวว่า “สำหรับร้านจักรวาลนั้น เราได้ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการถ่ายภาพมาเป็นระยะกว่า 30 ปี ตั้งแต่ในยุคของฟิล์มในการล้างอัดภาพระบบ ซิลเวอร์ฮาไลด์ ซึ่งถือว่าร้านจักรวาลเป็นร้านแล็บสีที่บริการการล้างอัดภาพที่มีสาขามากที่สุดในประเทศไทย ครอบคลุมพื้นที่ทั่วกรุงเทพ และปริมณฑล มาโดยตลอดจนถึงยุคของการวิวัฒนาการใหม่ของแล็บสีจากระบบ ซิลเวอร์ฮาไลด์ มาสู่ยุคของดิจิติอล ซึ่งแน่นอนด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กับพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคดิจิติอล จะเห็นว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงความนิยมการถ่ายภาพด้วยโทรศัพท์มือถือ และหันมาให้ความสนใจกับการถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอลเพิ่มมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการนำภาพมาพริ้นท์ติ้ง ดังนั้นเพื่อเป็นการตอกย้ำการเป็นผู้นำธุรกิจด้านการพริ้นท์ติ้งระดับพรีเมี่ยม ที่มีคุณภาพสูงอย่างครบวงจร 

 

ร้านจักรวาลโฟโต้ดิจิตอล จึงได้วางกลยุทธ์การตลาดในการปรับรูปแบบกับร้านแฟลกชิพต้นแบบ ที่สาขาลาดพร้าว โดยทำการปรับโฉมภาพลักษณ์ที่ดูทันสมัยยิ่งขึ้น กับการตกแต่งร้านใหม่ ที่ดูโมเดิร์น และดูกว้างขวางมากยิ่งขึ้น ภายใต้แนวคิดใหม่ Lifestyle Gallery ผสมผสานกันอย่างลงตัวกับรูปแบบการบริการดิจิตอลพริ้นท์ติ้ง ที่ทันสมัย และครบวงจร โดยมีบริการพริ้นท์ติ้งภาพด้วยเครื่องพิมพ์ขนาดใหญ่ Acuity EYจากฟูจิฟิล์ม ที่สามารถพริ้นท์ติ้งภาพขนาดใหญ่ และมีคุณภาพสูงระดับพรีเมี่ยม ซึ่งเรามีบริการพริ้นท์ติ้งภาพได้หลากหลากขนาด และสามารถพิมพ์ภาพได้ใหญ่หน้ากว้างสูงถึง 1.25x2.50 เมตร ลงบนวัสดุที่หลากหลาย ได้แก่ Canvas, Backlit และ Metal เป็นต้นซึ่งปัจจุบันนี้ การพริ้นท์ติ้ง ด้วยวัสดุต่าง ๆ เหล่านี้ ได้รับการสนใจ

 

 

อย่างมากจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์เฉพาะ เอาใจคนที่ชื่นชอบการ ตกแต่งภาพด้วยการโชว์ภาพในรูปแบบ Lifestyle Gallery หรือการตกแต่งภาพแบบ Wall Decoration ผนังตกแต่งภาพสวย ๆ ที่สามารถสร้างสรรค์ภาพของคุณ ให้แปลก เก๋ มีศิลปะ สวยงามและลงตัวในสไตล์โมเดิร์น หรือสามารถพริ้นท์ติ้งภาพขนาดใหญ่สวย ๆ ให้เป็นขวัญสุดเก๋ เพื่อมอบให้คนพิเศษในเทศกาลต่าง ๆ อาทิ ภาพวันเกิด ภาพครอบครัว ภาพ Wedding หรือ ภาพงานรับปริญญา เป็นต้น และผมเชื่อมั่นว่า ดิจิตอลพริ้นท์ติ้งภาพขนาดใหญ่จะได้รับกระแสนิยมอย่างมาก สร้างมิติใหม่การพิมพ์ภาพ และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนในยุคดิจิตอล 

 

พร้อมกันนี้ จักรวาลโฟโต้ดิจิตอล ยังให้ความสำคัญกับช่องทางติดต่อสื่อสารกับลูกค้า โดยเรามีบริการสั่งภาพทางออนไลน์เว็บไชด์ www.chakraval.com และบริการในรูปแบบใหม่ Line@ ซึ่งเป็นบริการที่ให้ลูกค้าสามารถสั่งงานได้สะดวกขึ้นผ่านทาง Line เราจะเป็นศูนย์กลาง ในการให้บริการลูกค้าไม่ว่าจะเป็นการล้างรูป หรือการพริ้นท์ติ้งในรูปแบบอื่นๆ เช่น โฟโต้บุ๊ค กรอบลอย กรอบ Canvas นอกจากนี้ ยังมีการบริการการตอบคำถามปัญหาหรือข้อสงสัยต่างๆ รวมไปถึงการติดตามการจัดส่งภาพอีกด้วย และเรายังมีบริการพิเศษอีกหนึ่งรูปแบบคือ “One order, all stores” ซึ่งไม่ว่าลูกค้าจะอยู่ที่ไหน ถ้าลูกค้าเคยส่งไฟล์งานให้ทางร้านจักรวาลมาแล้ว ลูกค้าสามารถที่จะสั่งงานเพิ่มจากไฟล์เดิมแล้วไปรับที่สาขาอื่นๆของร้านจักรวาล โดยทางร้านจะเก็บรักษาไฟล์งานของลูกค้าไว้เป็นระยะเวลา 7 วันหลังจากการสั่งงานล่าสุด เช่น ลูกค้าเคยถ่ายรูปติดบัตรที่สาขาลาดพร้าว แต่ต้องการอัดภาพเพิ่มและต้องการใช้งานด่วน ลูกค้าสามารถแจ้งความจำนงในการรับงานได้ที่สาขาของจักรวาลที่ลูกค้าสะดวกและรวดเร็ว โดยสามารถติดต่อผ่านทางสาขาลาดพร้าวหรือผ่านทางLine@ เพื่อให้ทางร้านดำเนินการให้ได้อีกด้วยดังนั้นผมจึงมีความมั่นใจว่าทางร้านสามารถให้บริการดูแลลูกค้าได้เป็นอย่างดี และเข้าถึงทุกกลุ่มทุกช่องทาง และจะได้รับการตอบรับที่ดีจากทางลูกค้า” คุณจักรพันธุ์ กล่าว 

 

 

ทุกความทรงจำ มีคุณค่า และความสำคัญจักรวาลโฟโต้ดิจิตอล จึงมุ่งมั่น ที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการเก็บรักษา อารมณ์ และความรู้สึก ในการถ่ายทอดออกมาเป็นงานพริ้นท์ติ้งภาพที่มีคุณภาพสูง แบบครบวงจร สามารถใช้บริการ จักรวาลโฟโต้ดิจิตอล ได้ทุกสาขา หรือ www.chakraval.com

วันนี้(25 ธ.ค.2560) ณ ศูนย์การเรียนรู้อาหารไทย สถาบันอาหาร นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU) กับ พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย เพื่อเสริมสร้างอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลในประเทศไทยให้เข้มแข็งและยั่งยืน ทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้เป็นที่ยอมรับจากกลุ่มประเทศมุสลิมและนานาประเทศ โดยจะร่วมกันพัฒนาบุคลากรด้านวิชาการ ด้านมาตรฐานกิจการฮาลาล และด้านการวิจัยและพัฒนา 

 

ทั้งนี้ขอบเขตความร่วมมือดังกล่าว ได้แก่ การเผยแพร่ความรู้ ข้อมูล ข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับกิจการและมาตรฐานฮาลาลแก่ผู้ประกอบการและผู้บริโภค, การสนับสนุนการศึกษา วิจัย พัฒนาความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมในด้านเทคโนโลยีการผลิต ระบบบริหารจัดการองค์กร การวิเคราะห์ตรวจสอบ เพื่อยกระดับการผลิตและการบริการอาหารให้สอดคล้องตามหลักการศาสนาอิสลาม และเทียบเท่ามาตรฐานสากล, การเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลสารสนเทศเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ฮาลาลของประเทศ, การตรวจวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ฮาลาลทางด้านเคมี ชีวภาพ และกายภาพ ตามความสามารถของห้องปฏิบัติการของสถาบันอาหาร และร่วมกันพัฒนาแนวทางการตรวจวิเคราะห์ด้วยวิธีใหม่ที่เห็นชอบร่วมกัน เป็นต้น 

 

จุดพลิกผัน: ทั่วโลกมีการเดินทางด้วยรถยนต์ที่ใช้ร่วมกัน มากกว่ารถยนต์ส่วนบุคคล

ภายในปี 2025: 67 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสำรวจคาดว่าจุดพลิกผันดังกล่าวจะเกิดขึ้นภายในปีนั้น

  

ความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับปรากฏการณ์ดังกล่าวก็คือ เทคโนโลยีที่ช่วยเสริมความสามารถของหน่วยย่อย (Technology-Enable Entities) (ไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือองค์กรก็ตาม) ให้สามารถแบ่งปันการใช้สินค้า/ทรัพย์สิน ที่คนอื่นแบ่งให้ใช้ หรือเป็นผู้แบ่งปัน/ จัดหาบริการ ให้ผู้อื่นร่วมใช้กับเรา ในระดับที่มีประสิทธิภาพหรือมีความเป็นไปได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน การแบ่งปันสินค้าหรือบริการดังกล่าวเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ทั่วไปบนตลาดออนไลน์, แอปมือถือ/ บริการระบุตำแหน่งหรือแพลตฟอร์มที่เสริมด้วยเทคโนโลยีอื่นๆ ซึ่งช่วยให้ต้นทุนของการทำธุรกรรมและความไม่ลงรอยกันในระบบ จนถึงจุดที่เป็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย แบ่งผลประโยชน์ส่วนเพิ่มโดยละเอียดมากขึ้น

 

ตัวอย่างที่รู้จักกันดีของเศรษฐกิจแบ่งปัน เกิดขึ้นในภาคส่วนของการคมนาคมขนส่ง เช่น Zipcar ซึ่งเป็นวิธีที่คนใช้เพื่อการแบ่งปันพาหนะเป็นเวลาที่สั้นลงและเหมาะสมกว่าการใช้บริการบริษัทรถยนต์เช่าแบบเดิม หรือกรณีของ Turo (เดิมชื่อ RelayRides) จัดทำแพลตฟอร์มเพื่อการระบุตำแหน่งและขอยืมพาหนะส่วนตัวของคนอื่นเป็นระยะเวลาหนึ่ง ส่วน Uber และ Lyft ให้บริการ “คล้ายแท็กซี่” อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นจากบุคคล แต่เป็นกลุ่มก้อน ในรูปของบริการซึ่งเสริมด้วยบริการระบุตำแหน่งและการเข้าถึงด้วยโมบายล์แอป นอกจากนี้ยังพร้อมใช้ประโยชน์ได้ทันที

 

เศรษฐกิจแบ่งปันมีองค์ประกอบ ลักษณะเฉพาะหรือตัวบ่งชี้อยู่หลายอย่างด้วยกัน ได้แก่ เทคโนโลยีเสริม ความชอบการเข้าถึงมากกว่าการเป็นเจ้าของโดยตรง เป็นบริการแบบ Peer to peer (ระหว่างคอมพิวเตอร์หรือเครือข่าย) การแบ่งปันทรัพย์สินส่วนบุคคล (เปรียบเทียบกับทรัพย์สินของบริษัท) สามารถเข้าถึงได้ง่าย มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมเพิ่มขึ้น การบริโภคร่วมกัน และฟีดแบ็คของผู้ใช้อย่างเปิดเผยร่วมกัน (ส่งผลให้เกิดความเชื่อถือไว้ใจกันมากขึ้น) แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าธุรกรรมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจะเป็น “เศรษฐกิจแบ่งปัน” ทั้งหมด

 

ผลกระทบเชิงบวก

- มีการเข้าถึงเครื่องมือและทรัพยากรทางกายภาพมากขึ้น

- ผลลัพธ์ทางด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น (มีการผลิตและใช้ทรัพย์สินเพื่อการดังกล่าวน้อยลง) 

- มีบริการแบบส่วนบุคคลมากขึ้น

- สามารถอยู่ได้ด้วยเงินหมุนมากขึ้น (โดยไม่จำเป็นต้องอดออมก็สามารถใช้ทรัพย์สินที่ต้องการได้) 

- มีการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินมากขึ้น

- มีโอกาสที่จะละเมิดความไว้วางใจในระยะยาวน้อยลง เพราะมีวงจรป้อนกลับสาธารณะโดยตรง

- การสร้างเศรษฐกิจขั้นทุติยภูมิ (คนขับรถยนต์ของอูเบอร์ให้บริการใหม่ คือจัดส่งสินค้าและอาหาร) 

 

ผลกระทบเชิงลบ

- ฟื้นตัวช้าหลังการสูญเสียงาน (เพราะการออมลดลง) 

- มีแรงงานตามสัญญาจ้างที่ระบุเวลา/ เฉพาะกิจมากขึ้น (เปรียบเทียบกับการจ้างงานระยะยาวซึ่งโดยทั่วไปมีความมั่นคงมากกว่า) 

- ความสามารถในการวัดเศรษฐกิจสีเทาที่มีศักยภาพดังกล่าวนี้ลดลง

- มีโอกาสละเมิดความไว้วางใจในระยะสั้นมากขึ้น

- มีเงินลงทุนในระบบน้อยลง

 

ไม่ชัดเจนหรือเป็นไปได้ทั้งสองทาง

- ความเป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติเปลี่ยนไป

- มีโมเดลของการบอกรับเป็นสมาชิกมากขึ้น

- ออมทรัพย์น้อยลง

- ขาดความชัดเจนว่า “ความมั่งคั่ง” และ “มีอันจะกิน” คืออะไร

- มีความชัดเจนน้อยลงว่า สิ่งที่ประกอบขึ้นเป็น “งาน” นั้นมีอะไรบ้าง

- ยากที่จะวัดเศรษฐกิจ “สีเทา” ที่ว่านี้ (ไม่มีความชัดเจน) 

- การปรับแก้ไขเรื่องการจัดเก็บภาษีและการควบคุมจากโมเดลของความเป็นเจ้าของ/ การขาย สู่โมเดลของการใช้งานเป็นหลัก

 

การเปลี่ยนแปลงในพฤติการณ์

ความหมายของความเป็นเจ้าของสะท้อนอยู่ในคำถามดังต่อไปนี้

- ร้านค้าปลีกรายใหญ่สุดซึ่งไม่ได้เป็นเจ้าของร้านค้าแม้เพียงแห่งเดียวคือใคร? (Amazon) 

- ผู้ให้บริการห้องพักค้างคืนรายใหญ่สุดซึ่งไม่ได้เป็นเจ้าของโรงแรมแม้แต่เพียงแห่งเดียวคือใคร? (Airbnb) 

- ผู้ให้บริการการขนส่งรายใหญ่สุดซึ่งไม่ได้เป็นเจ้าของรถยนต์แม้แต่คันเดียวคือใคร? (Uber) 

 

เรื่อง : วิริญบิดร วัฒนา 

 

ณ โรงเรียนราษฎร์นิยมวิทยา อำเภอวิเศษชัยชาญ จ. อ่างทอง 

 

บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) โดยมร.ไมค์ แพล็กซ์ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นายอภิรักษ์ จิตรานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่ สายงานดำเนินงานประกันชีวิต และมร. โจเชฟ คิ ง ยูว เฉิง ประธานเจ้าหน้าที่ สายงานบริหารความเสี่ยง นำพนักงาน ตัวแทนจิตอาสาและสื่อมวลชน เข้าร่วมกิจกรรม “Giving a chance for school” ณ โรงเรียนราษฎร์นิยมวิทยา อำเภอวิเศษชัยชาญ จ. อ่างทอง 

 

โรงเรียนราษฎร์นิยมวิทยา เป็นโรงเรียนเอกชนขนาดเล็กที่เปิดทำการสอนมานานกว่า 101 ปี ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล-มัธยมต้น ในอดีตเคยมีเด็กนักเรียนกว่า 900 คน แต่ในปัจจุบัน มีนักเรียนเหลืออยู่เพียง 126 คน เนื่องจากทางโรงเรียนไม่มีทุนรัพย์เพียงพอที่จะบริหารจัดการทางศึกษา ประกอบกับวิกฤตสถานการณ์น้ำท่วมในปี 2560 และในหลายๆ ปีที่ผ่านมา ทำให้โรงเรียนแห่งนี้ได้รับความเสียหายอย่างหนัก นับจนถึงปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใดอาสาเข้ามาช่วยปรับปรุง ส่งผลให้เด็กนักเรียนได้รับผลกระทบในการมาเรียนหนังสือ เนื่องด้วยสภาพแวดล้อมในโรงเรียนที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการเรียนการสอน รวมไปถึงการขาดแคลนอุปกรณ์ในการเรียน สื่อการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ และกิจกรรมสันทนาการที่จะช่วยส่งเสริมให้เยาวชนหันมาใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ห่างไกลยาเสพติด และมีสุขภาพร่างการที่แข็งแรง 

 

 

 

มร.ไมค์ แพล็กซ์ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “กิจกรรม Giving a chance for school ในครั้งนี้ เกิดขึ้น ภายใต้วัฒมนธรรมองค์กร (core value) ในเรื่อง “Care for people” หรือความใส่ใจต่อคนรอบข้าง เราต้องการมอบโอกาสให้แก่เด็กนักเรียนโรงเรียนราษฎร์นิยมวิทยา ด้วยตระหนักดีว่า ปัญหาดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษาและชีวิตของเยาวชนไทยในระยะยาว ดังนั้น เมื่อพวกเขาได้รับโอกาสทางการศึกษาที่ดี เขาก็จะเป็นอนาคตที่ดีของประเทศไทย ส่งผลต่อการพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน” 

 

บริษัทฯ ได้สนับสนุนกิจกรรม CSR ด้วยแนวทางการขับเคลื่อนดังต่อไปนี้ 

· ปรับปรุงอาคารเรียนอนุบาล ประถม และมัธยม 

· ปรับปรุงหอประชุมโรงเรียน 

· ปรับปรุงสนามกีฬาโรงเรียน 

· บริจาคอุปกรณ์การเรียนและกีฬา ให้แก่นักเรียนโรงเรียนราษฎร์นิยมวิทยาและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลบางจัก 

· บริการตรวจสุขภาพฟรีสำหรับชุมชนและนักเรียน 

· กิจกรรมบันเทิงและสันทนาการ 

 

“เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต เรารู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้พัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วยการสนับสนุนและให้โอกาสทางการศึกษา เพราะเราเชื่อมั่นว่า การศึกษา คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับเยาวชนไทย” ไมค์กล่าว

นายอุดมศักดิ์ แย้มนุ่น รักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารกลางกลุ่ม เป็นผู้แทนบริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) รับมอบรางวัลรายงานความยั่งยืน ประจำปี 2560 (Sustainability Report Award 2017) ประเภท “Recognition” จากคุณอรนุช อภิศักดิ์ศิริกุล นายกสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย ในพิธีมอบรางวัลรายงานความยั่งยืนประจำปี 2560 จัดโดย CSR Club สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย โดยพฤกษา ได้รับรางวัลรายงานความยั่งยืนต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน เนื่องจากมีความโดดเด่นในการเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานครบทุกด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และความรับผิดชอบต่อสังคม ที่เป็นประโยชน์ต่อนักลงทุนและกลุ่มที่มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม

ให้ผ่อนทองกับออโรร่า 0% นาน 6 เดือน 

 

นางธีรนารถ พ่วงมหา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายผลิตภัณฑ์บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) (ที่ 3 จากซ้าย) ร่วมกับ นายอนิพัทย์ ศรีรุ่งธรรม กรรมการบริหาร ฝ่ายการตลาด ห้างเพชรทองออโรร่า (ที่ 2 จากซ้าย) เอาใจลูกค้าผู้ถือบัตรเครดิต ธนชาตและบัตรสินเชื่อบุคคลธนชาต (FLASH Plus) ให้ซื้อทองเป็นของขวัญของฝากช่วงเทศกาลปีใหม่ เมื่อซื้อทองคำรูปพรรณจากห้างเพชรทองออโรร่า ทุกสาขา ในวันที่ 24 ธ.ค. 2560 เพียงวันเดียวเท่านั้น! รับโปรโมชั่นพิเศษ ผ่อน 0% นาน 6 เดือน

ในยุค 4.0 นี้ มักจะได้ยินบ่อยๆว่า “การเป็นเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและเติบโตแบบก้าวกระโดด ไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล เพราะด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัลทำให้ใครๆก็เป็นเจ้าของธุรกิจได้ เพียงแค่มีสมาร์ทโฟนเพราะสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายและรวดเร็ว” 

 

ทำให้ 1-2 ปีมานี้ พบว่าประเทศไทยเกิดพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ขึ้นมากมาย ที่เติบโตขึ้นตามอัตราการเข้าถึงสมาร์ทโฟน โซเชียลมีเดีย และอินเทอร์เน็ต ทำให้ตอนนี้ตลาดขายสินค้าออนไลน์ในไทยกลายเป็น Red Ocean มีการแข่งขันกันสูงมาก ทุกคนต่างทำเพจขายสินค้ากันแข่งขันกันหายอดไลค์ยอดแชร์ ด้วยวิธีการเหมือน ๆ กันหมด คือการทำคอนเทนต์คุณภาพดี ๆ ไม่ก็อัดงบซื้อโฆษณาออนไลน์เยอะๆ เพราะคิดว่าหากช่องทางสื่อสารที่มีสามารถเข้าถึงลูกค้าได้จำนวนมาก ๆ จะเป็นทางรอดของธุรกิจ ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในเรื่องการทำธุรกิจในยุค 4.0 ที่ภาครัฐพยายามจะผลักดันนั้น ยังคงมีหนทางอีกยาวไกล เพราะคำว่าธุรกิจในยุค 4.0 ที่คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจเป็นเพียงเรื่องของการใช้แพลตฟอร์มเป็นเครื่องมือ เป็น Market Place เพื่อขายของและเข้าถึงลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์ แนวคิดสำหรับธุรกิจในอนาคตจริงๆ ยังมองไม่เห็นภาพที่ชัดเจนมากนัก 

 

หากจะให้เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดให้เห็นถึงแนวทางขับเคลื่อนธุรกิจในยุค 4.0 จะต้องเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ที่มีรูปแบบการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำหรับโลกอนาคตที่เป็นดิจิทัลและมีความเป็น Globalization ได้ไปพร้อม ๆ กัน อาทิ จีนมี Alibaba ที่โดดเด่นในเรื่องช่องทางค้าปลีกออนไลน์ ที่สามารถช่วยให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กในประเทศสามารถมาใช้เทคโนโลยีเพื่อให้ธุรกิจเติบโตและแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นทั้งระบบเศรษฐกิจในประเทศและทั่วโลก ญี่ปุ่นมี Bitcoin ที่เป็นหน่วยสกุลเงินในโลกดิจิทัล อยู่ภายใต้การดูแลของระบบเน็ตเวิร์คคอมพิวเตอร์ ไม่มีการควบคุมด้วยแบงค์ชาติหรือธนาคาร ทำให้ทุกประเทศทั่วโลกที่ยอมรับหน่วยสกุลเงินนี้สามารถใช้สกุลเงินเดียวกันเพื่อทำการค้าได้โดยไม่จำเป็นต้องมีข้อจำกัดทางธุรกรรมที่ยุ่งยาก 

 

หรือแม้กระทั่งอินเดียที่สามารถผลิตบุคลากรอัจฉริยะทางด้านไอทีกระจายตัวทำงานอยู่ใน “ซิลิคอน วัลเลย์” แหล่งร่วมบริษัทไอทียักษ์ใหญ่ของโลกมากที่สุดในโลก โดยบริษัทอินเดีย 7 แห่งถูกจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 15 บริษัทรับจ้างทางเทคโนโลยีชั้นนำของโลก ทำให้มีการประมาณว่าอินเดียจะมีรายได้จากธุรกิจไอทีได้สูงถึง 2.25 แสนล้านดอลล่าร์สหรัฐในปี 2020 ในขณะที่ประเทศไทยในสายตานักธุรกิจต่างชาติ คือกลุ่มลูกค้าที่เป็นขุมทรัพย์ มีกำลังซื้อ และเข้าถึงง่ายผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะช่องทาง Facebook ที่ไทยติดอันดับ 8 ประเทศที่ใช้งาน Facebook สูงสุด หรือจำนวน 47 ล้านคน และทุกคนรู้จัก คุ้นเคยกับการซื้อสินค้าออนไลน์จนทำให้ในปีที่ผ่านมาเม็ดเงินในตลาดค้าปลีกออนไลน์สูงถึงหนึ่งแสนล้านบาทหรือเติบโตขึ้น 15 – 20% เมื่อเทียบกับปี 2015 แต่ตัวเลขการเติบโตดังกล่าวไม่ได้ทำให้ระบบเศรษฐกิจโดยรวมของไทยดีขึ้นเท่าไรนัก เพราะรัฐบาลไม่สามารถจัดเก็บภาษีเข้าประเทศได้เต็มที่ และไม่สามารถตรวจสอบอัตราการไหลของเงินในระบบออนไลน์ได้เหมือนระบบดั้งเดิม 

 

 

ฉะนั้น สิ่งที่ท้าทายที่สุดสำหรับประเทศไทยตอนนี้ คือ การสร้างแพลตฟอร์มต่าง ๆ เป็นของตัวเอง และต้องตอบโจทย์ความต้องการ สามารถแก้ไขปัญหาใกล้ตัวที่ถูกมองข้ามออกมาให้ได้ แล้วนำเสนอออกมาในรูปของโซลูชั่นในแต่ละแพลตฟอร์ม ซึ่งแนวทางดังกล่าวแตกต่างจากความท้าทายของการทำธุรกิจในอดีต ที่ธุรกิจจำเป็นต้องมี Product ต้องสร้าง Brand สร้าง Story ให้สินค้าเกิดความแตกต่าง มีคุณค่า เพื่อสร้างรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการนั้นๆ ซึ่งหากประเทศไทยต้องการที่จะนำพาประเทศไปแข่งขันได้ในระดับนานาชาตินั้น จำเป็นต้องอาศัยภาครัฐที่เป็น Digital Government เพื่อสนับสนุนรูปแบบการทำธุรกิจในอนาคต ทั้งในเรื่องกฎหมาย ภาษี ระเบียบขั้นตอนต่าง ๆ ต้องถูกสร้างมาโดยความเข้าใจถึงดิจิทัลอย่างแท้จริง โดยเริ่มจากการสร้างบิ้กดาต้าที่เป็นระบบ ให้สามารถเชื่อมโยงกันได้ ทั้งระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล ภาครัฐกับธุรกิจ และธุรกิจกับธุรกิจ และนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์เพื่อสร้างแพลตฟอร์มใหม่ ๆ ที่เป็นที่ต้องการให้เกิดขึ้นได้ 

 

“อย่างไรก็ดี หากภาครัฐ และผู้ประกอบการไทยยังไม่สามารถหลุดจากแนวคิดเดิมได้ ก็เป็นเหมือนการนับถอยหลังรอวันถูกเทคโนโลยี Disruption ตามหลายธุรกิจที่ถูกทำลายลง การที่องค์กรมีขนาดใหญ่ ทำธุรกิจมานานหลายสิบปีไม่ได้เป็นตัวชี้วัดความมั่นคงและความยั่งยืนของธุรกิจอีกต่อไป หัวใจสำคัญของความสำเร็จของธุรกิจในอนาคต คือต้องง่ายและแก้ไขปัญหาที่เป็น Pain Point ของลูกค้าได้จริง ผู้ประกอบการต้องพยายามเรียนรู้และปรับแนวคิดให้มีความเป็นดิจิทัลมากขึ้น มองทุกอย่างเป็น Globalization เรียนรู้ผู้บริโภคระดับโลก (Global Consumer) ศึกษาธุรกิจนานาชาติ จากบริษัทชั้นนำในระดับโลก เพื่อหาแนวคิด มองเห็นถึงอุปสรรค และแนวทางการแก้ไขปัญหาแบบเจาะลึก จึงจะสามารถสร้างแพลตฟอร์มธุรกิจให้ประสบผลสำเร็จ และตอบโจทย์ความต้องการในโลกอนาคตได้”

 

เรื่อง :  ดร.สุรพิชย์ พรหมสิทธิ์

ผู้อำนวยการหลักสูตร GEMBA คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

บริษัท ทิพยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) นำโดยคุณนพพร บุญลาโภ กรรมการผู้จัดการใหญ่ พร้อมด้วย โปรแหวน อรอนงค์ เพชรล้ำ โปรกอล์ฟระดับโลก ร่วมมอบเงินสนับสนุนโครงการบูรณปฏิสังขรณ์ ปรับปรุงอาคารสำนักศาสนศึกษา ให้แก่ครูบาน้อย เขมปัญโญ เจ้าอาวาสวัดสันปูเลยสะหลีเวียงแก้ว พร้อมมอบผ้าห่ม เครื่องเขียน คอมพิวเตอร์ และทุนการศึกษาให้แก่เด็กยากไร้จาก 4 โรงเรียนในเขตบ้านสันปูเลย เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2560 ณ วัดสันปูเลยสะหลีเวียงแก้ว จังหวัดเชียงใหม่

 

จุดพลิกผัน: 10 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลก (GDP) ถูกจัดเก็บไว้บนเทคโนโลยีบล็อกเชน

ภายในปี 2025:  58 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสำรวจคาดว่าจุดพลิกผันดังกล่าวจะเกิดขึ้นภายในปีนั้น

 

บิตคอยน์และเงินดิจิทัล มีหลักการจากความคิดเกี่ยวกับการสร้างกลไกควบคุมแบบกระจายที่เชื่อถือได้ซึ่งมีชื่อเรียกว่า “บล็อกเชน” หรือวิธีติดตามดูการทำธุรกรรมที่เชื่อถือได้ในรูปแบบของการกระจายความรับผิดชอบ ปัจจุบันมีบิตคอยน์อยู่ในบล็อกเชน คิดเป็นมูลค่าทั้งหมดประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 0.025 เปอร์เซ็นต์ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลก ซึ่งมีมูลค่ารวมกันประมาณ 80 ล้านล้านดอลลาร์

 

ผลกระทบเชิงบวก

- มีการให้บริการทางการเงินอย่างทั่วถึงมากขึ้นในตลาดเกิดใหม่ เมื่อบริการทางการเงินบนบล็อกเชน เริ่มเข้าสู่ภาวะมวลวิกฤต (critical mass เป็นศัพท์ทางพลวัตสังคมวิทยา เพื่ออธิบายถึงการมีอยู่ของโมเมนตัมในระบบสังคมหนึ่ง ซึ่งมีมากจนถึงขนาดที่โมเมนตัมดังกล่าว สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองและสร้างการเติบโตยิ่งขึ้นไปอีก) 

- การกำจัดคนกลางในธุรกรรมการเงิน เพราะบริการใหม่และการ แลกเปลี่ยนมูลค่าสามารถสร้างขึ้นได้โดยตรงบนบล็อกเชน

- การเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ที่สามารถซื้อขายได้อย่างมาก เพราะการแลกเปลี่ยนมูลค่าทุกประเภทสามารถทำ (เป็นแม่ข่าย) บนบล็อกเชน

- สามารถจัดทำบันทึกทรัพย์สินในตลาดเกิดใหม่ได้ดีขึ้น และสามารถทำให้ทุกสิ่งเป็นสินทรัพย์ที่ซื้อขายได้

- การติดต่อและบริการทางกฎหมายถูกผูกกับรหัสที่เชื่อมต่อกับบล็อกเชน เพื่อใช้เป็นสัญญาที่ละเมิดมิได้หรือเป็นสัญญาอัจฉริยะซึ่งออกแบบด้วยโปรแกรมคำสั่ง

- มีความโปร่งใสมากขึ้น เพราะบล็อกเชนเป็นการจัดเก็บการทำธุรกรรมของบัญชีทั่วโลก และเปิดเผยให้ทุกคนได้รู้ร่วมกัน

 

การเปลี่ยนแปลงในพฤติการณ์

Smartcontracts.com รับจัดทำสัญญาที่เขียนด้วยโปรแกรมคำสั่ง ซึ่งเป็นการใช้จ่ายระหว่างคู่สัญญาสองฝ่าย หลังจากที่บรรลุหลักเกณฑ์บางอย่างที่กำหนดไว้แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องมีคนกลาง สัญญาดังกล่าว จะถูกจัดเก็บไว้ในบล็อกเชนในรูปของ “สถานะของการทำสัญญาแบบควบคุมด้วยตัวเอง” (Self-executing Contractual States)
ซึ่งกำจัดความเสี่ยงของการต้องอาศัยหรือขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามพันธะผูกพันของอีกฝ่ายหนึ่ง

 

เรื่อง : วิริญบิดร วัฒนา 

Page 1 of 17