October 19, 2017
chanit2

chanit2

จากผลการวิจัยภายใต้โครงการ คอนเนคเต็ด ไลฟ์(Connected Life) โดยบริษัท กันตาร์ ทีเอ็นเอส พบว่า ผู้บริโภคออนไลน์ในประเทศไทยให้ความเชื่อถือในคอนเทนต์ที่เห็นจากโซเชียลเน็ตเวิร์กหรือกิจกรรมต่างๆ บนโลกออนไลน์มากกว่าผู้บริโภคจากประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้  และผู้บริโภคไทยมีข้อสงสัยในคอนเทนต์ที่ได้เห็นน้อยกว่าผู้บริโภคในส่วนอื่นๆ ของโลก รวมถึงมีการยอมรับแบรนด์ออนไลน์มากกว่าด้วยเช่นกัน ดังนั้น แบรนด์จึงจำเป็นต้องเดินหน้าสร้างความเชื่อถือด้วยการสร้างความสัมพันธ์ที่เหมาะสม ไม่เช่นนั้นจะเสี่ยงต่อการถูกตั้งข้อกังขาและไม่น่าไว้วางใจจากผู้บริโภค

กันตาร์ ทีเอ็นเอส ได้ทำการสำรวจกับผู้บริโภคกว่า 70,000 คน จาก 56 ประเทศ รวมถึงการสัมภาษณ์เชิงลึกจาก 104 กลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งจากการศึกษาของโครงการคอนเนคเต็ด ไลฟ์ 2560 การวิจัยดังกล่าวเป็นการศึกษาเรื่องความไว้วางใจของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์จาก 4 หัวข้อหลัก ได้แก่ เทคโนโลยี คอนเทนต์ ข้อมูล และอีคอมเมิร์ซ

 

 

ผลสำรวจดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า คนไทยยังคงมีทัศนคติเชิงบวกอย่างมากกับการเชื่อมต่อกับโลกออนไลน์ และยังไม่ตระหนักถึงผลที่ตามมาหรือสิ่งที่ต้องแลกกับไลฟ์สไตล์ของตัวเองแชร์ออกไปบนโลกออนไลน์

ในขณะที่ประเทศอื่นๆ เริ่มไม่ไว้วางใจและมีข้อกังขาเกี่ยวกับการใช้งานข้อมูลส่วนตัวของตนโดยบริษัทต่างๆ บ้างแล้ว จากผลสำรวจมีเพียง 20% ของผู้บริโภคไทย ที่กังวลเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวหรือสิ่งที่แชร์ออกไปบนโลกโซเชียลที่แบรนด์ต่างๆได้ไป

ในขณะที่ทั่วโลกแสดงความกังวลถึง 40% โดยมีประเทศออสเตรเลียที่แสดงความกังวลสูงถึง 56%

นอกจากนี้ มีเพียง 22% ของผู้บริโภคไทยที่ต่อต้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มอร์นิเตอร์ (monitor) หรือติดตามกิจกรรมของพวกเขาบนโลกออนไลน์หรือโซเชียลมีเดีย ถ้าสิ่งเหล่านั้นทำให้ชีวิตของพวกเขาสะดวกสบายใจมากขึ้น เทียบกับผู้บริโภคในเกาหลี 56% และในนิวซีแลนด์ 62% ที่ไม่เห็นด้วยกับเครื่องมือติดตามหรืออุปกรณ์ดังกล่าว

 

 

ในยุคของ ‘ข่าวปลอม’ นี้ 40% ของผู้บริโภคในประเทศไทยเชื่อถือข้อมูลที่ได้รับจากช่องทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยจากประเทศอื่นๆ ถึง 35% และสูงกว่าตลาดอื่นๆ ที่มีการสื่อสารผ่านช่องทางดิจิทัลต่างๆ มายาวนานกว่า เช่น มากกว่าญี่ปุ่น 18% และมากกว่าเกาหลี 17%  

สำหรับผู้บริโภคไทย โซเชียลมีเดียยังคงเป็นช่องทางที่น่าเชื่อถือในการรับข้อความจากแบรนด์ โดยทั่วไปยอมรับว่าข้อมูลเหล่านั้นมีความเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าแบรนด์เหล่านั้นแสดงออกถึงความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมและรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของไทยซึ่งแตกต่างจากประเทศอื่นๆ

ทัศนคติของผู้บริโภคที่เห็นด้วยนี้ได้สะท้อนถึงความรู้สึกของคนไทยเกี่ยวกับแบรนด์ จากผลวิจัยนี้ พบว่า ผู้บริโภคจำนวน 39% เชื่อมั่นในแบรนด์ใหญ่ระดับโลก

นอกจากนี้ข้อมูลระหว่างตลาดที่เกิดใหม่และตลาดพัฒนาแล้วในเอเชีย ระดับความเชื่อมั่นในแบรนด์ของกลุ่มนี้มีความแตกต่างเป็นอย่างมาก ในประเทศเวียดนามและเมียนมาร์ ผู้บริโภคเกินครึ่ง (54% ในทั้งสองประเทศ) ให้ความไว้วางใจกับแบรนด์ใหญ่ระดับโลก ในขณะที่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลงต่ำอย่างเห็นได้ชัดในตลาดพัฒนาแล้ว ซึ่งเห็นได้จากผู้บริโภคออสเตรเลียเพียง 19% และนิวซีแลนด์เพียง 21% ที่ให้ความเชื่อใจกับแบรนด์เหล่านั้น

 

 

ดร. อาภาภัทร บุญรอด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กันตาร์ อินไซท์ ประเทศไทย แสดงความเห็นต่อผลสำรวจว่า

“เมื่อเทียบกับต่างชาติ คนไทยยังคงเปิดรับการส่วนร่วมกับแบรนด์ผ่านช่องทางออนไลน์ ส่วนใหญ่รู้สึกสบายใจที่จะแชร์ข้อมูลส่วนตัวและไม่ได้รู้สึกไม่ดีที่กิจกรรมของตนถูกติดตามโดยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อมต่ออยู่  นับเป็นโอกาสอันดีของแบรนด์ที่จะใช้ประโยชน์จากข้อมูลเหล่านี้ในการนำเสนอคอนเทนต์ที่สามารถตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลผ่านช่องทางออนไลน์และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อแบรนด์ อย่างไรก็ตาม มีตัวอย่างแบรนด์ที่ทำลายความสัมพันธ์กับผู้บริโภคออนไลน์ด้วยแคมเปญที่ไม่มีประสิทธิภาพหรือล่วงล้ำผู้บริโภค ดังนั้น นักการตลาดจำเป็นต้องเรียนรู้จากข้อผิดพลาดเหล่านั้นเพื่อที่จะมั่นใจได้ว่าจะไม่ทำให้ผู้บริโภคไทยที่เปิดรับและมีทัศนคติเชิงบวกเช่นนี้รู้สึกไม่ดี”

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics ชี้รายได้เกษตรกรปีหน้า “นิ่ง” กำลังซื้อเศรษฐกิจภูมิภาคยังไม่รีเทิร์น เหตุราคาสินค้าเกษตรสำคัญทรงตัว หวังรัฐเร่งเบิกจ่ายงบประมาณและมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในการเป็นประธานการจัดสัมมนาและแสดงนิทรรศการ “การพัฒนาศักยภาพกำลังแรงงานไทย” ด้วย “Thai-Meister” รองรับยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาครูวิชาชีพ ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เมื่อเร็ว ๆ นี้ ว่า การจะสร้างคนให้อยู่ในสังคมได้และเป็นคนดีของประเทศ เราต้องดูแลตั้งแต่ปฐมวัยจนเข้าสู่การศึกษา กระทั่งจบออกมาทำงาน และต้องดูแลไปถึงผู้สูงวัยและชีวิต

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของ “สุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล” กับหมวกใบใหม่ในตำแหน่ง “ผู้อำนวยการ” สถาบันการจัดการธุรกิจไทย-ญี่ปุ่น สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น หรือสสท. ซึ่งจากบทสัมภาษณ์ที่ให้กับ MBA Magazineนั้นกล่าวไว้ว่า ภารกิจหลัก คือ การเข้ามาสานต่อความแข็งแกร่งของสสท. ที่เปิดดำเนินการมาแล้วถึง 45 ปี ให้มีความคล่องตัวมากขึ้น

“หลังจากเข้ามาที่สสท. 4 เดือนมองว่าสภาพแวดล้อมของธุรกิจเปลี่ยนแปลงไป กองทัพญี่ปุ่นที่เข้ามาเชื่อมโยงกับประเทศไทยเปลี่ยนดุล จากเดิมที่มีกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่เข้ามาสร้างโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม แต่ในปัจจุบันนี้มี Service Sector SMEs และกลุ่มที่ซื้อมาขายไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องการความสนับสนุนในด้านการตลาดในไทยมากขึ้น”

จากสถานการณ์ดังกล่าวจึงเป็นที่มาของ TJMi : Thailand – Japan Management Institute หรือสถาบันการจัดการธุรกิจ ไทย - ญี่ปุ่น ขึ้นเป็นหน่วยงานใหม่ภายใต้สสท. ที่มีหน้าที่และบทบาทในการพัฒนาองค์ความรู้ และการเชื่อมโยง เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจสำหรับสถานประกอบการ หน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ ที่ต้องการขยายตลาดหรือสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่างธุรกิจไทยและธุรกิจญี่ปุ่น ให้เติบโตและก้าวไกลไปสู่สากล

โดยเฉพาะการตอบโจทย์ในมิติต่างๆ ทั้งการสร้างเครือข่ายให้กลุ่มนักธุรกิจญี่ปุ่นที่สนใจจะมาลงทุน ร่วมทุน หาโอกาสตลาดในประเทศไทย หรือกลุ่มที่สอง คือ กลุ่มธุรกิจMedium size ที่ต้องการขยายการค้าและธุรกิจไปสู่ประเทศญี่ปุ่น และกลุ่มที่สาม ซึ่งเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่มองธุรกิจในอนาคตว่า จากนี้ไปจะมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น โดยมีเทคโนโลยีเป็นส่วนประกอบ ส่งผลต่อผู้บริโภค และเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริการใหม่ หรือ Business Model ที่ไม่ซ้ำเดิม

สุวรรณชัย กล่าวถึง Business Model ที่มีการเชื่อมโยงระหว่างคนญี่ปุ่นที่มาทำธุรกิจในประเทศไทย และนักธุรกิจไทยMedium size ที่ขยายตลาดไปที่ญี่ปุ่น โดยทำให้ 2 กลุ่มนี้มาเจอกัน สร้าง Networking เพื่อให้ต่างฝ่ายต่างพัฒนา นำจุดแข็งของแต่ละฝ่าย มาร่วมกันคิดทำธุรกิจใหม่

จากนั้น TJMi มีหน้าที่เข้าไปสานต่อ กระตุ้นให้เกิดการเชื่อมโยงส่วนที่สำคัญ เข้าไปเติมเต็มส่วนที่ขาด เพื่อเพิ่มศักยภาพให้แข็งแกร่ง โดยเฉพาะCorporate Branding ที่ต้องให้ความสำคัญเมื่อมีการสร้างธุรกิจใหม่ แนะแนวทางให้ใช้การตลาดนำ เพื่อให้คนจดจำได้ถึง ผลิตภัณฑ์หรือเซอร์วิส ทำการตลาดเพื่อสื่อสารไปถึงผู้บริโภค รวมถึงการทำมาร์เก็ตเทสต์ เพราะญี่ปุ่นที่มาทำธุรกิจยังไม่รู้จักตลาดของไทย การดำเนินการทั้งหมดจะอยู่ภายใต้ Solution ดังนี้

Integrated Solution คือ การทำ Business Matching จับ Supplier ไปพบกับ Buyer เป็นต้น

Workforce Solution คือ เมื่อบริษัทเติบโตขึ้นมาอย่างต่อเนื่องจะประสบปัญหาขาดกำลังพล แต่เราจะเน้นที่ Top Management สำหรับ Middle Management หรือระดับ Operationนั้นเป็นสิ่งที่ สสท.ทำอยู่แล้ว TJMi จึงเข้ามาต่อยอดจุดแข็งของสสท.ในมิติของการการสร้างฐานลูกค้าใหม่ ที่เป็น Top Business Leader หรือผู้บริหารระดับสูง เป็นการเติมเต็มความเข้มแข็งที่มีอยู่ เพิ่มความครบด้านในการเชื่อมโยงจนถึงระดับผู้บริหารระดับสูง

Technology Solution สิ่งที่ทำให้ TJMi ต่างจากที่อื่น คือองค์ความรู้ใหม่ ซึ่งญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับ ไบโอเทคโนโลยี ไบโอเคมีคัล เทคนิคการแพทย์ต่างๆ ที่ทำให้คนสุขภาพดี มีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น เราได้นำความรู้เหล่านั้นจากญี่ปุ่นมาขยายผล แชร์ข้อมูล ออกมาเป็นคลิป และเผยแพร่ผ่านยูทูปชาแนลใหม่ของ TJMi

รวมไปถึงการเสนอไอเดียให้คนกลับมาสนใจภาษาญี่ปุ่นอีกครั้ง โดยเชิญคนเก่งของสสท.มาเล่าประสบการณ์ว่าภาษาญี่ปุ่นเปลี่ยนชีวิตของคุณอย่างไร ซึ่งเจเนอเรชั่นปัจจุบันนี้ ภาษาสำคัญกว่าวิชาการ เพราะโลกหมุนไปเร็วมาก เราจำเป็นต้องทันต่อเหตุการณ์

Knowhow Transfer - Knowhow Technology Solution เรามีหน้าที่นำองค์ความรู้มาเล่าต่อ โดยนำกระบวนการคิดมา ใส่ในวิธีการสื่อสารเพื่อให้เกิดการติดตามองค์ความรู้ใหม่ๆ

Finance Solution ถือเป็นเป้าหมายระยะยาวของ TJMi เพราะการJoin Venture ระหว่างไทย-ญี่ปุ่น ไม่ใช่เป้าหมายในเชิงปริมาณ แต่เป็นเชิงคุณภาพ และเพื่อทำให้เกิดโมเดลใหม่ ดังนั้นเมื่อมีการจับมือกัน จะทำให้เติบโตไปได้ร่วมกัน และนั่นหมายถึงความเข้มแข็งทางการเงินต่อไป

 

 สุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล” ผู้อำนวยการสถาบันการจัดการธุรกิจไทย-ญี่ปุ่น สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น (สสท.)

 ผลงานที่ผ่านมาของTJMi มีการทำงานร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดสัมมนาเพื่อเปิดโลกทัศน์แห่งความร่วมมือระหว่างนักธุรกิจไทยและนักธุรกิจญี่ปุ่น ในหัวข้อ ReinVenting Thailand-Japan in Decade of New Global Challenge- ทศวรรษแห่งการปฏิรูปความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น สู่โลกใหม่ที่ท้าทาย

รวมถึงการให้ข้อมูล เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับกองทุนญี่ปุ่นที่มีความสนใจจะทำงานร่วมกับเรา ภายใต้เงื่อนไขการร่วมทุน โดยลักษณะตอบโจทย์นโยบายการนำกลุ่มผู้ประกอบการไทยกับญี่ปุ่นมาพบกัน เพื่อไปสู่เป้าหมายให้มีการจัดตั้งบริษัทร่วมกัน โดยเมื่อมีความเป็นไทยและญี่ปุ่นอยู่ในกองทุนนี้แล้ว ขั้นตอนถัดไปขึ้นอยู่กับความประสงค์ว่าจะนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์หรือไม่

สุวรรณชัยกล่าวว่า ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็น5 โมเดลธุรกิจที่สถาบันค่อยๆ พัฒนาอย่างต่อเนื่อง บนหลักการและพื้นฐานของการให้องค์ความรู้และความเชื่อมโยงให้มีการร่วมมือกัน

สานต่อจากประสบการณ์ที่คร่ำหวอดในวงการSMEs

แนวทางของ TJMi ที่กล่าวมานั้น ถือเป็นการต่อยอดจากประสบการณ์ของสุวรรณชัย ที่คร่ำหวอดในวงการ SMEs จาก ISMED ซึ่งในเวลานั้นมุ่งเน้นไปที่การเป็นพี่เลี้ยงให้ผู้ประกอบการ Small Size บนเป้าหมายจะสร้าง SMEs สายพันธุ์ใหม่ให้เกิดขึ้น ในประเด็นนี้สุวรรณชัย กล่าวว่าหากไม่สร้างสายพันธุ์ใหม่ การ Transition จะใช้เวลานานมาก เพราะคนที่ทำธุรกิจมาในระยะเวลา 5-10ปีมักจะติดกับดักในกรอบเดิมๆ อยู่เสมอ

“การTransform ต้องใช้เวลา จึงต้องมุ่งเน้นไปที่กลุ่ม SMEs Startup นักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ On Technology Base และเป็นกลุ่มผู้บริหารไทยรุ่นใหม่ที่ทำธุรกิจระดับMedium size ซึ่งเกี่ยวโยงกับ Digital Transformation หรือ Service Sector รวมถึงการสร้าง New Business กับกลุ่มผู้บริหารญี่ปุ่นในไทยด้วย โดยอยู่ภายใต้สโลแกน “เชื่อมโยงก้าวไกล ก้าวต่อไปธุรกิจไทย-ญี่ปุ่น”

5Philosophy “5C”

รวมไปถึงการเชื่อมโยงต่อเนื่องด้วยPhilosophy 5C ซึ่งเป็น Core Concept ของ TJMi คือ Create หมายถึง การมีบทบาทและหน้าที่ในการครีเอทเรื่องใหม่ๆ ขึ้นมาเสริมให้สทท. โดยการสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมานั้นจะดึงดูดให้คนสนใจ

ตามมาด้วย Connect เพื่อเชื่อมโยงกันระหว่างไทย-ญี่ปุ่น-สถาบันการศึกษา –ภาครัฐ ให้เกิดมิติของความร่วมมือกันให้ได้ และเมื่อร่วมมือแล้วจะเกิดเป็น C ที่ 3และ 4 คือ Coorporate & Collaborate เป็นการขยายผลออกมา เช่นจัดกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องโดยเชิญอาจารย์จากประเทศญี่ปุ่นมาสอนในคอร์สอบรมสัมมนาต่างๆ

สุดท้ายคือ Contribute ที่เราไม่ทิ้งหมวกใบเดิมตามที่ สสท. วางตัวเองเป็น Social Enterprise และโดยส่วนตัวที่มาจาก ISMED หรือสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมซึ่งเป็นมูลนิธิช่วยเหลือ SMEs ให้เติบโต รวมไปถึงคนรุ่นใหม่ที่มีอีกหน้าที่คือ ต้องช่วยสร้างสังคมให้ดีขึ้นด้วยเช่นกัน

 

 

 ความท้าทายกับการเปลี่ยนแปลง

อย่างไรตามการสร้างความเปลี่ยนแปลงใน สทท. โดยใช้ TJMi เป็นหน่วยงานในการขับเคลื่อนนั้น สุวรรณชัย ได้รับไฟเขียว จากบอร์ดของสสท.อนุมัติให้ดำเนินการตามแผนที่เสนอไป โดยมีความเข้าใจ และบนคอนเซปต์และวิชั่นร่วมกันว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งสำคัญ และสร้างสิ่งใหม่ให้เกิดประโยชน์

“การใช้ TJMi เป็นกลไกภายใต้ Core Concept ที่กล่าวมานั้น เป็นสิ่งที่เราต้องการเปลี่ยนแปลง เพื่อเสริมสร้างและปรับให้ สสท.ซึ่งตั้งขึ้นมาบน Philosophy ที่ดีมากอยู่แล้ว มีความทันสมัยสอดคล้องกับสถานการณ์ และหลุดจากกับดักของระบบสไตล์การทำงานเดิม ที่อาจจะมีความซับซ้อนและยุ่งยาก

โดยในวิธีการ จะต้องค่อยๆ เรียนรู้ เราไม่ได้บอกว่าของเก่าไม่ดี และไม่ใช่ของใหม่ถูกต้องเสมอไป แต่จะเป็นการวางวัฒนธรรมองค์กรให้แตกต่างบน Concept นี้ แต่สิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงมีมาก ได้แก่การทำงานแบบเชิงรุก ซึ่งการจะทำให้สำเร็จได้ หมายถึงต้องมีความคล่องตัว เช่น การ Recruit คนรุ่นใหม่เข้ามาทำงาน ไม่จำเป็นต้องมีคนจำนวนมาก เน้นความเก่งเป็นรอง แต่มีความทุ่มเทเป็นหลัก

พลังการเปลี่ยนแปลงอยู่ที่ “คน”

สุวรรณชัย ทิ้งท้ายในส่วนของการเปลี่ยนแปลงด้านวัฒนธรรมองค์กร โดยเชื่อว่าเราสามารถสร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่ได้ และวัฒนธรรมไม่ได้เปลี่ยนด้วยผู้นำองค์กร แต่เปลี่ยนด้วยความร่วมมือของทุกๆ คนในองค์กร

“พลังการเปลี่ยนแปลงอยู่ที่ “คน” ซึ่งคือหัวใจของการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นองค์กรเล็กกลางใหญ่ นั่นหมายความว่า ต้องเปลี่ยนให้คนมีความพร้อมก่อน เพื่อที่ขับเคลื่อน ในวันหน้าที่จะต้องเปลี่ยน Culture บุคลากรเราพร้อมจะเปลี่ยนหรือไม่ ทุกคนเห็นในวิชั่นเดียวกันหรือไม่”

สำหรับเรื่องหลักๆ ที่สำคัญ ในการสร้างวัฒนธรรมองค์กร คือ สร้างให้เกิดแนวร่วมของคนกลุ่มหนึ่ง ที่เห็นทิศทางจะไปด้วยกัน และผู้นำต้องสร้างความน่าเชื่อถือให้เกิดความเข้าใจร่วมกันว่า “เปลี่ยนแล้วดีขึ้น” นอกจากนั้นLeadership สมัยนี้ต้องเข้าใจและมีความเป็นหัวหน้างาน มากกว่าความเป็นเจ้าของงาน ผมเชื่อว่าการปรับเปลี่ยนองค์กรให้คนเดินไปด้วยกัน ถ้าตั้งใจเดินตาม และเราก็เดินตามเค้าบ้าง เราจะได้คนเก่งมาทำงานกับเรามากขึ้น ดังนั้นผมจะเปลี่ยน Culture ใหม่ของการทำงานทั้งที่เป็นผู้นำและผู้ตาม ถ้าเรามีคนแบบนี้เป็นแนวร่วมมากกว่าครึ่งเมื่อไร วัฒนธรรมองค์กรจะเกิดขึ้นทันที

หลังการเปิดตัว กุลณี อิศดิศัย อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ชี้แจงภารกิจปี 2561 ทันทีที่เข้ารับตำแหน่ง ประกาศภารกิจสำคัญ 3 ด้านที่ต้องเร่งดำเนินการ

 “ในฐานะที่เข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าคนใหม่ ซึ่งเป็นอธิบดีของกรมฯ ในลำดับที่ 27 ภารกิจสำคัญที่เป็นเป้าหมายหลักที่จะต้องเร่งดำเนินงานในปี 2561 นี้ จะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและยุทธศาสตร์กระทรวงพาณิชย์ โดยแบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือ 

1.เน้นการสร้างความเข้มแข็งของผู้ประกอบการ SMEs และเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้สามารถแข่งขันได้

ถือเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ จะเน้นการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของ SMEs และเศรษฐกิจฐานรากของ    ประเทศให้สามารถแข่งขันได้ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs กลุ่มธุรกิจรุ่นใหม่ สมาชิกเครือข่ายธุรกิจ MOC Biz Club, OTOP ผู้ประกอบการชุมชน, วิสาหกิจเพื่อสังคม เน้นการบริหารจัดการ การส่งเสริมให้เข้าสู่ตลาด และดำเนินธุรกิจอย่างมีระบบยิ่งขึ้น

            - เน้นการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบธุรกิจสู่การเป็น Smart Enterprises เสริมสร้างแนวคิดและทักษะของผู้ประกอบธุรกิจที่ดี  มีความเป็นมืออาชีพสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ ด้วยความคิดสร้างสรรค์ ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมให้สอดคล้องกับความความต้องการของตลาด

  - พัฒนาช่องทางการตลาดออนไลน์ (Offline to Online) เพื่อเป็นช่องทางในการกระจายสินค้าให้ผู้บริโภค สามารถเลือกซื้อสินค้าได้อย่างสะดวก เช่น การนำเสนอผลิตภัณฑ์ การจัดทำบรรจุภัณฑ์สำหรับการค้าออนไลน์ การบริหารจัดการร้านค้าออนไลน์ และส่งเสริมธุรกิจ e-Commerce เพิ่มโอกาสทางการค้าและขยายตลาดให้ทันต่อเศรษฐกิจยุคดิจิทัล และเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือ

            - สร้างมาตรฐานและโอกาสทางการตลาดให้แก่ธุรกิจบริการ อาทิ ธุรกิจร้านอาหาร ธุรกิจบริการสุขภาพ ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ ธุรกิจแฟรนไชส์ ธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ เป็นต้น ตลอดจนสร้างโอกาสด้านอาชีพเพื่อก่อให้เกิดการสร้างรายได้ของชุมชนจากงานบริการ เช่น งานช่างประเภทต่างๆ งานให้บริการหัวหน้าแม่บ้าน เป็นต้น

            - ยกระดับและพัฒนาส่งเสริมร้านค้าปลีกในชุมชนให้มีระบบบริหารจัดการร้านค้าที่มีประสิทธิภาพ     ลดต้นทุนทางการค้า เพิ่มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ โดยนำระบบเทคโนโลยีมาใช้ โดยจะต่อยอดโครงการ      โชวห่วยไฮบริดเชื่อมกับ e-Commerce, Counter Service ไปรษณีย์ไทย รวมทั้งบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ (Local Economy) โดยจะพัฒนาร้านค้าชุมชนให้เกิดการแข่งขันได้มีแหล่งรับซื้อสินค้าชุมชนในภูมิภาคระหว่างภูมิภาค เพื่อพัฒนาสร้างเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

2.พัฒนาระบบการให้บริการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เน้นคุณภาพมากขึ้น

รวมทั้ง เชื่อมต่อฐานข้อมูลธุรกิจของกรมฯ กับฐานข้อมูลของหน่วยงานราชการอื่นๆ เพื่อให้เป็นคลังข้อมูลธุรกิจขนาดใหญ่ (Big Data) ของประเทศ อาทิ การเริ่มต้นธุรกิจที่ง่าย สะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้น ลดขั้นตอนการเริ่มต้นของธุรกิจโดยรวมขั้นตอนการจดทะเบียนให้เหลือเพียง 1 ขั้นตอน

ซึ่งจากระบบเดิมจะมีขั้นตอนที่ 1 จองชื่อ ขั้นตอนที่ 2 จดทะเบียนบริษัท โดยระบบใหม่จะรวมขั้น 1 + 2 ให้เหลือเพียงขั้นตอนเดียว โดยรวมขั้นตอนการจองชื่อนิติบุคคลและการจดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Registration) ให้อยู่ในขั้นตอน/หน้าเดียวกัน ซึ่งการพัฒนาบริการในส่วนนี้จะสอดคล้องกับเกณฑ์การจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจของธนาคารโลกที่เน้นการบริการภาครัฐที่มีประสิทธิภาพและคุณภาพ เพิ่มช่องทางการจองชื่อนิติบุคคลผ่าน Mobile Application

            - พัฒนาการขอหนังสือรับรองนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ไฟล์ ทำคำขอผ่าน Smart Phone เพื่อขอหนังสือรับรองได้ทุกที่ทุกเวลา นอกเหนือจากการขอหนังสือรับรองฯ ผ่านธนาคาร

            - การพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพคลังข้อมูลธุรกิจของกรมฯ สู่การเป็น Business Intelligence โดยการให้บริการค้นหาข้อมูลและจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) ให้สามารถติดต่อทางธุรกิจได้โดยง่าย เพิ่มข้อมูลการติดต่อผ่าน e-Mail จากเดิมที่มีเพียงเบอร์โทรศัพท์/โทรสารเท่านั้น

             - สามารถวิเคราะห์แนวโน้นทางธุรกิจ การพยากรณ์ผลการประกอบธุรกิจจากอัตราส่วนทางการเงินและงบการเงินเพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถพิจารณาข้อมูลเชิงลึก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงข้อมูลได้สะดวกรวดเร็ว เพื่อประกอบการตัดสินใจในเชิงธุรกิจ และจะใช้ข้อมูลธุรกิจที่กรมมีอยู่ตั้งเป็นศูนย์กลางคลังข้อมูลธุรกิจเชื่อมโยงข้อมูลธุรกิจกับหน่วยงานราชการต่างๆ เพื่อให้เป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของประเทศหรือ Big Data ต่อไป

3. ส่งเสริมและสร้างมาตรฐานด้านธรรมาภิบาลแก่ภาคธุรกิจสร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้า(Business Governance)

โดยจะเน้นทั้งมาตรการป้องปรามและมาตรการส่งเสริม ได้แก่ การตรวจสอบแนะนำการปฎิบัติตามกฎหมายเพื่อกำกับดูแลให้ภาคธุรกิจปฎิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง ติดตามควบคุมธุรกิจกลุ่มเสี่ยง เช่น นิติบุคคลไทยที่มีคนต่างด้าวถือหุ้น (นอมินี) การส่งเสริมให้ธุรกิจนำหลักธรรมาภิบาลไปใช้ในการประกอบธุรกิจมากขึ้น

            - จะมีการยกระดับธุรกิจตามเกณฑ์มาตรฐานที่กรมฯ จัดทำขึ้นซึ่งอิงตามเกณฑ์มาตรฐานสากล

            - จัดให้มีธุรกิจต้นแบบและประกวดธุรกิจที่มีธรรมาภิบาลดีเด่นในระดับจังหวัดและระดับประเทศ

            - จะใช้ระบบบัญชีมาตรฐานเข้ามาช่วยสร้างธรรมาภิบาลให้แก่ภาคธุรกิจ (สามารถจัดทำบัญชีผ่านทาง Application หรือ ทางออนไลน์) และจัดทำระบบ e-Accountiog เพื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถจัดทำรายรับรายจ่าย และงบแสดงฐานะการเงินได้โดยง่าย สามารถนำส่งงบการเงินประจำปีได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งจะทำให้ SMEs มีการจัดทำบัญชีที่ถูกต้อง สามารถประเมินสภาพคล่องทางการเงิน และสามารถดำเนินงานได้

            นอกจากนี้ การบริหารงานภายในกรมฯ จะมีการดำเนินงานให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและยุทธศาสตร์กระทรวงพาณิชย์ สร้างบรรยายการทำงานในลักษณะ Team Work บูรณาการการทำงานด้วยความเกื้อกูลและสนับสนุนซึ้งกันและกัน เดินหน้าสู่ DBD 4.0 ที่จะรักษาไว้ซึ่งต้นสายปลายทางธุรกิจ ที่ขับเคลื่อนด้วย “ยิ้มแย้ม โปร่งใส ใส่ใจบริการ” 

ภาพ : DIP

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics ประเมินบาทแข็งทั้งปี 7% คาดรายได้ธุรกิจส่งออกหด 1 แสนล้านบาท ผลกระทบส่วนใหญ่ตกอยู่ที่บริษัทไทย ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจากปกติสูงสุด 6% แต่เอื้อผู้นำเข้าและขายในประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทต่างชาติ

ปัจจุบันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการโรงแรม เป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก อาชีพที่เกี่ยวข้องจึงเป็นที่นิยมและมีอัตราการแข่งขันสูง การคัดสรรบุคคลากรมีตั้งแต่ระดับปฎิบัติการ ไปจนถึงระดับบริหาร และเป็นไปอย่างเข้มข้น  ไม่เพียงแต่ต้องมีคุณสมบัติที่พร้อม แต่ยังต้องมีความสามารถในการบริหารจัดการในวัฒนธรรมที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองตลาดแรงงานที่ไร้พรหมแดน

ศูนย์สร้างผู้ประกอบการที่ขับเคลื่อนโดยนวัตกรรม โดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (IDE Center by UTCC) เดินหน้าบ่มเพาะสตาร์ทอัพ เปิดโครงการ IDE Accelerator ส่งเสริมผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้หลักการดำเนินธุรกิจ 24 ขั้นตอนของการเป็นผู้ประกอบการ (24 Steps of Disciplined Entrepreneurship) จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (Massachusetts Institute of Technology) หรือ MIT สหรัฐอเมริกา พร้อมสนับสนุนทุนสร้างธุรกิจกว่า 2 ล้านบาท ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการที่ขับเคลื่อนโดยนวัตกรรม เสริมเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว

เทสโก้ โลตัส เตรียมความพร้อมให้สาขาทั้งหมดกว่า 1,900 แห่งทั่วประเทศ ปิดให้บริการในเวลา 14.00 น. ของวันพฤหัสบดีที่ 26 ตุลาคม 2560 เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานและผู้ที่ปฏิบัติงานภายในสาขา ได้มีโอกาสถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในช่วงเวลาพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ และให้พนักงานได้ร่วมเป็นจิตอาสาในชุมชน ก่อนจะกลับมาเปิดให้บริการตามปกติอีกครั้งในวันที่ 27 ตุลาคม 2560

ซีโอแอล-COL  เกาะกระแสตลาดออนไลน์เติบโตอย่างต่อเนื่อง เปิดตัว สตาร์ทอัพ START UP สัญชาติไทย เมพ คอร์ปอเรชั่น-MEB Corporation ขึ้นแท่นผู้นำตลาด E-book Marketplace ล่าสุด เสริมทัพความแกร่งรับไตรมาส 4 จับมือพันธมิตรธุรกิจ ไฮเท็คซ์-Hytexts.com ผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่น E-Reader ที่ตอบโจทย์ผู้อ่านครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย  พร้อมเปิดตัว ธุรกิจใหม่ พิกซีพี-PIXIPE ครีเอทีฟมาร์เก็ตเพลส ชวนนักออกแบบ-ดีไซน์เนอร์ สร้างสรรค์ผลงานสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจโดยไม่ต้องหาแหล่งเงินทุน มั่นใจสิ้นปีปิดยอดขาย (GMV-Gross merchandise value) 400 ล้านบาท (ยอดรวม MEB+PIXIPE)

Page 1 of 7