December 16, 2017

Topbar Login

Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

Create an account

Fields marked with an asterisk (*) are required.
Name *
Username *
Password *
Verify password *
Email *
Verify email *
Captcha *
Reload Captcha
chanit2

chanit2

อินเตอร์คอนติเนนตัล โฮเต็ล กรุ๊ป (InterContentinental Hotels Group หรือไอเอชจี) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมที่ใหญ่ในระดับโลกและมีสาขาทั่วโลก เซนต์สัญญากับบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) เพื่อนำแบรนด์สเตย์บริดจ์สวีท ซึ่งเป็นแบรนด์โรงแรมในคอนเซ็ปต์ห้องพักแบบสวีททุกห้อง เหมาะสำหรับผู้เข้าพักระยะยาว เข้าสู่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค 2 แห่ง ภายใต้ชื่อ สเตย์บริดจ์สวีท แบงค๊อค ทองหล่อ และอีกแห่งหนึ่งที่ศรีราชา คือ สเตย์บริดจ์สวีท ชลบุรี ศรีราชา โดยการร่วมมือกับบริษัท โนมูระ เรียลเอสเตท ดีเวลล็อปเมนท์

จากความร่วมมือของ 3 ยักษ์ใหญ่ในครั้งนี้ มีแผนจะเปิดให้บริการสเตย์บริดจ์สวีท แบงค๊อค ทองหล่อ ในปี 2562 และถัดไปในปี 2563 กำหนดเปิดให้บริการสเตย์บริดจ์สวีท ชลบุรี ศรีราชา  ซึ่งโรงแรมทั้ง 2 แห่งจะเข้าร่วมในกลุ่มของโรงแรมที่มีอยู่ 250 แห่งทั่วโลก และจะให้บริการตามมาตรฐานของสเตย์บริดจ์สวีท คือ ที่พักที่ให้ความรู้สึกเสมือนอยู่บ้าน เหมาะสำหรับแขกที่เข้าพักระยะยาว และมีจุดเด่นที่ห้องพักทุกห้องเป็นสวีท เหมาะสำหรับกลุ่มนักธุรกิจหรือผู้ที่ต้องการที่พักเพื่อการพักผ่อนที่ให้ความสะดวกสบายเสมือนอยู่บ้าน

ราจิต สุขุมารัน (Rajit Sukumaran) ประธานกรรมการบริหารธุรกิจ ประจำภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกกลาง และอาฟริกา ของไอเอชจี กล่าวว่า “ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้ร่วมงานกับบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) อีกครั้ง ในการขยายฐานธุรกิจของเราด้วยการนำแบรนด์โรงแรมใหม่ ๆ มาสู่ภูมิภาค และด้วยความต้องการที่พักแบบระยะยาวที่เพิ่มมากขึ้นทั้งในกรุงเทพฯ และศรีราชา จึงถือเป็นโอกาสที่ดียิ่งสำหรับสเตย์บริดจ์สวีท และเราเห็นโอกาสในการเพิ่มจำนวนสเตย์บริดจ์สวีทให้มากขึ้นในเอเชียแปซิฟิคในภายภาคหน้า ซึ่งเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น”

 

 

ด้าน พีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) เจ้าของโรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ แอนด์ สวีทส์ ศรีราชา แหลมฉบัง ที่จะเปิดทำการในปี 2563 กล่าวว่า “มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับไอเอชจี ในโปรเจคการนำสเตย์บริดจ์สวีท มายังเอเชียแปซิฟิค และไม่ใช่แค่แห่งเดียว แต่มีถึงสองแห่ง ถือเป็นโปรเจคที่น่าตื่นเต้น ไอเอชจี มีชื่อเสียงที่ดีเลิศมายาวนานในด้านบริหารแบรนด์โรงแรมชั้นนำมากมาย รวมถึงสเตย์บริดจ์สวีทด้วยเช่นกัน เรามั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าด้วยความแข็งแกร่งของแบรนด์ ประกอบกับสถานที่ตั้งที่ดีเลิศของทั้งสองโรงแรม จะทำให้ได้การตอบรับที่ดีจากนักเดินทางเมื่อเราเปิดให้บริการในปี 2563”

 

 

นับว่าความร่วมมือครั้งนี้ เป็นการเคลื่อนไหวของ 2 ผู้นำธุรกิจโรงแรม โดยปัจจุบันมีโรงแรมภายใต้การบริหารของอินเตอร์คอนติเนนตัล โฮเต็ล กรุ๊ป ในประเทศไทยถึง 22 โรงแรม ใน 5 แบรนด์ คือ อินเตอร์คอนติเนนตัล (InterContinental), คราวน์ พลาซ่า (Crowne Plaza), ฮอลิเดย์ อินน์ (Holiday Inn), ฮอลิเดย์ อินน์ เอ็กซ์เพรส (Holiday Inn Express) และ โฮเท็ล อินดิโก้ (Hotel Indigo) และมีอีก 14 โรงแรม อยู่ในระหว่างดำเนินการก่อสร้าง ขณะที่โรงแรมภายใต้ชื่อสเตย์บริดจ์สวีท มี 250 แห่งทั่วโลก และอีก 151 โรงแรมที่มีกำหนดการจะเปิดภายในระยะเวลา 5 ปี

เทรนด์อนาคตของที่อยู่อาศัยทั้งบ้านและคอนโดมิเนียม  ในยุคอนาคตแบบ The Connected Home ที่สื่อสารกันได้โดยการผ่านสมาร์ตโฟน และ Internet of Things (IoT) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ เกิดขึ้นจากของพฤติกรรมรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน เมื่อมีเทคโนโลยีเข้ามามากขึ้น มีความสะดวกสบายมากขึ้น รวมทั้งพฤติกรรมที่เป็นออนดีมานด์  มีความสะดวกสบาย และความรวดเร็ว เพราะเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสก็สามารถหาข้อมูลทุกอย่างได้ตามที่คาดหวัง

จากแนวโน้มดังกล่าว เป็นที่มาให้ธุรกิจก็ต้องมีการปรับตัวให้ทันสถานการณ์ เช่นเดียวกับกลยุทธ์ Sansiri Transformation  ซึ่งนับว่าเป็น Technology Transformation ที่สำคัญของบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ดร. ทวิชา ตระกูลยิ่งยง ประธานผู้บริหารสายงานเทคโนโลยีและวิเคราะห์ข้อมูล กล่าวกับ “MBA Magazine” ถึงแผนในการบริหารด้านเทคโนโลยีเพื่อก้าวสู่การเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำด้านเทคโนโลยีที่ครอบคลุมอสังหาริมทรัพย์และการอยู่อาศัยอย่างเต็มรูปแบบว่า

“เรามองเห็นโอกาสตรงนี้  ในการนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อให้ลูกบ้านของแสนสิริ ได้รับความสะดวกสบายและความรวดเร็ว ด้วยเทคโนโลยีหลายรูปแบบ ตั้งแต่ความก้าวหน้าของ  Internet of Things (IoT)  ที่เป็นหนึ่งเทคโนโลยีที่น่าสนใจ เพราะทำให้อุปกรณ์ฉลาดขึ้น รู้จักโต้ตอบ รู้ว่าความต้องการของลูกบ้าน”

นอกจากนี้ภาพรวมเทคโนโลยีที่อยู่อาศัย ยังไม่จำกัดขอบเขตอยู่ที่ IoT เท่านั้น ทั้งนี้ยังครอบคลุมไปถึงความสะดวกรวดเร็วในการเดินทาง ที่อาจไม่จำเป็นต้องอยู่แต่ในทำเลที่ใกล้ แต่ต้องมีความเป็นคอมมูนิตี้มากขึ้น  นั่นคือ เทคโนโลยีที่ทำให้การเดินทางสะดวกขึ้น การสื่อสารง่ายขึ้น ทำให้เกิดการกระจายตัวสูงขึ้นของที่อยู่อาศัย เพราะในอนาคตสังคมจะเริ่มแออัด การกระจายตัว และเทคโนโลยีจะทำให้การเดินทางสะดวกสบายยิ่งขึ้น

 

 

ดร. ทวิชา ตระกูลยิ่งยง  ประธานผู้บริหารสายงานเทคโนโลยีและวิเคราะห์ข้อมูล บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)  

 

ทั้งหมดนี้คืออนาคตอันใกล้ ที่จะเกิดขึ้นใน 5 -10 ปีข้างหน้า เพราะประเทศเรากำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการทำอินฟราสตรัคเจอร์ อยู่ระหว่างเริ่มวางระบบรถไฟฟ้าที่มีเครือข่ายรอบเมือง ซึ่งโดยรวมแล้ว ใน 4-5 ปีข้างหน้าจะมีรถไฟฟ้าถึง 11 สาย ตรงนี้จะทำให้เกิดการกระจายตัวของที่อยู่อาศัย ขยายออกนอกเมืองเป็นจำนวนมาก เช่น สายสีม่วง คนที่อาศัยอยู่แถบนนทบุรี เดินทางเข้ามาทำงานในย่านใจกลางเมืองของกรุงเทพฯได้ เห็นได้จากการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เกิดขึ้นอย่างมากมาย เป็นการสร้างโอกาสใหม่ๆ

เมื่อถามแสนสิริในฐานะเป็นเจ้าแรกของกลุ่มธุรกิจอสังหาฯ ที่เข้ามาปฎิวัติตลาดด้วยเทคโนโลยีว่ามีการขับเคลื่อนในส่วนนี้อย่างไร ดร. ทวิชา บอกว่าอันที่จริงต้องแยกก่อนว่า มีเทคโนโลยีที่อยู่ในบ้าน กับเทคโนโลยีการเชื่อมต่อที่อยู่ข้างนอก ซึ่งเรามองว่า ไม่ใช่แค่ในบ้านหรือนอกบ้าน  แต่เป็นวิถีชีวิตตั้งแต่เริ่มต้นวันว่าได้รับความสะดวกจากเทคโนโลยีในบ้านอย่างไรบ้าง หรือการใช้ชีวิตนอกบ้าน ทั้งอยู่ในรถ หรือที่ทำงานนั้นมีการคอนเนคกันหมด จึงต้องหาเทคโนโลยที่สามารถเชื่อมต่อให้ การใช้ชีวิตที่บ้านได้รับความสะดวกสบายจากเทคโนโลยี เช้าตื่นขึ้นมามีเรื่องการรับข่าวสาร  มีเรื่องของอุปกรณ์ที่ช่วยอำนวยความสะดวก  เมื่อออกนอกบ้านไปทำงานรถติด หรือการไปช้อปปิ้ง เราต้องมองในด้านของวิถีชีวิต ปัญหาการจราจร ทำให้ไม่มีเวลาไปซื้อของ การมีเทคโนโลยีที่สามารถรองรับคนที่ไม่มีเวลาจับจ่ายของ อำนวยความสะดวก เมื่อถึงบ้านแล้วมีของไปรออยู่ที่บ้าน นั่นคือเรามองเรื่อง Connected Home

 

การนำร่องเทคโนโลยีที่อยู่อาศัย

ที่ผ่านมา แสนสิริมีการนำร่องเรื่องเทคโนโลยีในบ้าน ซึ่งมีการพัฒนามาประมาณ 5-6  ปี เป็นการพัฒนาซอฟต์แวร์ เป็นโมบายแอพพลิเคชั่นและเปิดใช้ระบบโฮม แคร์ เซอร์วิส ที่ดูแลงานด้านการซ่อมต่างๆ ให้ลูกค้าภายในโครงการ ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้แอพพลิเคชั่นกว่า  2 หมื่นราย

รวมถึง  Sansiri Home Automation Control ลูกบ้านของแสนสิริสามารถ เชื่อมต่อกับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ใด ก็สามารถสั่งงานได้ด้วยการใช้เสียง ทั้งการเปิด-ปิดไฟแสงสว่าง เครื่องปรับอากาศ ม่านไฟฟ้า หรือเปิด-ปิดเปลี่ยนช่องโทรทัศน์  และการควบคุมอุปกรณ์ในบ้าน เช่น กลับถึงบ้าน สามารถเปิดปิดไฟ เปิดปิดแอร์ 

รวมไปถึงการเช็คสถานะ กรณีเดินทางออกจากบ้านไปแล้ว สามารถตรวจสอบว่าลืมปิดแอร์หรือไม่ โดยใช้โมบายแอพพลิเคชั่นควบคุมอุปกรณ์ได้  หรือลูกบ้านต้องการแจ้งปัญหากับนิติฯ เช่น มีอุปกรณ์ที่ชำรุดเสียหาย ต้องการให้นิติฯ เข้ามาช่วย แต่มีปัญหาเรื่องเวลาไม่ตรงกัน กลับมาบ้านนิติฯ ปิดทำการแล้ว กรณีต่างๆเหล่านี้ จะมีโมบายแอพฯ เป็นช่องทางการติดต่อสื่อสารกับลูกบ้านได้เป็นอย่างดี ซึ่งแสนสิริมีการนำโมบายแอพฯ มาใช้แล้วในโครงการใหม่ๆ และมีนโยบายที่จะพัฒนาความสามารถของแอพฯ ขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง

กรณีที่ลูกบ้านอยู่คอนโด และไม่สะดวกติดต่อกับนิติฯ ในเวลาทำการ เมื่อเร็วๆนี้ ที่โครงการ เดอะ โมนูเมนต์ สนามเป้า ที่เป็นโครงการนำร่องเพิ่งมีการเปิดตัว น้องแสนดี เดลิเวอรี่ โรบอท ส่งของถึงหน้าประตูลูกบ้าน โดยในการทำงานจริง หากนิติฯ ต้องการส่งเอกสารหรือพัสดุ  จะสามารถนำไปห้องได้ โดย Sign in และใส่ Password ลูกบ้านห้องนั้น เดินขึ้นลิฟท์ไปส่งของเอง ตรวจสอบได้ว่าลิฟท์ตัวไหนแน่นเข้าได้หรือไม่ได้ เมื่อเข้าไปแล้วสามารถคุยกับลิฟท์โดยใช้บลูทูธระบุชั้น  และนำเอกสารไปส่งได้ถึงหน้า และหลังจากส่งเสร็จก็ลงลิฟต์กลับมาที่นิติได้ด้วยตัวเอง  หรือแม้แต่ลูกบ้านก็สามารถเรียกน้องแสนดีจากโมบายแอพได้  และในเร็วๆนี้เรากำลังพัฒนาหุ่นยนต์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเพิ่มความสามารถในการส่งสิ่งของและอาหาร

 

 

รวมทั้งการเพิ่มเทคโนโลยี  แสนสิริ เอไอ บ็อกซ์  ซึ่งเป็นการต่อยอดจากการเปิดตัว น้องแสนดี เดลิเวอรี่ ให้ลูกบ้านใช้งานได้หลากหลายมากขึ้น ทั้งให้ข้อมูลพื้นฐาน ด้านพยากรณ์อากาศ เช็กสภาพการจราจร สรุปข่าวรายวัน การฟังเพลงไทย หรือรับคลื่นวิทยุในประเทศ ฯลฯ ซึ่งผู้ใช้สามารถสั่งการทำงานไม่ว่าจะอยู่ในมุมไหนของห้องก็ตาม สำหรับแสนสิริ เอไอ บ็อกซ์ ถือเป็นการต่อยอดจากการเปิดตัว น้องแสนดี เดลิเวอรี่ โรบอท หุ่นยนต์ส่งอาหารและส่งของถึงหน้าประตูลูกบ้านโครงการ เดอะ โมนูเมนต์ สนามเป้า ซึ่งเป็นโครงการนำร่อง

นี่คือการนำเทคโนโลยี Big Data  มาใช้ โดยมีเทคโนโลยีเป็น Smart Device  เชื่อมต่ออย่างชาญฉลาดมากขึ้น และไม่ได้เป็นการทำงานแบบคิดเองคนเดียว เรามองว่าอุปกรณ์ที่ฉลาดนั้นจะต้องฉลาดอยู่ด้วยกัน คือ แนวโน้มนับจากวันนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การรับคำสั่งจาก “คน” แต่อุปกรณ์ในบ้านจะต้องเลือกทำอะไรบ้าง จะต้องเลือกเปิดแอร์หรือเปิดทีวีอย่างไร หรือเปิดน้ำอุ่นเตรียมไว้ก่อนเจ้าของบ้านจะกลับมา ซึ่งอุปกรณ์จะสื่อสารกันเองและประมวลผลว่าจะต้องทำอะไรบ้าง นี่คือสิ่งที่แสนสิริเริ่มนำมาใช้ในบางโครงการแล้ว

 “ความเป็นไปตรงนี้ ไม่ได้คิดเองเออเอง เรามีการศึกษาเทคโนโลยีอนาคตในต่างประเทศ เช่น ร่วมมือกับเทคโนโลยีจากบริษัทระดับโลก “Amazon Web Services” ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มด้านไอทีผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Amazon.com เพื่อนำแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) มาใช้เพื่อให้อุปกรณ์ฯต่างๆที่มีบริการหลากหลาย ให้มีความฉลาดมากขึ้น

อีกทั้งเทคโนโลยี Big Data โดยมีการนำข้อมูลมาช่วยประมวลผลอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้น ตอบโจทย์ลูกค้าในด้านความต้องการที่อยู่อาศัย ที่มีความสะดวกสบาย เพราะเมื่อเข้ามาอยู่ในบ้านที่มีการนำเทคโนโลยีมาใช้แล้ว จะทำให้การใช้ชีวิตในบ้านมีความสะดวกและมีความสุขยิ่งขึ้น ซึ่งตรงนี้ ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของบ้านหลังเดียวที่มีคุณภาพ แต่หมายถึงในด้านของสังคมที่มีคุณภาพด้วย เพราะสิ่งที่ได้รับจากเทคโนโลยีนอกจากความสะดวกสบาย ยังมีผลต่อการลดความเสี่ยงและอันตรายจากภายนอก เช่น ภัยที่เกิดจากการโจรกรรมอีก ซึ่งขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่นำมาใช้ในรูปแบบต่างๆด้วยเช่นกัน

สกุลรัตน์ ตันยงศิริ หัวหน้าธุรกิจ LINE@ บริษัท Line ประเทศไทย ร่วมแชร์ประสบการณ์ ในงาน Thailand MBA Forum  “ Future SME ” ช่วง Biz Talk เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายนที่ผ่านมา พร้อมฉายภาพของการเปลี่ยนแปลงในปี 2018 ว่า สิ่งที่เป็นไฮไลท์ในการสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อผู้ประกอบการ SME คือ แนวโน้มการแข่งขันจะสูงมากขึ้น และผู้ประกอบการ SME 2.8 ล้านรายนั้น จะมีสัดส่วนในจีดีพีถึง 39% และในอีก 5 ปีข้างหน้ากลุ่มนี้จะมีอัตราการเติบโตถึง 50% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นการแข่งขันจะสูงมากขึ้น ผู้ประกอบการต้องเร็วมากขึ้น

อีกปรากฏการณ์ คือ ธุรกิจจะมีการเปลี่ยนแปลง เพราะคนเริ่มมีทางเลือกในการเพิ่มรายได้ให้กับตัวเราเอง ผู้ประกอบการรายเล็ก มีโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีมากขึ้น ตัวอย่างของคุณแม่ที่เลี้ยงดูบุตรอยู่บ้านนั้นก็มีโอกาสในการขาย จากการใช้โซเชียลมีเดียมาเป็นเครื่องมือในการขายและเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย และสามารถทำธุรกิจได้โดยไม่ต้องมีทีม ไม่ต้องมีหน้าร้าน เรียกได้ว่า เป็นรายย่อย Social Commerce คือ ผู้ประกอบการ SMEs 1 คนก็สามารถทำธุรกิจได้ ตลอดจนนักศึกษาเองก็เริ่มมีธุรกิจเพิ่มเติมเข้ามาเป็นงานอดิเรกมากขึ้น หรือแม้แต่มนุษย์เงินเดือนก็สามารถหารายได้พิเศษได้ด้วยเช่นกัน

 

สกุลรัตน์ ตันยงศิริ หัวหน้าธุรกิจ LINE@ บริษัท Line ประเทศไทย

 

สิ่งสำคัญที่อยากจะแนะนำผู้ประกอบการ คือ ในโลกออนไลน์นั้นห้ามช้า และต้องกล้าที่จะแข่งขัน อย่างไรก็ตามในสถานการณ์โลกในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลง ธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลง ผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลง

ดังนั้นผู้ประกอบการต้องมองให้ครอบคลุมในองค์ประกอบ 4 ข้อดังต่อไปนี้ คือ

  • Visibility การเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายมากขึ้น
  • Communication สื่อสารอย่างไรให้กระชับได้ใจความลูกค้าเข้าใจได้เร็วที่สุด
  • Promotion เปรียบเสมือนการทำให้ลูกค้าตัดสินใจได้เร็วยิ่งขึ้น และทำได้หลากหลายรูปแบบมากมาย
  • Personalization การเข้าใจลูกค้า ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

 

 

เช่นเดียวกันไลน์แอปพลิเคชันแชท มีการพัฒนา Service บริการที่หลากหลายเพื่อช่วยผู้ประกอบการหรือผู้บริโภค เช่น ไลน์แมน ไลน์แอด ไลน์เพลย์ ที่ช่วยตอบโจทย์ในยุคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว รวมถึง Tool ที่มีการแบ่งบัญชีออกเป็น 3 ประเภท คือ 1.Official Account เหมาะกับผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ที่ต้องการคนฟอลโลว์หรือผู้ติดตามมากถึงเป็นหลักล้านคน 2.บัญชีไลน์แอด Approve Account หรือบัญชีที่ได้รับการรับรอง จากทีมงานไลน์ว่าเป็นบัญชีที่น่าเชื่อถือและ 3. บัญชีไลน์แอด Standard Account คือ บัญชีทั่วไป

อย่างไรก็ตามจากสถิติมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือจำนวน 44 ล้านคน และมีสัดส่วนของคนที่ใช้ไลน์ถึง 90% ของสัดส่วนผู้ที่ใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือ ในขณะเดียวกันระยะเวลาที่มีผู้ที่ใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือเฉลี่ยที่ 4 ชั่วโมงต่อวัน และใน 4 ชั่วโมงนี้มีการใช้ไลน์สูงถึง 1 ส่วน 3 เลยทีเดียว ซึ่งตัวอย่างเหล่านี้เป็น Tool ที่ Power Full ในการทำธุรกิจ ที่สามารถช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงผู้บริโภค 41 ล้านคนทั่วประเทศได้ง่ายขึ้น

จากแรงบันดาลใจของ รวิวร มะหะสิทธิ์ ในการสร้าง MEB ที่โดยแบคกราวน์แล้วเป็นคนในสายวิศวกร จบการศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ด้วยความที่เป็นวิศวกรที่รักหนังสือมาก และในช่วงหนึ่งเคยเปิดสำนักพิมพ์ขึ้นมา ทำให้เห็นปัญหาและข้อจำกัดของวงการหนังสือ และรูปแบบการขายในขณะนั้น เมื่อถึงจังหวะที่ลงตัวของเทคโนโลยีและธุรกิจในปี 2554 จึงได้เปิดตัว MEB eBook Market Place ที่ติดอันดับ 1 ในใจของนักอ่านเมืองไทยมาจนถึงวันนี้

รวิวร เล่าถึงสถานการณ์ ในช่วงแรก ต้องถือว่า eBook ยังเป็นสิ่งที่ใหม่มาก และคนไทยยังติดกับการอ่านหนังสือในกระดาษ ยังมีคำถามว่าเราจะอ่านหนังสือจากหน้าจอได้อย่างไร การเริ่มต้นจึงมีการผลักดันค่อนข้างมาก ทั้งในส่วนของนักอ่านที่ต้องสร้างความเข้าใจถึงความสะดวกในการอ่าน รวมทั้งในด้านนักเขียนว่าจะมีคนซื้ออ่านหรือเปล่า อย่างที่กล่าวว่า ก่อนที่จะมี eBook ผลงานเล่มหนึ่งของนักเขียน จะไปสู่มือนักอ่านตามแผงหนังสือได้นั้น มีกระบวนการที่เกี่ยวข้องตั้งแต่การพิจารณาจากกองบก. ของสำนักพิมพ์ การจัดพิมพ์เป็นรูปเล่ม ส่งผ่านสายส่ง ไปยังร้านหนังสือ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ นักเขียนไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง ถือเป็นห่วงโซ่ที่ยาว เมื่อมาเป็น eBook แล้ว เจ้าของผลงานสามารถส่งหนังสือขึ้นมาในระบบของ MEB ไปถึงมือนักอ่านที่สามารถ Load ซื้ออ่านได้ทันที

วาทกรรมนักเขียนไส้แห้ง ใช้ไม่ได้แล้วในวันนี้ วันที่เครื่องมือและเทคโนโลยีเข้าถึง มีรูปแบบและอุปกรณ์ให้อ่าน มีร้าน eBook ผู้ที่ใช้เครื่องมือเป็นและถูกวิธีสามารถทำประโยชน์จากสิ่งนี้ได้ ในอดีตต้องมีการตีพิมพ์เป็นเล่ม การแบ่งรายได้จึงเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง แต่เมื่อเป็น eBook นักเขียนหรือสำนักพิมพ์สามารถต่อตรงกับนักอ่านได้ และไม่มีต้นทุนของค่าการจัดพิมพ์ และค่าสายส่ง เจ้าของผลงานจะมีรายได้ประมาณ 70-80% ของราคาขายเลยทีเดียว นักเขียนที่ทำการตลาดถูกต้อง สื่อสารกับนักอ่านได้ดี มีผลงานอย่างต่อเนื่อง จึงเรียกว่าอยู่ได้อย่างสบายๆ

 

 รวิวร มะหะสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมพ คอร์ปอเรชั่น จำกัด

 

ปัจจุบันนักเขียนใน MEB มีอยู่ถึง 4-5 พันราย และมากขึ้นเป็นลำดับ เพราะนักอยากเขียนก็สามารถเขียนได้และ ถ้าไม่หยุดเขียน วันหนึ่งเขาก็สามารถกลายเป็นนักเขียนตัวจริง ใน MEB วันนี้เราไม่ได้จำกัดรูปแบบแต่การขายเฉพาะเป็นรูปเล่ม เราพัฒนาระบบเพื่อให้นักเขียนขายเป็นรายตอนได้ นักเขียนจึงสามารถทำรายได้จากงานที่กำลังเขียนอยู่ และเรื่องราคาเป็นการตั้งราคาจากคุณค่าที่นักเขียนคิดกับราคาที่นักอ่านตอบรับ ขณะเดียวกันจำนวนหนังสือที่มีจำหน่าย เรามีหนังสือประมาณกว่า 60,000 เล่มและมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่จำนวนนักอ่านจะถึงประมาณ 12 ล้านรายภายในปีหน้า

สำหรับคนที่สนใจเข้ามาเยี่ยมชม MEB และยังไม่รู้จักเรามีหนังสือฟรีให้อ่านถึงกว่า 5,000 เล่ม หรือแม้แต่หนังสือขาย ทุกเล่มก็มีตัวอย่างให้ทดลองอ่าน หลายเล่มให้ทดลองอ่านถึงกว่า 60% -70% ของทั้งหมด สามารถตัดสินใจซื้อเพื่ออ่านตอนคลายปมก็ยังได้ หนังสือที่จำหน่ายใน eBook จะมีทั้งหนังสือประเภทเดียวกันกับร้านหนังสือ และบางส่วนที่มากกว่าในร้าน สำหรับธุรกิจหนังสือระยะนี้จะเห็นว่า ในหมวดข่าว และ non-Fiction จะได้รับความนิยมน้อยลง เนื่องจากหาอ่านได้จากโซเชียลมีเดียต่างๆ แต่ส่วนที่เป็น Fiction ยังคงได้รับสนใจจากนักอ่าน ทำรายได้เป็นอย่างดี และหนังสือที่เป็น eBook มีแนวโน้มราคาที่ถูกกว่าหนังสือที่เป็นเล่มประมาณ 15% ขึ้นไป เพราะการเป็น eBook ไม่มีค่าจัดจำหน่าย เจ้าของผลงานจึงสามารถนำมาเป็นส่วนลดให้ผู้บริโภคได้

อยากจะเสริมว่า เราจะไม่พูดว่าหนังสือเล่มหรือ eBook ดีกว่ากัน แต่เราจะพูดว่า eBook มีคุณค่าในรูปแบบของมัน ซึ่งแตกต่างจากหนังสือเล่มที่มีคุณค่าในอีกแง่มุมหนึ่ง ในมิติของ eBook คุณสามารถนำติดตัวไปได้ทุกที่ที่มีอุปกรณ์ และในอุปกรณ์เครื่องหนึ่งสามารถจุหนังสือได้เป็นพันเล่ม eBook สามารถปรับขนาดตัวหนังสือในระดับที่สบายตา ไม่เปลืองพื้นที่จัดเก็บในบ้าน นักอ่านในต่างประเทศสามารถซื้อได้ในราคาเดียวกัน และได้รับในเวลาเดียวกันอีกด้วย

สำหรับ MEB ตั้งแต่จุดเริ่มที่ไม่ได้มีเงินทุนมหาศาล นั่นเพราะรูปแบบการทำธุรกิจของแต่ละคนจะแตกต่างกันตามสไตล์ของผู้บริหาร ดังนั้นการทำอะไรจึงต้องเริ่มจากพื้นฐาน และรากฐานของธุรกิจหนังสือก็คือผู้สร้างสรรค์ผลงานนั่นเอง การที่เราทำงานร่วมกันกับทั้งสำนักพิมพ์ และนักเขียนให้ดีที่สุดแล้วนั้น สุดท้ายคนเหล่านั้นจะเป็นกระบอกเสียงให้เราสู่นักอ่านเป็นจำนวนล้านคนได้เอง สิ่งนี้ผมมองว่าเป็นหัวใจของการทำธุรกิจอีกแบบหนึ่ง การที่เราเริ่มจากโลว์โพรไฟล์ ไม่มีทุนมาก ไม่ใช่ข้ออ้างที่เราจะทำอะไรไม่ได้ แต่มันกลับบอกว่าคุณไม่สามารถใช้วิธีปกติที่ทุนเยอะๆ ทำได้ คุณต้องกลับไปที่รากฐานของมัน แล้วเดินจากรากฐานไปที่ปลายทาง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นแนวทางที่ MEB เดินมาโดยตลอด และเรายังจับมือกับแอพฯ ของร้านหนังสือต่างๆ ที่มีแฟนคลับของตัวเอง เราเข้าไปช่วยเติมเต็มในส่วนที่ขาดทางด้านเทคโนโลยี เรียกว่าเราเดินทางไกลแบบไม่เดินคนเดียว เราเดินไปกับเพื่อนๆ

การทำ eBook เราทำลายข้อจำกัด เราแก้ไขปัญหาให้หลายคน เราพานักเขียนและสำนักพิมพ์มาพบนักอ่านได้ ทำให้หลายคนสร้างสรรค์ผลงานได้โดยไม่ต้องติดกรอบกับรูปแบบเดิมๆ ในกระแสหลัก สามารถทำงานแนวทดลอง ทำงานให้นักอ่านที่เป็นแฟนประจำ เราภูมิใจที่ตอบสนองเขาได้ ที่สำคัญเรายังได้ตอบแทนสังคม เพราะหนังสือเป็นพื้นฐานของการสร้างชาติ MEB ร่วมมือกับเซ็นทรัลทำโครงการ “The 1 Book E-Library” เป็นแอปพลิเคชันห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ ให้นักศึกษา และนักเรียน เข้ามาใช้บริการอ่านหนังสือหลายพันเล่มได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ปัจจุบันนี้มีใช้อยู่หลายพันโรงเรียน และมีการใช้อยู่อย่างต่อเนื่อง

รวิวร ทิ้งท้ายไว้ว่า จินตนาการเป็นสิ่งที่อยู่กับเราทุกคน แต่บางครั้งเราไม่ได้เผยแพร่ออกมา เพราะเรากังวลว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร อันที่จริงเราต้องให้ความสำคัญกับจินตนาการ เพราะมันเป็นรากฐานของจิตใจ รวมทั้งเป็นพื้นฐานในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ในอนาคต นักเขียนอาจจะสร้างสรรค์ออกมาเป็นงานเขียน ในฐานะของคนเล่าเรื่อง อาจจะออกมาเป็นนักพูด ในฐานะที่เป็นโปรแกรมเมอร์ วิศวกร อาจจะเผยจินตนาการออกมาเป็นการสร้างสรรค์ชิ้นงานต่างๆ จินตนาการจึงเป็นเหมือนเด็กน้อยในใจที่เราต้องให้เวลาฟูมฟักให้มันเติบโต อย่าปล่อยให้มันตายจากเราไป

MEB มาถึงจุดนี้ เราเป็นสตาร์ตอัพที่ไม่ค่อยเหมือนใคร เราอยู่กับตัวของเราเอง มีความเชื่อของตัวเองค่อนข้างมาก เราไม่ได้เข้าไปที่เวทีปกติของแนวสตาร์ตอัพ ไม่เคยพิชชิ่ง เราไปในแนวของเราที่เราเชื่อว่าสิ่งนี้ดี และดีกับคนรอบข้าง เราจึงเดินไปตามความเชื่อของเรา ระหว่างที่เราเดินทางไป อาจจะมีคนที่คิดคล้ายเรา แต่สุดท้ายวิธีการเดินก็แตกต่างผลลัพธ์ก็แตกต่างกัน เราหาจุดแข็งของเราให้เจอ แล้วเราเดินไปตามจุดแข็งของเราอย่างแน่วแน่ และระหว่างการเดินมีสิ่งรอบข้างอะไร ก็ให้มันเข้ามากระทบใจเราให้น้อย เราจะเดินไปสู่ความสำเร็จได้ในที่สุด

คุณเสือ สุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)  ให้สัมภาษณ์ MBA Magazine ถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของวงการ SMEs  ในปี 2018  ในอีกไม่กี่วันนี้ว่า “ สิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีผลกระทบอย่างสุดสุดต่อวงการ SME คือ เรื่องเทคโนโลยี ซึ่งในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมาก SME ส่วนใหญ่จะตามไม่ทัน เข้าไม่ถึง หรือไม่เข้าใจ เพราะโดยส่วนใหญ่จะอาศัยกรอบการทำงานแบบเดิมๆ “

ในขณะที่ในโลกธุรกิจ มีเทคโนโลยีเข้ามาเป็นแกนกลางสนับสนุนการเข้าถึงลูกค้า การนำข่าวสารมาวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจ รูปแบบการขายและจัดจำหน่ายต่างๆครอบคลุมไปมากกว่าเดิม  ส่งผลทำให้ธุรกิจเกิดการเปลี่ยนแปลงและจะหมุนไปในอัตราที่รวดเร็วมากกว่าเก่ามาก   ดังนั้นเทคโนโลยีจึงมีผลอย่างมาก  ถึงมากที่สุดต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งในเชิงบวกและเชิงลบต่อ SMEs  แต่ในระดับที่แตกต่างกัน    ขึ้นอยู่กับการตั้งรับและการเตรียมความพร้อมได้อย่างเพียงพอและเหมาะสมหรือไม่

เทคโนโลยีคือเหรียญ 2 ด้าน

เมื่อถามว่าการที่เทคโนโลยีเข้ามาจะมี “ข้อดี” อย่างไรได้บ้างนั้น   ผอ.สสว.  สุวรรณชัย ให้มุมมองต่อประเด็นนี้ว่า “  นั่นอยู่ที่ว่า “ใครใช้เป็น ใครใช้เร็ว ใครรู้เร็ว ใครรู้ไว ก็ขยายโอกาสได้เร็วกว่า”  ส่วนในด้านลบนั้น   “ มีอย่างแน่นอน และจะเกิดขึ้นกับ “คน” ที่ไม่เข้ามาสัมผัส  ไม่สนใจ  มีความกลัวเทคโนโลยี  จึงไม่หยิบมาใช้ หรือใช้อย่างไม่เป็น ลงทุนไปแล้วไม่ได้นำมาใช้อย่างเต็มที่ นี่คือจุดลบ ที่มีคน 2 กลุ่ม คือ คนที่เข้าไม่ถึงเทคโนโลยี เนื่องจากงบประมาณจำกัด กับคนที่เข้าถึงเทคโนโลยี แต่ใช้อย่างไม่เต็มที่ ตรงนั้นจะเป็นข้อลบด้วยเช่นกัน “

ดังนั้นในสิ่งที่จะต้องรุกหนักในปีหน้า คือ การทำให้ SMEs  ไทยคุ้นเคยกับเทคโนโลยีทั้งใหม่ และที่มีอยู่ในตลาดแล้ว ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ ในการสร้าง Economic  System  (ระบบเศรษฐกิจ) และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้ SMEs ที่จะสามารถทำงานได้ง่ายมากขึ้น  โดยที่ผ่านมามีบทพิสูจน์ที่ชี้ชัดกันดีแล้วว่า เทคโนโลยีมีส่วนช่วยธุรกิจ ทำให้ทุกคนประกอบธุรกิจได้ดีขึ้นและเร็วขึ้น

3 คีย์เวิร์ดการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้

สำหรับนโยบายของ สสว. ในด้านการส่งเสริมผู้ประกอบการไทย ในการนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์กับ SMEs ประกอบไปด้วย 3 คีย์เวิร์ดหลัก

ข้อแรก คือ จับมือกับผู้รู้ทั้งไทยและต่างประเทศเป็นหนึ่งในคียเวิร์ดสำคัญในการทำ Transformation  รวมถึงจะมี AI ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาเสริมศักยภาพภายในองค์กรด้วย

ข้อสอง คือ  Business Transformation ผ่านเทคโนโลยี และ Human Resource (ทรัพยากรมนุษย์) โดยทั้ง 2ส่วนนี้จะเป็นเรื่องหลักในการ Transformation

ข้อสาม คือ Internationalization ที่จะเป็นโจทย์หลักในการยกระดับผู้ประกอบการ ขึ้นเป็นผู้ประกอบการแห่งเอเชีย ขยายฐานไปสู่การเจาะตลาด Global  niche market ( ตลาดเฉพาะกลุ่ม ) โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญคือ เมื่อผลิตสินค้าออกมา แทนที่จะขายสินค้าเฉพาะภายในประเทศ  ต้องขยายไปต่างประเทศด้วย จากที่ทุกคนเกรงว่าจะต้องมีการลงทุนเพิ่มขึ้นนั้น เรามองว่าไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวล เพราะมีระบบออนไลน์เข้ามาแล้ว และเรายังมีองค์ความรู้  นอกจากนี้ยังมีการจับมือกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Bank) รวมทั้งสถาบันการเงินอีกหลายแห่ง เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบในการดำเนินธุรกิจ และธุรกรรมกับต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างครบพร้อม

นับว่าทั้ง 3 เรื่องหลักนี้เป็นโปรเจ็กต์ของสสว. ที่ผู้อำนวยการคนใหม่  ได้กล่าวว่า  “เป็นโจทย์ที่เราตั้งใจต่อยอดการทำงานจากสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED )ซึ่งมีหน่วยงานที่พัฒนา SMEs อยู่จำนวนหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันจะมีนักพัฒนา SMEs  ที่จะมีองค์ความรู้ชุดใหม่ เข้ามามีบทบาทในการวิเคราะห์สถานการณ์ไปสู่อนาคตว่า ธุรกิจอะไรกำลังจะเกิดขึ้น และกำลังจะแข็งแรง และจะเป็นส่วนใหญ่ของธุรกิจ SMEs ในอนาคต 

ทั้งนี้จะมีการตั้งทีมวางแผน  ทีมวิจัยใหม่ขึ้นมา  เพื่อพัฒนาสถาบันต่างๆ มีคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมงาน เพราะเด็กรุ่นใหม่มีความสามารถ มีความคิดสร้างสรรค์  ปรับตัวได้เร็ว ทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ ใน กระบวนการทางความคิดใหม่ และบิสิเนสโมเดลใหม่  นำมาสู่กลุ่ม SMEs  พันธุ์ใหม่ที่เกิดขึ้น จากผู้เชี่ยวชาญและนักพัฒนา SMEs รุ่นใหม่ที่เข้ามาเติมในเครือข่ายร่วมกับสสว.

Global Niche market ขุมทรัพย์ที่มีในทุกมุมโลก

นอกจากนั้นแล้ว ผอ.  สุวรรณชัย  เพิ่มเสริมและเพิ่มเติมให้เห็นเป็นภาพที่ซูมลึกลงไปกว่านั้นว่า   ต้องมีการพัฒนา SMEs ใน เชิงลึกหรือ “SMEs  Focus economy” เนื่องจากเราไม่สามารถแข่งขันกับธุรกิจรายใหญ่ ทั้งในด้านของทุนทรัพย์ และทีมทรัพยากรต่างๆ ฉะนั้นการปรับตัวของ SMEs จะต้องโฟกัสไปที่การทำธุรกิจสินค้าหรือบริการให้ชัดเจน ทั้งพื้นที่และกลุ่มเป้าหมายต้องชัดเจน  และเฝ้าติดตามการเติบโตของกลุ่มเป้าหมาย ในแง่ของตัวคนและการขยายเข้าไปในพื้นที่ต่างๆอย่างเจาะลึกและครอบคลุม  จะเป็นแนวโน้มที่สำคัญในการพลิกเกมกลายเป็นผู้เติบโตได้โดยเป็นนิชมาร์เก็ตในตลาดโลก

“สสว.ในยุคของผมจะให้ความสำคัญในการขับเคลื่อน SMEs  คือ Global Niche market  เป็นเรื่องสำคัญ  ยกตัวอย่างคือ ผมเป็นพ่อลูกสามซึ่งจากไลฟ์สไตล์แล้ว คนที่มีไลฟ์สไตล์อย่างผมน่าจะมีอีกในประเทศสิงคโปร์ เกาหลี ญี่ปุ่น ฮ่องกง หรือประเทศอื่นๆ ธุรกิจที่จับกลุ่มเป้าหมายแบบเรานั้นมีอะไรบ้าง อาทิ กลุ่มที่เป็นจุดแข็งของไทย อย่างอาหาร  การดูแลสุขภาพ การดูแลครอบครัว ความเป็นอยู่ซึ่งเสริมเข้ามาได้ สอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล”

ถ้าจะจับกลุ่มนิชมาร์เก็ตแบบนี้  และคิดว่าเรามีกลุ่มตัวอย่างแบบนี้ คนแบบนี้มีอยู่หลายที่  เราจะเข้าถึงกลุ่มนี้ได้อย่างไร เราต้องไปสร้างคอมมูนิตี้ในที่ต่างๆเพิ่มขึ้น และทำให้เกิดเครือข่าย แทนที่จะเป็นเครือข่ายเฉพาะในประเทศ ต้องเชื่อมโยงไปสู่การเกิดเครือข่ายข้ามประเทศ หรือเครือข่ายต่างประเทศ

 

 

เมื่อเจาะตลาดนี้ได้แล้ว  จะมีกลุ่มคนประเภทเดียวกันกระจัดกระจายอยู่ในหลายๆประเทศ และเชื่อมโยงกันด้วยการค้าออนไลน์เพื่อไปแตะกลุ่ม Global Niche market ในประเทศอื่นให้ได้

หากจะมองอีกด้าน คือ วิธีการประกอบธุรกิจของ SMEs  ยุคใหม่ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลง เพราะคนให้ความสำคัญตั้งแต่การออกแบบ Business Model เห็นหน้ากลุ่มลูกค้าเป้าหมายอย่างชัดเจน  เปลี่ยนจากคนที่เคยทำในสิ่งที่ตัวเองรักตัวเองชอบ กลายมาเป็นการทำในสิ่งที่ลูกค้ารักและลูกค้าชอบ

นี่จะเป็นอีกจุดที่เพิ่มเติมเข้ามาใน SMEs  รุ่นใหม่ที่ สสว. ตั้งใจจะเข้าไปสนับสนุนเพิ่มเติมจากกลุ่มเดิมที่มีอยู่แล้ว ซึ่งมีหลายโครงการ ทั้งการสานต่อโครงการดีๆที่มีอยู่ต่อไป  โครงการสตาร์ทอัพต่างๆ  โครงการ Strong & Regular  โครงการปรับแผนธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถ SMEs ( Turnaround ) เพื่อช่วยฟื้นฟูกิจการของ SME ที่มียอดขายตกต่ำเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว

สิ่งที่ดีจะนำมาร้อยเรียงปรับมิติเพิ่มเติม เหมือนเราดูแล Business ตาม Cycle ของ SMEs ทั้งคนที่เริ่มต้นใหม่  คนที่ทำธุรกิจมาแล้วจุดหนึ่ง  คนกำลังเติบโตแข็งแรง คนที่กำลังเหน็ดเหนื่อยและเผชิญปัญหา ต้องการปรับเปลี่ยนแผน นี่คือแผนที่มีอยู่แล้ว  แต่เรามาสานต่อไปอีกหนึ่งปี เพราะว่าปีงบประมาณเราเขียนไว้ล่วงหน้า

ด้านนโยบาย Internationalization ที่ต้องการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเพื่อขยายตลาดไปยังต่างประเทศเพิ่มขึ้น เพราะอุตสาหกรรมไทยมีของดีจำนวนมาก  ทั้งโลกรู้จักประเทศไทย เริ่มจากเอเชีย เชื่อมโยงประเทศญี่ปุ่น เกาหลี และในอีกหลายประเทศที่คาดว่า จะเป็นลูกค้าของเราได้ เพราะมีความต้องการในผลิตภัณฑ์และการบริการของไทย  ซึ่งเราจะเข้าไปทำการตลาดเพื่อให้เป็นลูกค้าเป้าหมาย

นโยบายใหม่ที่เข้ามาเสริมศักยภาพสสว.ในปี 2018

นอกจากงานสานต่อนโยบายแล้ว  ผอ. สุวรรณชัย  ยังเสริมว่า  มีอีก 2 เรื่องสำคัญคือถือเป็นเรื่องใหม่ของสสว. ที่มองว่าคนในองค์กรเป็นคนที่มีคุณภาพและอยู่กันมานานมีประสบการณ์  เห็นกลไกลการพัฒนา SMEs ในแผนการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2560-2564)  มาอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้นจึงจะร้อยเรียงจากแผนนั้น แล้วมาสร้างบุคลากรภายใน   ดึงศักยภาพที่ทุกคนมีมาขยายผลอยางเต็มที่ เพื่อให้บุคคลากรทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างความเติบโตของ SMEs  โดยใช้คีย์เวิร์ดคำว่า Re - inventing SME Future หมายถึง เราจะสร้างอนาคตให้ SMEs  ผ่านการสร้างบุคคลากรที่มีอนาคต และในส่วนนี้เองเป็นการสร้าง SMEs ต่อเนื่องด้วยความรัก ความเข้าใจ  และการเข้าถึง

โดยมีพื้นฐานและจุดยืนที่มีความรักและความอบอุ่นเป็นกันเอง เป็นแกนกลางในการเชื่อมโยง เราจะเป็นพี่ เป็นเพื่อน เป็นพี่เลี้ยง เป็นผู้ร่วมทาง เป็นคนที่อยากทำงานไปด้วยกัน  เราเรียนรู้ระหว่างกัน และมีเป้าหมายปลายทางร่วมกัน  

การที่เราพูดถึงบุคลากรภายใน เพราะเรากำลังต้องการให้บุคลากรภายในนำศักยภาพออกมาใช้อย่างเต็มที่ ผมมีหน้าที่เสริมทุกคนให้นำจุดแข็งออกมา  ระเบิดจากข้างในแสดงผลงานจากตัวเอง จากกลุ่มและจากทีมงานที่มีอยู่

ในเรื่องเดียวกันนำมาใช้กับ SMEs  เพราะทุกคนมีความเก่ง มีความรอบรู้ในสิ่งที่ตนเองถนัด เราจะระเบิดจากข้างใน จากองค์กรได้อย่างไร   ซึ่งจะต้องมีการสร้างองค์ความรู้ให้กับคนไปพร้อมกัน   เพื่อทำให้องค์กรและเจ้าของกิจการนั้น พร้อมที่จะระเบิดจากข้างใน ตามพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9  ที่ประสงค์ให้คนไทยเก็บความรู้อย่างต่อเนื่อง พัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่อง ปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง สร้างความชำนาญอย่างต่อเนื่อง  จนเป็นความรู้ที่ติดตัวแล้วพร้อมจะระเบิดจากข้างในออกมาสู่ภายนอก   และขยายศักยภาพของระบบทุกอย่างที่เกี่ยวโยงกับเศรษฐกิจ และการเติบโตส่วนบุคคลและองค์กร ทำให้ตนเองประสบความสำเร็จและเจริญเติบโตต่อไป 

ขณะเดียวกันจะใช้กลไกนี้ในการขับเคลื่อน แคมเปญ  “SMEs  วันนี้ดีเร็ว” คือจะพัฒนา SMEs ให้มีสินค้าที่มีคุณภาพดี ผลิตได้อย่างรวดเร็ว บริการดี บริการเร็ว    โดยชวนคนไทย ผ่านโซเชียลมีเดีย ให้ใส่  “แฮชแท็ค # SMEs วันนี้ดีเร็ว”  ทุกวันที่ 1 ถึงวันที่ 5 เดินหน้าเข้าร้าน  SMEs  โดยแคมเปญนี้จะเริ่มลอนช์ชิ่งทั่วประเทศในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 เป็นระยะเวลา  1 ปี

 

SME ONE  โครงการรณรงค์เพื่อ SMEs  ทุกระดับ

ผอ. สุวรรณชัย ยังมีเป้าหมายสำคัญที่มุ่งมั่นที่จะรณรงค์ให้คนไทย หันมาใช้สินค้า ร้านค้า และบริการร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยวของSMEs ไทย  โดยจะมีป้ายสัญลักษณ์ SME ONE ไปติดที่ร้านต่างๆ ทั้งสินค้าและบริการ ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกที่อยู่ในเครือข่ายสสว.  ประมาณ 3 แสนราย และจากนี้ไปจะมีการวางแผนผัง แบ่งโซนขยายร้านที่ติดโลโก้ SME ONE เพิ่มขึ้นอีก

แคมเปญนี้คาดหวังเพื่อปรับทัศนคติและจิตสำนึก ในการชวนคนไทยหันมาอุดหนุน SMEs ไทย  เพราะวันนี้หาก SMEs จะดีได้นั้น คนไทยต้องมีส่วนร่วม ที่ผ่านมาจะเห็นว่าภาครัฐให้ความสำคัญกับ SMEs  มาโดยตลอด ซึ่ง SMEs ก็มีการ พัฒนามาตามลำดับ   แน่นอนว่าสินค้ามีทั้งดีและยังที่ปรับพัฒนา   ซึ่งหากคนไทยหันมาใส่ใจในผลิตภัณฑ์ของคนไทยด้วยกันเอง  ก็จะได้รับรู้ว่า สินค้า SMEs ไทยเราดีเพียงใด    เราพิสูจน์ได้ด้วยการหันไปช่วยซื้อ ทุกวันที่ 1 ถึงวันที่ 5 โดยให้เดินหน้าเข้าร้าน SMEs    ซึ่งหากซื้อแล้ว  สินค้ายังไม่ดี SMEs ที่ขายไม่ดีก็ต้องมีการปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นเร็วขึ้น ส่วนที่ขายดีอยู่แล้วก็มีกำลังใจ   ที่ผ่านมา SMEs เหนื่อยมาก ในวันนี้กระเป๋าต้องมีเงิน ขายของก็ขายยาก และยังต้องแข่งขัน การกระตุ้นด้วยแคมเปญนี้ สุดท้ายแล้วทำให้ SMEs  ไทยมีเงินเข้ากระเป๋า โดยผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการช่วยซื้อ

ส่วนแคมเปญช่วยเหลือที่ผ่านมาของภาครัฐนั้น อิงกับห้างสรรพสินค้าหรือว่ากิจกรรมสัญจรจัดบู้ทในงานต่างๆ ส่วนนี้เราคนซื้อต้องตั้งใจไปซื้อ ซึ่งก็ยังไม่ยกเลิก คงทำอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามยังมี SME ที่มีร้านตึกแถวอยู่ริมถนนหลายแห่ง ที่ไม่เคยเข้าถึงงานสัญจรขายสินค้าลักษณะนั้น จะเข้าไปขายในห้างฯก็เข้าไม่ได้

ผอ. สุวรรณชัย   กล่าวถึงการทำแคมเปญนี้ขึ้นมา เพื่อหวังชวนคนไทยไปซื้อของที่ร้านตึกแถวหลายแห่ง ที่ไม่เคยร่วมงานออกบู้ทขายสินค้า ไม่เคยไปสัญจรกับรัฐบาล เข้าห้างฯก็ไม่ได้  เราจะไม่ลืมเค้า เราจึงชวนคนว่า ช่วยเดินเข้ามาหน่อย จะซื้อของอยู่แล้ว ของต้องกินอยู่แล้ว จะซื้อข้าวอยู่แล้ว  มาซื้อกับพี่ๆพวกนี้หน่อย ผมต้องการให้พวกเราช่วยเหลือกลุ่มคนที่เข้าไม่ถึงความช่วยเหลือ เข้าห้างฯไม่ได้ หรือเข้าไปแล้วผลิตภัณฑ์ไม่ถึงเกรด ขายก็ขายไม่ดี ไปงานสัญจร  ไปออกงานแฟร์ก็ลดราคาไม่ได้เพราะไม่เหลือกำไร แต่ร้านเหล่านี้มีสต๊อกเหลืออยู่ พร้อมจะขาย แค่ปรับสำนึกให้คนไทยเดินเข้าไปช่วยเหลือ และนี่คือที่มาของแนวคิดแคมเปญ SME ONE ของ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) คนใหม่ ที่ทิ้งท้ายไว้ว่า “ เพื่อเติมเต็มด้านความช่วยเหลือของภาครัฐที่มีต่อผู้ประกอบการ เพื่อให้ความช่วยเหลือกระจายไปอย่างทั่วถึงใน SME ทุกๆระดับ”

มีเป้าหมายอยู่หนึ่งข้อที่ทุกธุรกิจควรมุ่งมั่นทำให้สำเร็จ ก่อนช่วงเทศกาลปีใหม่นี้

นักการตลาดควรต้องคิดเช่นเดียวกับลูกค้าและเริ่มต้นวางแผนสำหรับเทศกาลช้อปปิ้งส่งท้ายปีก่อนที่จะสายเกินไป ซึ่งการช้อปปิ้งของคนไทยบน Facebook ในไตรมาสสี่สูงขึ้นโดยเฉลี่ยร้อยละ 70 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาอื่นของปี การดึงดูดความสนใจและการกระตุ้นให้เกิดการซื้อจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งกว่าที่ผ่านมา

นี่คือข้อมูลเชิงลึก 5 ข้อเกี่ยวกับพฤติกรรมการช้อปปิ้งในช่วงสิ้นปีที่แล้ว ที่จะช่วยให้คุณสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของคุณได้ดียิ่งขึ้นในปีนี้

 

 

  1. โทรศัพท์มือถือคือรถเข็นช้อปปิ้งสำหรับช่วงสิ้นปี

 

เราต่างรู้กันดีว่าโทรศัพท์มือถือได้กลายมาเป็นจอที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทยในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการช้อปปิ้ง โทรศัพท์มือถือก็ยังเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับความนิยมสูง ซึ่งในระหว่างเดือนตุลาคมจนถึงเดือนธันวาคมของปีที่แล้ว ร้อยละ 72 ของการซื้อสินค้าออนไลน์บน Facebook ทั่วทั้งภูมิภาคโดยเฉลี่ยเกิดขึ้นทางโทรศัพท์มือถือ และนักช้อปอายุน้อยคือกลุ่มที่ซื้อสินค้าสูงสุด โดยร้อยละ 62 จากการซื้อสินค้าออนไลน์บน Facebook ทั้งหมดมาจากกลุ่มมิลเลนเนียล

 

  1. ผู้ที่เตรียมตัวก่อนมักเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จ

 

นักช้อปมักจะเริ่มซื้อของเร็ว โดยเริ่มต้นในเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การซื้อของออนไลน์บน Facebook ในประเทศไทยสูงขึ้นถึงร้อยละ 27 เมื่อเทียบกับอัตราเฉลี่ยของทั้งปี และธุรกิจที่ได้สร้างแบรนด์ล่วงหน้าก่อนถึงช่วงเวลาพีคของเทศกาลช้อปปิ้งมักจะกลายเป็นแบรนด์ที่ทำรายได้สูงสุด ลาซาด้า Blibli.com และ เทสโก้ โลตัส ประเทศไทย คือตัวอย่างแบรนด์ที่สร้างผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงได้เป็นอย่างดีผ่านแคมเปญการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง

 

 

 

  1. มีส่วนร่วมในบทสนทนา

 

การช้อปปิ้งมักจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการพูดคุยระหว่างเพื่อนฝูง การแบ่งปันเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่เจ๋งที่สุด หรือแม้กระทั่งการติดต่อกับธุรกิจต่าง ๆ เมื่อปีที่แล้ว คนไทยได้เริ่มลงโพสต์บน Facebook เกี่ยวกับการช้อปปิ้งตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ของวันที่ 13 พฤศจิกายน โดยช่วงเวลาที่มีการลงโพสต์เกี่ยวกับการช้อปปิ้งบน Facebook มากที่สุดคือช่วงสัปดาห์ของวันที่ 25 ธันวาคม¹

 

  1. ความเร่งรีบในช่วงสิ้นปี

 

ธุรกิจต่าง ๆ จะต้องเตรียมตัวให้พร้อมกับความรวดเร็วของการซื้อสินค้าบน Facebook ในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม ซึ่งเป็นเดือนที่มียอดการช้อปปิ้งสูงสุด ในปี 2559 การซื้อของออนไลน์ผ่าน Facebook ในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 51 ในเดือนพฤศจิกายน และร้อยละ 48 ในเดือนธันวาคม เมื่อเทียบกับอัตราเฉลี่ยของทั้งปี โดยวันที่ 12 ธันวาคมเป็นวันที่ควรจับตามองเป็นอย่างยิ่ง ด้วยยอดการซื้อสินค้าออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นถึง 2.6 เท่าเมื่อเทียบกับอัตราเฉลี่ยทั้งปี

 

 

  1. อย่าลืมเดือนมกราคม

 

การช้อปปิ้งออนไลน์ไม่ได้จบลงในเดือนธันวาคม เทศกาลช้อปปิ้งยังคงดำเนินต่อไปจนถึงปีใหม่ เปิดโอกาสให้ธุรกิจต่าง ๆ ได้เพิ่มยอดขายสินค้าที่ช่วยเติมเต็มสิ่งของที่ผู้คนได้ซื้อไปก่อนหน้านี้ หรือของขวัญที่พวกเขาได้รับไป โดยในเดือนมกราคม 2560 การซื้อสินค้าออนไลน์ผ่าน Facebook เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 36 เมื่อเทียบกับอัตราเฉลี่ยของทั้งปี 2559

 

 

 

สิ่งที่ควรทำเพื่อการตลาดที่มีประสิทธิภาพ

 

ลองใช้เคล็ดลับเหล่านี้เพื่อเอาชนะกระแสความรุนแรงของการโฆษณาในช่วงเทศกาลช้อปปิ้ง

               

  1. ใช้ภาษาที่เหมาะกับโทรศัพท์มือถือ ดึงดูดความสนใจด้วยคำสร้างสรรค์ที่สั้นกระชับ น่าดึงดูด และสร้างความเชื่อมั่น

 

  1. เริ่มต้นแคมเปญเพื่อสร้างแบรนด์ของคุณในตอนนี้ ก่อนช่วงพีคของการช้อปปิ้ง พร้อมกระตุ้นยอดขายด้วยการสร้างความน่าเชื่อถือและการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง

 

  1. สร้างความสนใจและกระตุ้นความต้องการ เชื่อมต่อกับกลุ่มเป้าหมายและสร้างการเปลี่ยนแปลงก่อนถึงช่วงเวลาพีคแห่งการช้อปปิ้ง

 

  1. เพิ่มยอดขายทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ แสดงแคตตาล็อกสินค้าของคุณด้วย Dynamic Ads และเลือกใช้ Store Visits เพื่อเชิญชวนผู้คนไปที่หน้าร้านของคุณ

 

  1. คำนึงถึงการขยายธุรกิจในปีใหม่ ขายสินค้าที่มีความเกี่ยวเนื่องกันเพื่อเติมเต็มการซื้อสินค้าในช่วงสิ้นปี กระตุ้นให้คนไปที่หน้าร้านด้วยการมอบข้อเสนอที่ดีที่สุด

 

แหล่งที่มาของข้อมูล:

นอกเหนือจากที่ได้ระบุไว้ข้อมูลทั้งหมดอ้างอิงมาจากข้อมูลภายในองค์กรของ Facebook การวิเคราะห์ข้อมูล conversion pixel และ app events สำหรับโฆษณาที่ถูกแสดงให้กับกลุ่มคนที่มีอายุระหว่าง 18-64 ปี บน Facebook ในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2559 จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2560

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics เผยการขยายตัวของรายได้ท่องเที่ยวกระจายไม่ทั่วภูธร เหตุจากรายได้ก้อนใหญ่คือฝรั่งเที่ยวไทยกระจุกใน 4 เมืองซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเดิมที่กลุ่มทุนขนาดใหญ่ยึดหัวหาดธุรกิจเกี่ยวเนื่องไปแล้วเกือบทั้งหมด

ภาคการท่องเที่ยวถือเป็นสาขาเศรษฐกิจสำคัญของเอกชนที่ยังเติบโตได้ดี โดยเฉพาะในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาถือเป็นหัวใจหลัก พยุงให้เศรษฐกิจไทยเติบโต ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากกิจกรรมการท่องเที่ยวสร้างรายได้สู่เศรษฐกิจผ่านห่วงโซ่อุปทานหลายธุรกิจ อาทิ ภาคโรงแรมร้านอาหาร ภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคการค้าส่ง/ค้าปลีก และภาคขนส่ง ซึ่งนับเป็นประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบธุรกิจขนาดย่อมในภูธร มองว่าแรงส่งภาคการท่องเที่ยวกลับอ่อนแรงและไปไม่ถึง SME สะท้อนจากยอดขายที่เติบโตน้อยและเร่งไม่ขึ้น แม้ตัวเลขภาคการท่องเที่ยวจะขยายตัวดีก็ตาม

เมื่อนำโครงสร้างรายได้ปี 2559 มาศึกษา ศูนย์วิเคราะห์ฯ พบว่า กว่าร้อยละ 80 ของเม็ดเงินจากภาคท่องเที่ยวจำนวน 2.52 ล้านล้านบาท กระจุกอยู่ใน 17 จังหวัด โดยแหล่งรายได้ 2 ใน 3 เกิดจากค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่วนใหญ่เป็นตลาดจีนกว่าร้อยละ 30

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อวิเคราะห์ด้านการกระจายตัวของรายได้ กลับกระจุกในพื้นที่เพียง 4 จังหวัด คือ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต ชลบุรี และสุราษฏร์ธานี เท่านั้น

ขณะที่รายได้จากคนไทยเที่ยวไทยกลับกระจายตัวมากกว่า โดยครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯและหัวเมืองหลักของแต่ละภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ (เชียงใหม่ เชียงราย) ภาคตะวันออก (ชลบุรี ตราด) ภาคใต้ (ภูเก็ต กระบี่ สงขลา ระนอง สุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช) ภาคกลาง (ประจวบคีรีขันธ์ กาญจนบุรี เพชรบุรี อยุธยา) และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (นครราชสีมา ขอนแก่น) ตามลำดับ

จึงไม่น่าแปลกใจที่ชาวภูธรยังรู้สึกว่าการขยายตัวของภาคท่องเที่ยวมีบทบาทต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคเพียงเล็กน้อย ทั้งนี้เพราะเม็ดเงินสะพัดกระจุกอยู่เฉพาะเมืองเศรษฐกิจไม่กี่เมืองและธุรกิจในหัวเมืองที่สามารถดึงดูดค่าใช้จ่ายจากนักท่องเที่ยวได้นั้น มักเป็นกิจการของกลุ่มทุนขนาดใหญ่เป็นหลัก

ขณะที่ภาคบริการของ SME ไทย เช่น โรงแรมขนาดเล็ก เกสเฮ้าส์ ร้านอาหารพื้นบ้าน ร้านนวดสปาประจำถิ่น จะมีกลุ่มลูกค้าหลักคือคนไทยเที่ยวไทยซึ่งแม้จะเที่ยวกระจายพื้นที่มากกว่าแต่ส่วนใหญ่ก็มิได้เตรียมงบประมาณเพื่อจับจ่ายในกิจกรรมสันทนาการนักเพราะเหตุผลหลักในการเดินทาง คือ กลับบ้านไปเยี่ยมครอบครัว ญาติ หรือเพื่อน

มาตรการ “ลดหย่อนภาษีเที่ยว 3 โซน” ที่คาดว่าจะออกในปีหน้า อาจช่วยกระตุ้นให้คนไทยท่องเที่ยวหลากหลายพื้นที่มากขึ้น แต่เราต้องไม่ลืมว่ารายได้หลักยังคงมาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่กระจุกตัวในจังหวัดท่องเที่ยวหลักเท่านั้น  จึงทำให้เศรษฐกิจภูมิภาคและ SME ยังไม่ได้ประโยชน์อย่างทั่วถึง ทั้งที่ความจริงแล้วในจังหวัดอื่นๆยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกมาก หากนำมาพัฒนาและประชาสัมพันธ์ให้มีจุดขายและมีเรื่องราวน่าสนใจเป็นจุดที่ต้องแวะชม จะช่วยสร้างเม็ดเงินก้อนใหม่ซึ่งเป็นก้อนใหญ่ให้กับเศรษฐกิจภูมิภาคโดยใช้เวลาไม่นาน

ดังนั้น รัฐต้องเร่งพัฒนาและประชาสัมพันธ์เมืองท่องเที่ยวใหม่ให้ต่างชาติได้รับรู้ โดยอาจเริ่มจากการพัฒนาเมืองท่องเที่ยวใหม่ที่สามารถเชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวเดิมที่ต่างชาตินิยม พร้อมกับเป็นผู้นำเพื่อให้เกิดการบริหารจัดการให้เป็นระบบ มีมาตรฐานด้านความปลอดภัย มีสิ่งอำนวยความสะดวก มีสาธารณูปโภคครบครัน และเข้าถึงได้ง่าย ผู้ประกอบการ SME เองต้องปรับตัวเพื่อตอบโจทย์ Life Style นักท่องเที่ยวพร้อมโปรโมทธุรกิจผ่าน Social network มากขึ้น น่าจะลดการเที่ยวกระจุกของต่างชาติและหนุนรายได้ให้กระจายสู่ภูมิภาค เพื่อให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยได้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

 

 

 

ในโลกของการแข่งขันปัจจุบัน หลายองค์กรพยายามเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในยุคที่เต็มไปด้วยข้อมูล ที่ถูกเก็บและบันทึกจากเทคโนโลยีใกล้ตัวอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับแต่ละองค์กรที่จะสามารถนำข้อมูลไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยนำไปปรับปรุงสินค้าและบริการ หรือสร้างกลยุทธ์ให้ตรงตามความต้องการและพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้าได้มากขึ้นหรือไม่

ตัวอย่างจากกิจวัตรประจำวัน ที่เป็นส่วนหนึ่งของ Big Data ของ ผศ.ดร.จงสวัสดิ์ จงวัฒน์ผล ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมทางธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ที่นำมาแบ่งปันให้เห็นเป็นรูปธรรม

 

 

  • 00 – 07.00 เริ่มจากการตื่นนอน ด้วย Smart Phone ที่ปรับเสียงตามพฤติกรรมของผู้ใช้ จากนั้นใช้แปรงสีฟันอิเล็กทรอนิกส์ ที่เชื่อมต่อกับโมบายแอพพลิเคชั่น ผ่านสัญญาณบลูทูธ เพื่อติดตามพฤติกรรมการแปรงฟัน แสดงผลแบบ Real-Time บนโมบายแอพพลิเคชั่น

 

 

  • 00 – 08.00 ออกกำลังกายตอนเช้า ใช้หูฟังแบบไร้สายที่มาพร้อมกับเซนเซอร์วัดชีพจร (Heart Rate Monitor) และเซนเซอร์จับการเคลื่อนไหว (TrackFit Motion Counting) ข้อมูลการออกกำลังกายถูกเชื่อมต่อและบันทึกลงบน Smart Phone เพื่อวัดผลการออกกำลัง เสื้อที่สวมออกแบบเป็นพิเศษ ประกอบด้วยเซนเซอร์ที่วัดอัตราการเต้นของหัวใจ และข้อมูลถูกส่งไปยังมือถือ และบันทึกไว้บน cloud ของแพทย์ผู้ประจำตัว ซึ่งสามารถเข้าถึงข้อมูลแบบ real-time นำไปวิเคราะห์อาการเบื้องต้นของโรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคระบบทางเดินหายใจ โดยไม่ต้องเดินทางไปตรวจที่โรงพยาบาล

 

 

  • 00 – 10.00 เล่น Social Media ระหว่างรับประทานอาหารเช้า ล็อคอินเข้า Facebook อัพเดทข้อมูลข่าวสาร ค้นหาหนังสือที่เกี่ยวข้องกับ “Big Data” บนเว็บไซต์ โทรจองร้านอาหารหลังจากที่เห็นโปรโมชั่นใน Facebook ดาวน์โหลดคูปองลดราคาล้างรถ จากโปรโมชั่นของปั๊มน้ำมันที่เห็นใน Line

ผศ.ดร.จงสวัสดิ์ กล่าวว่าพฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่มีเทคโนโลยีมาเกี่ยวข้องเป็นที่มา ทำให้เกิดข้อมูลใหม่ๆ มากมาย ที่สามารถนำมาวิเคราะห์และใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรได้ เพราะข้อมูลและการวางแผนการตลาดออนไลน์ (Social Network Marketing) นั้นเป็นของคู่กัน การปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ต่างๆ ผ่านทางเว็บไซต์หรือสื่อโซเชียลมีเดีย เป็นข้อมูลที่มีคุณค่าต่อการวางกลยุทธ์ทั้งสิ้น ตั้งแต่การคลิกดูผลิตภัณฑ์ การใช้เวลาที่หน้าเว็บไซต์ การใช้คูปองส่วนลด การกดไลค์ แชร์ และคอมเมนท์ ซึ่งจะถูกนำมาวิเคราะห์ เพื่อช่วยให้เข้าใจพฤติกรรม  และแนวโน้มในการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการได้ดียิ่งขึ้น แต่ละองค์กรสามารถมองเห็นและประเมินผลการดำเนินงานจากการทำโฆษณาบนโซเชียลมีเดียว่าความเหมาะสมกับแบรนด์หรือไม่ ดูการตอบรับ รวมถึงการวิเคราะห์กลุ่มลูกค้า

Amazon.com ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ในธุรกิจสินค้าออนไลน์ลำดับต้นๆของโลก เป็นตัวอย่างที่ดีในการนำพฤติกรรมการซื้อสินค้า (Purchasing Behavior) มาช่วยในการส่งเสริมกิจกรรมการขายได้เป็นอย่างดี โดยใช้วิธีการนำเสนอสินค้าที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า ซึ่งอาศัยพฤติกรรมของลูกค้าอื่นที่ซื้อสินค้าลักษณะเดียวกันมาเป็นกรอบในการวางกลยุทธ์

  • 00 – 11.00 ใช้มือถือค้นหาเที่ยวบินไปประเทศญี่ปุ่นผ่านแอฟลิเคชั่นของสายการบิน ซึ่งจากการค้นหานั้น สายการบินสามารถนำข้อมูลมาช่วยในการวางแผนงานได้ เพราะความถี่ของการค้นหา จะเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี สายการบินสามารถส่งข่าวสาร หรือแคมเปญติดตามผล ผ่านแอฟพลิเคชั่นตรงมาที่ลูกค้า ตั้งแต่ส่วนลด การเพิ่มไมล์สะสม ช่วยเพิ่มโอกาสในการดึงลูกค้า หรือหากจะมองในภาพที่กว้างขึ้น ยังสามารถนำข้อมูลการค้นหาทั้งหมด มาวางแผนจัดการทรัพยากรและเที่ยวบินได้เช่นกัน

 

 

  • 00 – 14.00 เดินทางไปรับประทานอาหารกลางวัน โดยรถยนต์ที่มีเทคโนโลยีการตรวจจับความเคลื่อนไหวของคนเดินถนน และยวดยานต์ที่เข้ามาใกล้ มีระบบ Adaptive Cruise Control ที่มีการตรวจจับความเร็วและระยะห่างกับรถคันหน้า พร้อมการปรับความเร็วแบบอัตโนมัติ และยังมี Pilot Assist ซึ่งเป็นระบบขับขี่กึ่งอัตโนมัติ ทำงานร่วมกับระบบช่วยเบรกเพื่อรับมือกับเหตุฉุกเฉิน และในปัจจุบันยังมีการพัฒนาไปถึงขั้นที่ รถยนต์สามารถเชื่อมต่อกับหมวกนิรภัยของผู้ขับขี่จักรยานยนต์ เพื่อตรวจจับความเร็วของผู้ที่เข้ามาใกล้ได้แม่นยำมากขึ้น และทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Steer Assist ควบคุมพวงมาลัยแบบอัตโนมัติเพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุระหว่างการเปลี่ยนเลน

 

 

  • 00 - 19.00 ร่วมงานแสดงสินค้าเทศกาล “กินดื่มเที่ยว ที่เดียวครบ” ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ โดยลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์แอฟพลิเคชั่น มีสายรัดข้อมือแบบ RFID (Radio Frequency Identification) ติดตามตัวและบ่งชี้ผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน ซึ่งเทคโนโลยีนี้ทำหน้าที่ระบุตำแหน่งของผู้เข้าร่วมงานผ่านคลื่นความถี่วิทยุ เครื่องอ่านสายรัดข้อมือ ที่ถูกติดตั้งอยู่ในแต่ละบูธ จะติดตามตำแหน่ง รวมถึงเวลาที่เข้าเยี่ยมชม ข้อมูลที่ถูกเก็บจะช่วยบ่งชี้ถึงความสนใจของผู้เข้าชมงานเป็นอย่างดี ผู้จัดงานสามารถวิเคราะห์ย้อนหลังตั้งแต่เข้าชมที่ใดของงาน ใช้เวลานาน หรือมีการเข้าบูธใดมากกว่า 1 ครั้งทำให้เข้าใจพฤติกรรมชองผู้เข้าร่วมมากขึ้น การจัดเตรียมโปรโมชั่นในอนาคตจะสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม

ผศ.ดร.จงสวัสดิ์ กล่าวสรุปว่า ตัวอย่างของกิจวัตรประจำวันแสดงให้เห็นว่ารอบๆ ตัวเราเต็มไปด้วยข้อมูลมหาศาลและเมื่อเทคโนโลยีรอบๆ ตัวเราได้ถูกพัฒนาให้ฉลาดมากขึ้น ทันสมัยมากขึ้น การเก็บข้อมูลของผู้ใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นก็ทำได้ง่ายและรวดเร็วมากขึ้น ปัจจุบันหลายองค์กรก้าวผ่านกับคำถามที่ว่า “Big Data คืออะไร Big Data สำคัญแค่ไหน และประโยชน์ของ Big Data คืออะไร” ไปไกลกว่านั้นแล้ว เนื่องจากมีกรณีศึกษาและงานวิจัยมากมายที่แสดงให้เห็นว่าการประยุกต์นำหลักการของ Big Data มาใช้ให้เกิดประโยชน์ จะสามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและเกิดความยั่งยืนให้กับองค์กรในระยะยาวได้

แต่สิ่งที่สำคัญในยุคดิจิตอล จะเป็นเรื่องของการสร้างคน การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร และการกำหนดกลยุทธ์เพื่อกำหนดแนวทางให้ชัดเจนว่าจะเริ่มโครงการของ Big Data ที่ระดับไหน เลือกใช้ระบบและเครื่องมือจัดการข้อมูลองค์กรให้เหมาะสมอย่างไร นับว่าผลลัพธ์ที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลจะมีคุณค่าเพิ่มมากขึ้น และสามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage) ให้กับองค์กรได้ นำไปสู่การหาความรู้ใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ และสามารถนำมาประยุกต์ให้เป็นแผนงานที่เป็นรูปธรรม ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุรพงษ์ เลิศสิทธิชัย ผู้อำนวยการ   ศูนย์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผย แนวคิดของการก่อตั้ง ศูนย์เศรษฐกิจสร้างสรรค์กับ MBA Magazine ว่าเริ่มมีมาตั้งแต่ 5 -6 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นมหาวิทยาลัยทางด้านการแพทย์อันดับแรกของประเทศ ซึ่งมีความเข้มแข็งและเชี่ยวชาญทางด้านวิทยาศาสตร์ แต่ขาดศาสตร์ทางด้านการดีไซน์  

ดังนั้นเมื่อพูดถึงด้านครีเอทีฟ อาจจะนึกถึงเพียงวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ จึงได้พยายามชูจุดเด่นด้านการออกแบบขึ้นมาเพื่อให้มี Awareness ภายในมหาวิทยาลัย ว่ามีทั้งความรู้และเทคโนโลยี โดยมีผลงานจากวิทยาลัยนานาชาติของมหาวิทยาลัยฯ  ที่โดดเด่นจนได้รับรางวัลครีเอทีฟ อีโคโนมี เป็นต้นแบบทางด้านท่องเที่ยว จากนั้นก็มีการสานต่อโครงการที่เกี่ยวข้องต่างๆมาอย่างต่อเนื่อง

กระทั่ง 2  ปีที่ผ่านมา ศูนย์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยฯ เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน ในบทบาทของศูนย์ฯ ที่จะเป็นเอาต์เลทในการแสดงโครงการวิจัย ของคณะสังคมศาสตร์  ศิลปศาสตร์ และมนุษย์ศาสตร์ ซึ่งเป็นคณะที่ไม่เน้นในทางวิทยาศาสตร์ โครงการเหล่านี้สามารถนำไปปรับและต่อยอด โดยเฉพาะโครงการในลักษณะครีเอทีฟอีโคโนมีต่างๆ ที่เชื่อมโยงความรู้ทั้งวัฒนธรรม ภาษาศาสตร์ หรือศิลปศาสตร์ ที่นำไปสร้างสรรค์เป็นแอพพลิเคชั่นที่เกี่ยวข้องได้

เป็นจังหวะเดียวกันกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่มีการต่อยอด 5 อุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ 5 S-Curve เก่าและ 5 S-Curve ใหม่  จึงเป็นการขับเคลื่อนที่สอดคล้องกันกับนโยบายของรัฐบาล โดยศูนย์ฯจะตั้งอยู่กับดิจิทัลอีโคโนมี และครีเอทีฟอีโคโนมี นำนักวิทยาศาตร์ของมหิดลเข้ามาช่วยสนับสนุน ใช้ความเข้มแข็งของมหาวิทยาลัยควบคู่ไปด้วยกัน  เป็นที่มาของศูนย์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยม.ร.ว. ปรีดียาธร เทวกุล ประธานกรรมการบริหารของศูนย์ฯ ที่เล็งเห็นถึงศักยภาพว่าจะสามารถตั้งศูนย์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของมหิดล ให้เป็นศูนย์ระดับชาติ และสนับสนุนให้ชูศักยภาพของโครงการเพื่อมีส่วนช่วยในการชี้นำทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ

 

ยกตัวอย่าง “โครงการสร้างสรรค์สารานุกรม ตารางสีอาเซียน” ซึ่งเป็นผลงานที่ศูนย์ฯ เห็นศีกยภาพในการต่อยอด  เช่น นำไปสนับสนุนผู้ประกอบการเพื่อเจาะตลาด CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) เพราะเรื่องของสีเป็นเรื่องใกล้ตัว ที่ยังไม่เคยมีผู้ใดรวบรวมไว้อย่างชัดเจน ตั้งแต่สีประจำชาติ หรือสีที่ไทยเรียกต่างกับสีของสากล ผศ. ดร.สุรพงษ์ กล่าวเสริมว่า องค์ความรู้เรื่องสีของไทยนั้นมีเป็นจำนวนมาก ดังที่อาจารย์ของมหาวิทยาลัยศิลปากรเรียกว่า ไทยโทน  โดยการนำสีแดงชาดของไทย ไปเทียบโทนว่าเป็นค่า RTB ระดับใด หรือสีเลือดหมูนั้นแดงแค่ไหน และมีต้นตอมาจากอะไร ซึ่งเชื่อมโยงกับวัตถุดิบในประเทศ หรือเชื่อมโยงกับสถานที่ต้นกำเนิดของสี  เมื่อมีคนสนใจในเรื่องเหล่านี้ จะสามารถนำไปสู่เรื่องราวที่เกี่ยวข้องได้ ทั้งการท่องเที่ยว หรือสินค้าประจำท้องถิ่น  เช่น คราม ซึ่งในสีสากลคือ Indigo  มาจากต้นครามที่ให้กำเนิดสีน้ำเงินเข้ม ปลูกกันมากที่จังหวัดสกลนคร เป็นต้น 

ในแต่ละประเทศมีความเชื่อในเรื่องสีที่แตกต่างกันไป เช่น สีเขียวที่อินโดนีเซีย เป็นสีประจำชาติ ห้ามนำมาใช้กับของต่ำ องค์ความรู้เหล่านี้มาจากสังคมศาสตร์ และมนุษย์ศาสตร์ ซึ่งมีคุณค่าในตัวเอง และควรนำออกมาเผยแพร่ การจำหน่ายสินค้าในประเทศอาเซียน หากไม่มีองค์ความรู้นี้ จะต้องทำการศึกษาอีกมาก เมื่อมีการรวบรวมมาแล้ว จะมีประโยชน์ในการทำธุรกิจ มีคำแนะนำให้นำโครงการไปเสนอที่บริษัท SCG  ซึ่งมีการจำหน่ายกระเบื้องคอตโตเข้าไปใน 8 ประเทศของอาเซียน

แนวความคิดนี้ถือเป็นตัวอย่างของความร่วมมือ ที่ทำให้เห็นสเกลของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพราะการผลิตลายกระเบื้องส่งตลาดในอาเซียน นอกจากสามารถต่อยอด ยังสอดคล้องกับแนวคิดของผลิตภัณฑ์ ที่ไม่ได้ขายที่ตัวสินค้า แต่เป็นการขาย MOOD & TONE ถือเป็นการเพิ่มมูลค่า โดยใส่สีและเรื่องราวเข้าไป ตัวอย่างเหล่านี้ เป็นโปรเจคและองค์ความรู้ที่มีการรวมจุดเด่นในด้านเทคโนโลยีผสานดีไซน์ของศูนย์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และมหาวิทยาลัยมหิดลเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมให้เกิดขึ้นมา

 

 

อีกหนึ่งโปรเจคที่ทรงคุณค่าคือ “โปรแกรมเทียบเสียงเครื่องดนตรีไทย” (Thai Musical Instrument Tuner Application) แอพพลิเคชั่นในการจูนเสียงเครื่องดนตรีไทยที่มีองค์ความรู้ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 รวบรวมข้อมูลค่ามาตรฐานของความถี่เสียงเครื่องดนตรีไทย สำหรับคนที่ไม่เคยเล่นดนตรีไทย อาจจะไม่ทราบว่า “โดเรมี”  ของไทยกับตะวันตกนั้นไม่ใช่ระดับเดียวกัน และเป็นเหตุผลที่ เครื่องดนตรีไทยกับสากลไม่สามารถเล่นด้วยกันได้  ศูนย์ฯจึงนำข้อมูลนี้มาสานต่อค่าความถี่เสียงดนตรีไทยของกรมศิลปากร โดยผ่านการคำนวณด้วยอัตราส่วนคงที่ ไว้เป็นมาตรฐานหลัก ขึ้นเป็นแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือชื่อ “THAI TUNER”  ให้เป็นต้นแบบและเสียงแกนกลาง เพื่อรักษามาตรฐานเสียงของดนตรีไทยให้อยู่คู่กับสังคมไทย และเป็นการพัฒนาระบบการเทียบเสียงดนตรีไทยให้ทันสมัย ทัดเทียมอารยประเทศ ช่วยแก้ไขปัญหาความถี่เสียงดนตรีไทยที่มีความคลาดเคลื่อนอยู่ในปัจจุบัน

ปั้น Startup อีกก้าวของศูนย์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ม.มหิดล

หลังจาก 5 โครงการหลักแล้ว  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุรพงษ์ กล่าวว่า ยังมีการขยายในส่วนของการสนับสนุน ผู้ประกอบการ Startup ในโครงการ MU Design Thinking Workshop  ซึ่งเป็นกิจกรรมภายใต้โครงการ Entrepreneurship Education ที่ศูนย์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ดำเนินการร่วมกับ สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยมหิดล (INNOTECH) ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจาก สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างผู้ประกอบการวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) ตามวิสัยทัศน์ไทยแลนด์ประเทศไทย 4.0 รวมทั้งสนับสนุนกิจกรรมของมหาวิทยาลัย ในการก้าวสู่มหาวิทยาลัยแห่งการพัฒนาผู้ประกอบการ (Entrepreneurial University) ในอนาคต

กิจกรรม MU Design Thinking Workshop มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาทักษะในการคิดเชิงสร้างสรรค์ และการคิดเชิงวิเคราะห์ (Creative and Critical Thinking) และเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน โดยครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย นักศึกษาปริญญาตรี โท เอก นักวิจัย บุคลากร รวมถึงบุคคลภายนอก มีผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 600 คนซึ่งได้นำกระบวนการ Design Thinking มาใช้ในการสร้างสรรค์ไอเดีย และผลิตภัณฑ์ใหม่

โดยเนื้อหาหลักของกิจกรรม มุ่งเน้นให้ผู้เข้าอบรมค้นหาแนวทางในการสร้างธุรกิจ เริ่มจากปัญหาที่พบ นำไปสู่การตั้งโจทย์และการหาแนวทางแก้ไข โดยผู้จัดมีที่ปรึกษา (Mentor) คอยช่วยแนะนำ แบ่งการทำงานเป็นกลุ่ม เพื่อให้เกิดความหลากหลายของ  การจัดแบ่งเป็น series 4 รอบ และรอบภาษาอังกฤษ 1 รอบ โดยมี ผู้เชี่ยวชาญด้าน Design Thinking  และวิทยากรที่เป็นผู้ประกอบการ Startup  เข้าร่วมเป็นโค้ชให้ผู้เข้าอบรม   ซึ่งในแต่ละรอบของการอบรม ผู้เข้าอบรมจะได้รับความรู้จากวิทยากรรับเชิญในหลากหลายวงการ เช่น  Startup กลุ่มนักออกแบบ ไอที หรือนักวิชาการ เป็นต้น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุรพงษ์ เลิศสิทธิชัย ผู้อำนวยการ   ศูนย์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยมหิดล

นับว่าผลลัพธ์จากการอบรมในโครงการนี้  ได้จุดประกาย ไอเดีย หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มากกว่า 20 ผลงาน จากนั้นศูนย์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ จึงได้จัดกิจกรรม Pitching และพิธีมอบรางวัล MU Design Thinking Workshop เพื่อคัดสรรโครงการที่มีคุณภาพ และพร้อมพัฒนาต่อยอดถึง 12 ผลงาน และมอบรางวัลให้ผลงานที่สุดยอด 4 ผลงาน  โครงการที่ชนะเลิศได้รับรางวัลอันดับที่ 1 คือโครงการ Pharmaget หรือ Pharmacy Marketplace Platform เป็นการนำระบบ Website และ Application Platform มาเป็นตัวกลางระหว่างบริษัทผู้ผลิตยาและร้านขายยารายย่อย รองรับพฤติกรรมเจ้าของร้านขายยาที่เป็นกลุ่ม Gen-Y

สำหรับรางวัลชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่โครงการ “เศษผักจัดการได้” แนวคิดในการเพิ่มมูลค่าให้กับขยะอินทรีย์ด้วยการนำมาเพาะเลี้ยงจุลินทรีย์ ให้สามารถผลิตกรด Citric ซึ่งมีความต้องการจากกลุ่มอุตสาหกรรมหลากหลาย นอกจากจำกัดขยะได้ ยังสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับขยะได้มากกว่าระบบการจัดการขยะที่มีอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้ง ลดการนำเข้ากรดดังกล่าวจากต่างประเทศได้

ส่วนรางวัลชนะเลิศอันดับที่ 3 มีจำนวน 2 รางวัลได้แก่ โครงการ Develop from Side Car ซึ่งมีแนวคิดในการออกแบบ Side Car ให้มีขนาดพอเหมาะกับเส้นทางสัญจรขนาดเล็ก สามารถถอดเข้า-ออกได้ เพื่อรองรับการเดินทางของผู้สูงอายุ การเคลื่อนย้ายผู้พิการ หรือผู้เจ็บป่วยฉุกเฉิน และโครงการ AlCohol Alert เป็นไอเดียการสร้างสรรค์นวัตกรรมสำหรับวัดปริมาณแอลกอฮอล์และแอพลิเคชั่นเชื่อมต่อเพื่อคำนวณ ประมวล แปรผล และบันทึกสถิติปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายและพฤติกรรมการดื่ม

ผลงานที่ได้รับมอบรางวัลเหล่านี้ สามารถต่อยอดนำไปสู่การจดสิทธิบัตร หรือรับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอื่นๆ ดำเนินการโดยสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INNOTECH) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลและบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยมหิดลอีกด้วย พร้อมกันนี้ยังอาจได้รับคัดเลือกจากผู้ที่เข้าชมงานในการถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือนำผลงานไปต่อยอดเป็นนวัตกรรมใหม่ได้ต่อไป

ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ทิ้งท้ายถึงความสำเร็จของโครงการนี้ว่า  ในสเต็ปต่อไปทางศูนย์ฯ มีการวางแผนจะจัดโครงการในปี  2561 ที่มุ่งผลักดันให้เกิดการต่อยอดทางธุรกิจ และสร้างผู้ประกอบการ Startup รองรับยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมของรัฐบาลตามนโยบาย Thailand 4.0 ให้ดียิ่งขึ้น

หลายคนคงไม่คาดคิดว่า App MEB  สำหรับอ่านอีบุ้ค ที่รู้จักกันดีในตลาดหนังสือออนไลน์นั้น มีจุดเริ่มต้นจากกลุ่มคนทีมีใจรักการอ่าน  พร้อมด้วยวิสัยทัศน์ที่มองการณ์ไกลว่า วงการหนังสือไทย ต้องเตรียมรับมือกับการเข้ามาของดิจิทัล เช่นเดียวกับหลายอุตสาหกรรม ที่พยายามทางออกกับการเปลี่ยนแปลงนี้

ซึ่งดูเหมือนว่าตั้งแต่จุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลง ที่มีเส้นทางจากบริษัท IT start up กระทั่งปัจจุบันที่ได้การตอบรับจากนักอ่านเป็นอย่างดี จนผลงานเข้าตาร้านขายหนังสือและเครื่องเขียน B2S ของกลุ่มเซ็นทรัล ส่งผลทำให้ บ.เมพคอร์ปอเรชั่น  ได้พันธมิตรที่สำคัญเข้าร่วมลงทุนเข้าซื้อหุ้น MEB ถึงจำนวน 75%

ผู้บริหารบริษัท เมพ คอร์ปอเรชั่น รวิวร มะหะสิทธิ์”  เปิดใจกับนิตยสาร MBA ว่า MEB เริ่มมาจาก Engineer  ซึ่งตนเป็น Engineer ที่รักในหนังสือ และการเป็นคนในวงการไอที ที่เรียนจบมาทางอิเล็คทรอนิคส์ รวมทั้งมีช่วงหนึ่งได้เป็นเบื้องหลังของการพัฒนาระบบนั้น ส่วนหนึ่งจึงเป็นความได้เปรียบที่มีความเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี

อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญที่สุด คือต้องอาศัยความสนใจส่วนตัว เพราะไม่ได้หมายความว่าคนที่จบ Engineer ทุกคนจะมาทำอีบุ้คได้  ถ้าไม่มีความเข้าใจในธุรกิจหนังสือ แต่เป็นความลงตัวของ Engineer ที่รักหนังสือ จึงทำสิ่งนี้ออกมาได้ และเมื่อมาถึงปัจจุบัน MEB ก็เข้าสู่ปีที่ 6 แล้ว 

 

 

ช่วงหนึ่งในชีวิต เราเคยมีโอกาสทำสำนักพิมพ์มาด้วยซ้ำ เป็นสำนักพิมพ์เล็กๆ ในเวลานั้น เราได้เห็นข้อจำกัดของคนที่พิมพ์หนังสือหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของร้านหนังสือ การจัดส่งหนังสือ สายส่ง กระบวนการทั้งหมดนี้ ทำให้เราเห็นปัญหาได้ชัดเจนมากขึ้น เมื่อมาถึงจุดที่คิดจะทำร้านอีบุ้คของตัวเองขึ้นมา จึงต้องคิดถึงปัญหาต่างๆที่เคยเจอ

ซึ่งปัญหาทั้งหลายที่กล่าวมานั้น เมื่อเป็นร้านอีบุ้คจะสามารถตัดปัญหาทั้งหมดที่ร้านหนังสือมี นับตั้งแต่ไม่มีต้นทุนค่าวางจำหน่าย นักเขียน ได้รับส่วนแบ่งรายได้ที่เหมาะสม ไม่มีการรับหนังสือที่กว้าง ไม่จำกัดแนว  

นอกจากนี้ ในอดีตที่ขายหนังสือ จะมีปัญหาเรื่องการรู้ยอดขายช้า บางครั้งใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะรู้ว่าขายได้จำนวนกี่เล่ม ซึ่ง เป็นข้อจำกัดทำให้การวางแผนธุรกิจทำได้ยาก ในขณะที่ระบบของอีบุ้ค จะทำให้เจ้าของผลงานสามารถเช็คยอดขายได้ทันทีที่หนังสือวางขาย หรือในมิติของการเงิน ก็จะมีอัตราการรีเทิร์นกลับมาที่เร็วมาก เพราะในอัตราขั้นต่ำเพียง 100 บาทก็มีการจ่ายค่าเรื่องให้นักเขียนแล้ว

นั่นหมายความว่า เป็นการเปิดช่องให้นักเขียนรายย่อย มีผลงานสามารถทำเงินสร้างรายได้ ไม่ต้องระดับเงินหมื่นเงินแสนถึงจะวางบิล เงินจะโอนเข้าบัญชีให้โดยอัตโนมัติ

“สิ่งเหล่านี้  คือการตอบโจทย์ธุรกิจ ตอบโจทย์คนทำหนังสือโดยตรง”  และไม่เพียง MEB เท่านั้นที่โต ยังทำให้ตลาดอีบุ้คเติบโตไปด้วย เพราะเป็นคนที่ทำหนังสือมาก่อน ทุกอย่างทำไปบนพื้นฐานของความเข้าใจ คนที่เข้ามาร่วมงานด้วยรู้ว่า เราเข้ามาในธุรกิจนี้เพราะเรารักหนังสือ และอยากให้คนที่ทำหนังสือมีโอกาส มีทางออก รุ่งเรืองขึ้น ดีขึ้น”

 

Pixipe ครีเอทีฟมาร์เก็ต เพลส ออนด์ดีมานด์

รวิวร เล่าต่อว่า  ทุกวันนี้ MEB เป็นอีบุ้คมาร์เก็ต เพลส ที่ได้รับการตอบรับเป็นผู้นำอันดับต้นๆของตลาด e-book reader  เป็นที่มาของการขยายมาสู่การสร้างมาร์เก็ตเพลส ในหลักการของการนำ Content อีกแบบหนึ่ง  ซึ่งอยู่บนพื้นฐานและแนวคิดที่ว่า จะสามารถสร้างมาร์เก็ตเพลส จาก Content อื่นได้หรือไม่ และรูปแบบไหนที่ยังไม่มีใครเข้ามา แต่มีตลาดรองรับอยู่ เช่น “เพลง” ที่ไม่ทำเพราะมีผู้เล่นรายอื่นทำแล้ว และตลาดมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง หรือ “หนัง” มีแต่จะล้มหายตายจาก ไม่ค่อยมีตลาด ”

ส่วน Rising Star คือ ทุกวันนี้ที่เราเล่นโซเชียลฯ กัน จะเห็นว่ามี Creator หน้าใหม่เกิดขึ้นในวงการอย่างมากมาย ทั้งคนที่วาดรูป คนสร้างสรรค์ต่างๆ จะเห็นว่ามี Content ดีๆจำนวนมหาศาล จึงเป็นที่มาของการนำ Content ของ Creator มาทำ Pixipe ซึ่งเป็นมาร์เก็ตเพลส และที่สำคัญคือไม่ใช่เป็นเพียงแค่ ครีเอทีฟมาร์เก็ตเพลสทั่วไป แต่เป็นครีเอทีฟมาร์เก็ตเพลส ออนด์ดีมานด์

โดยปกติแล้ว รูปแบบของรีเทล จะต้องมีการผลิตสินค้า รวมถึงมีสต็อคสินค้ามารอไว้ ทำให้สินค้าที่วางขายไม่มีความหลากหลาย เพราะติดเรื่องของการสต็อค

แต่หากเป็น Pixipe  เราผลิตสินค้าให้ลูกค้าตามออร์เดอร์ ทำให้มีคอลเลคชั่นเป็นตัวเลือกให้กับลูกค้ามาก ไม่ได้มีเฉพาะของที่ขายได้  แต่มีทั้งของที่ขายได้ ของที่ได้รับความสนใจ ของที่มาเป็นกระแส ของที่มีการเคลื่อนไหว สิ่งเหล่านี้จะมีพื้นที่บน Pixipe ทุกวัน

 

 

มองโอกาสใหม่ที่มากับดิจิทัลในอนาคต

ธุรกิจในวันนี้ยังคงโฟกัสที่ MEB และโฟกัสไปที่ Pixipe เพราะเป็นมาร์เก็ตเพลสเปิดใหม่ของเรา ที่เชื่อมั่นว่ามีศักยภาพเต็มเปี่ยม เพราะถ้าจะเปรียบเทียบจากมูลค่าตลาดหนังสือที่ประมาณ  1 – 1.2 พันล้านบาท แต่ธุรกิจแฟชั่นรีเทลนั้นมีมูลค่าตลาดสูงถึงหลักแสนล้านบาท  นั่นหมายถึงเรากำลังรุกคืบไปสู่ตลาดซึ่งแชร์มากกว่า และมีมาร์เก็ตไซด์ที่ใหญ่กว่า

MEB เป็น Cash Cow ที่มั่นคงและเรายังไม่เปิดมุมใหม่ในวันนี้ ถึงแม้ว่าบางคนอาจนิยามว่า เราไม่ใช่สตาร์ทอัพ เพราะเรารุ่งไปแล้ว แต่ในความเป็นจริงเราไม่ได้ยึดติดว่าจะไม่ทำอะไรอื่นต่อไปอีก เราเลือกที่จะถอยกลับมาเป็นสตาร์ทอัพเพื่อที่จะแข่งขัน การนับหนึ่งใหม่ในโปรเจค Pixipe ถือว่ามีความท้าทายใหม่ โอกาสใหม่ มีความยากแบบใหม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราไม่กลัว ตรงนี้เองที่จะนิยามได้อย่างชัดเจนว่าเป็นสตาร์ทอัพตัวจริง

Page 1 of 8