×

Warning

JUser: :_load: Unable to load user with ID: 813

JUser: :_load: Unable to load user with ID: 840

ความร่วมมือของ ซันเดย์ อินส์ จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำอินชัวร์เทค (InsurTech) และผู้ให้บริการประกันสำหรับบริการเรียกรถโดยสารเป็นรายแรกในประเทศไทย กับแกร็บ เพื่อสร้างสิทธิประโยชน์สำหรับพาร์ทเนอร์ผู้ขับใน 3 แบบ ได้แก่ ความคุ้มครองให้กับรถระหว่าง    รับ-ส่ง ผู้โดยสาร ประกันสุขภาพสำหรับพาร์ทเนอร์ผู้ขับ และประกันภัยรถยนต์ในราคาพิเศษสำหรับ แกร็บโกลด์ (บริการรถเช่าเพื่อพาร์ทเนอร์ผู้ขับแกร็บ) พาร์ทเนอร์ผู้ขับของแกร็บจะได้รับความคุ้มครองทั้งในขณะรับ-ส่งผู้โดยสาร และขณะใช้ขับส่วนตัว เมื่อซื้อประกันรถยนต์กับซันเดย์ในราคาพิเศษ ทำให้สามารถลดรายจ่ายในการขับลงและมีรายได้เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้พาร์ทเนอร์ผู้ขับที่ได้รับเลือกยังได้รับประกันสุขภาพซึ่งทำให้สามารถรับการรักษาจากโรงพยาบาลชั้นนำได้โดยไม่มีค่าบริการ และสุดท้ายซันเดย์ยังให้ประกันภัยรถยนต์ในราคาพิเศษสำหรับรถเช่าเพื่อขับกับแกร็บ หรือ แกร็บโกลด์ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อทำให้อัตราค่าเช่ารถมีราคาถูกลง และให้พาร์ทเนอร์ผู้ขับของแกร็บมีรายได้เพิ่มขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นผลจากความร่วมมือระหว่างซันเดย์และแกร็บ เพื่อที่จะเข้าใจและเข้าถึงพาร์ทเนอร์ผู้ขับของแกร็บ และให้สิทธิพิเศษที่เหนือกว่าผู้ให้บริการรายอื่นๆ

ซินดี้ กัว ผู้ก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของซันเดย์ อินส์ จำกัด เผยว่า “ในฐานะที่เป็นอินชัวร์เทคในไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ที่ต้องการจะปฏิรูปการให้บริการของประกันภัย เราใช้เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนช่วยให้เข้าใจลูกค้ามากขึ้น และสร้างผลิตภัณฑ์สำหรับลูกค้าแต่ละคนในราคาที่เหมาะสม เพราะเราเชื่อว่าลูกค้าทุกคนมีความต้องการที่แตกต่างกันออกไป

โดยมีจุดเด่น คือ ลูกค้าจะได้รับราคาที่เหมาะสม โดยลูกค้าสามารถเลือกความคุ้มครองได้ด้วยตนเองทำให้ได้รับผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ลูกค้าพอใจในงบประมาณที่กำหนดเอง ซึ่งเหนือกว่าการซื้อประกันภัยแบบแพ็คเกจที่ไม่เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้เลือก อีกจุดเด่นคือระบบการวิเคราะห์ข้อมูลที่ทันสมัย ซันเดย์วิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าโดยการใช้ Big data analytics ทำให้สามารถเข้าใจลูกค้าได้ดีขึ้น และออกแบบโปรโมชั่นและผลิตภัณฑ์ที่ตรงใจลูกค้า อีกทั้งยังทำให้ลูกค้าได้รับการบริการที่รวดเร็วแบบบูรณาการ ทั้งระบบการขายและการเคลม สุดท้ายนี้เราต้องการให้ทำให้ประกันภัยเป็นเรื่องง่าย และประหยัดเวลาเพื่อให้ลูกค้าได้ใช้เวลากับสิ่งอื่นๆที่สำคัญในชีวิต

นอกจากนี้เรายังพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะหาคู่ค้าทางธุรกิจที่สามารถใช้ประกันในการสร้างชีวิตที่ดีขึ้นให้กับลูกค้าเช่นเดียวกับที่เราร่วมมือกับแกร็บ เราเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าซันเดย์นั้นสามารถที่จะช่วยบรรเทาปัญหาต่างๆที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขในยุคดิจิตอลได้เป็นอย่างดี

 

 

 

การทำงานร่วมกับแกร็บในการสนับสนุนพาร์ทเนอร์ผู้ขับแกร็บ และวิสัยทัศน์ของทั้งสองบริษัทนั้นสอดคล้องกันในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพาร์ทเนอร์ผู้ขับของแกร็บ เพราะพาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่ทุกคนนั้นทำงานหนัก และบางคนก็ยังเป็นเสาหลักของครอบครัว

 ธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แกร็บแท็กซี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า พาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่เป็นหัวใจหลักของแกร็บในการพัฒนาการเดินทางของผู้คนรวมถึงสร้างการเชื่อมต่อระหว่างผู้คนกับสิ่งที่มีคุณค่าต่อพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นคนที่พวกเขารัก เพื่อนฝูง สถานที่ที่ชอบไป สถานที่ทำงาน และอื่นๆ 

ทั้งนี้แกร็บมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาชีวิตของพาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่ตั้งแต่วันแรกที่ที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เพราะเราเชื่อว่าจะส่งผลถึงคุณภาพในการให้บริการแก่ผู้โดยสาร การเป็นพันธมิตรกับซันเดย์ในครั้งนี้จะตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการมอบความครอบคลุมด้านประกันที่หลากหลายแก่ผู้ขับขี่ รวมถึงยานพาหนะและครอบครัว

นอกเหนือไปจากการประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลที่คุ้มครองทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ทั้งนี้แกร็บมีความยินดีที่จะต้อนรับผู้ขับขี่ใหม่ๆ ที่จะมาร่วมกับเราในอนาคตรวมถึงขยายบริการเพื่อที่จะตอบสนองต่อความต้องการในชีวิตประจำวันแก่ผู้บริโภค โดยเป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นของแกร็บในการเป็นแอพพลิเคชั่นสำหรับทุกวันสำหรับผู้บริโภคชาวไทย

ความสำเร็จของกลุ่มเจมาร์ท เริ่มต้นอีกครั้งเมื่อบริษัทย่อย เจ เวนเจอร์ส (JVC) เปิดตัว JFIN Coin โทเคนสัญชาติไทยพันธ์แท้ ลงสนามเทรดในตลาดรองครั้งแรก (1st Trading Day) วันที่ 2 พฤษภาคม 2561 บนกระดาน COIN ASSET จากนั้นเตรียมพร้อมเทรดบนกระดาน Cash2Coins วันที่ 9 พฤษภาคมนี้ อีกครั้ง พร้อมเตรียมแผนโรดโชว์ต่อเนื่องในต่างประเทศ โดยเงินที่ได้จากการระดมทุนนั้น จะนำมาใช้พัฒนาระบบสินเชื่อแบบดิจิทัลที่ไม่มีตัวกลาง หรือ JFIN DDLP ซึ่งคาดจะแล้วเสร็จในปี 2562

อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ JMART  เปิดเผยถึงความสำเร็จของ บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด หรือ JVC บริษัทย่อยที่ JMART ถือหุ้นในสัดส่วน 80% ดำเนินธุรกิจพัฒนาซอฟท์แวร์ และแอฟพลิเคชั่นทางด้านฟินเทค ลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพ และเป็นรายแรกในประเทศไทยของกลุ่มบริษัทมหาชน ที่เข้ามาระดมทุนด้วยการทำ Initial Coin Offering (ICO) ในชื่อเหรียญ JFin Coin โทเคนสัญชาติไทยที่สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ของโลกการเงิน เดินหน้าเข้าซื้อขายในตลาดรองวันที่ 2 พฤษภาคม 2561 เป็นวันแรก นับเป็นการปลุกกระแส ICO ในประเทศไทย ที่สร้างมาตรฐาน เป็นแบบอย่างที่ดี  และสามารถตรวจสอบได้ พร้อมที่จะอยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานภาครัฐบาล ที่เตรียมจะประกาศกฎเกณฑ์ต่างๆ ออกมาควบคุม ดูแล และสนับสนุนในอนาคต

 

 

อดิศักดิ์ สุขุมวิทย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) 

 

โดยบริษัทฯ เชื่อว่า ด้วยความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนในเทคโนโลยี และแผนธุรกิจของเจ เวนเจอร์ส รวมทั้ง ความเชื่อมั่นต่อเจมาร์ทในฐานะบริษัทแม่ ที่ก่อตั้งและดำเนินธุรกิจมากว่า 30 ปี เป็นบริษัทที่มีธรรมาภิบาลที่ดี จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นอีกส่วนสำคัญที่ทำให้ JFIN ได้รับการตอบรับเกินคาดหมายตั้งแต่เปิดให้จองซื้อ วันนี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญที่พิสูจน์แล้วว่า เจมาร์ทเป็นผู้นำและจะเป็นแบบอย่างที่ดี ไม่ทำให้ผู้เกี่ยวข้องทุกส่วนผิดหวังอย่างแน่นอน

ธนวัฒน์ เลิศวัฒนารักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด หรือ JVC ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ และแอพพลิเคชั่นทางด้าน Fintech และลงทุนในธุรกิจ Started-up เปิดเผยว่า JFIN จำนวน 100 ล้านโทเคน ที่ได้เข้าทำการซื้อขายในตลาดรองเป็นครั้งแรก (1st Trading Day) วันที่ 2 พฤษภาคม 2561 นี้ เวลา 10:00 น. เป็นอีกหนึ่งในความภาคภูมิใจของทีมผู้บริหาร พนักงาน ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน  ผ่านตัวกลางพันธมิตรกระดานเทรด COINASSET ซึ่งเป็นกระดานเทรด Cryptocurrency ของคนไทย ที่มีความพร้อม น่าเชื่อถือ และปลอดภัย นอกจากนี้ ยังเพิ่มกระดานเทรดใน Cash2Coins ในวันที่ 9 พฤษภาคม 2561 

หน้าที่ของเจเวนเจอร์สต่อจากนี้ คือ การให้ข้อมูลและบอกความเคลื่อนไหวของบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนโรดโชว์ในต่างประเทศเพิ่มเติมอีก เริ่มต้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อน  เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเข้าถึงผู้ลงทุนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ด้วยความมุ่งหวังให้ JFIN เป็นที่รู้จักในฐานะเหรียญของคนไทยที่ได้รับการยอมรับระดับสากล และวางแผนไปเทรดในกระดานต่างประเทศที่ HitBTC ที่ฮ่องกง และ Upbit ที่เกาหลีใต้ ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการ

ทั้งนี้ JFin มีจำนวนดิจิทัลโทเคนทั้งหมด 300 ล้านโทเคน โดยนำมาทำ ICO ในรอบนี้ครั้งแรก 100 ล้านโทเคน ที่ราคาขาย 6.60 บาทต่อโทเคน เงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้ราว 660 ล้านบาท ทีมงานได้เริ่มดำเนินการพัฒนาระบบ JFIN Decentralized Digital Lending Platform (DDLP) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการให้บริการการกู้ยืมที่อยู่บนระบบบล็อคเชน มีความปลอดภัยสูง คาดระบบจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 4/2562 จะนำไปใช้ในธุรกิจสินเชื่อของบริษัท เจ ฟินเทค จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ และเชื่อมั่นว่า ด้วยจุดแข็งจาก Ecosystem ในกลุ่มเจมาร์ท จะสนับสนุนให้ JFIN ที่ออกมาในครั้งนี้ ได้รับความเชื่อมั่น มีเสถียรภาพ และเจริญเติบโตได้

นิตยสาร MBA  จัดสัมนาในหัวข้อ  “ICO  IN  ACTION  SEMINAR :  ยุทธการก้าวสู่ ICO”  เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจในกระบวนการระดมทุน Initial Coin Offering (ICO) สำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุนผู้ที่สนใจ ในวันอังคารที่ 24 เมษายน 2561 ณ ห้องประชุม อีเทอนิตี้ บอลล์รูม โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ ช่วงบ่าย

ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว ผู้ก่อตั้งนิตยสาร MBA กล่าวว่า “ในฐานะสื่อ เรามีหน้าที่ในการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องและสร้างให้สังคมเกิดความรู้ความเข้าใจในเรื่องราวใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งปัจจุบันนี้เป็นเทคโนโลยีที่กำลังเป็นที่สนใจของกลุ่มนักลงทุน งานสัมนานี้เราจัดขึ้นเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากความไม่รู้ เพื่อสร้างโอกาสและสนับสนุนผู้ประกอบการที่มีหัวก้าวหน้า Startup นักลงทุน สื่อมวลชน      ตลอดจนบุคคลที่สนใจในการเพิ่มพูน ความรู้ในการพัฒนาเพื่อเพิ่มศักยภาพในเวทีสกุลเงินดิจิทัล  และเป็นรากฐานในการพัฒนาบุคลากรที่สนใจตลาดเงินดิจิทัลต่อไป”

 

ดร.วรพล โสคติยานุรักษ์ 

 

ทั้งนี้ เรื่องของเงินดิจิทัลและการระดมทุน ICO กำลังเป็นกระแส และเป็นที่สนใจในกลุ่มนักลงทุน และผู้ประกอบการ  ดร.วรพล โสคติยานุรักษ์  สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประธานคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย FinTech  และประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาพระราชบัญญัติระบบชำระเงิน สภานิติบัญญัติ ได้ให้ความเห็นว่า “Technology Disruption ก่อให้เกิดโอกาสในการเกิดธุรกิจใหม่ๆ เกิดโฉมใหม่ของตลาดทุน และการก้าวกระโดดของเศรษฐกิจ ซึ่งการระดมทุนในรูปแบบของ ICO นั้นเป็นเทคโนโลยีใหม่ เป็นเครื่องมือสำคัญอีกช่องทางในการระดมทุนทางการเงินที่จะช่วยสานฝันให้กับผู้ประกอบการ เกิดการระดมทุน เกิดการจ้างงาน จึงมีความจำเป็นที่หน่วยงานของรัฐต้องพัฒนาและเข้ามากำกับดูแลให้ตลาดทุนแนวใหม่นี้สามารถเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและธุรกิจได้จริง ป้องกันไม่ให้ผู้ที่มีความคิดในทางที่ไม่ถูกต้องเอาไปใช้ประโยชน์ในทางเสียหายได้”

 

พันเอก ดร. เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ

 

พันเอก ดร. เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ  กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติ  (กสทช.) กล่าวว่า “โลกกำลังก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เป็นกระแส  สึนามิที่ไม่ สามารถต่อต้านได้  ระบบโทรคมนาคม 5 G ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ในปี 2020-2025 จะเชื่อมโยงโลกให้เข้าสูความเป็นดิจิทัล  โลกแห่งการลงทุนและการเงินการธนาคารจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย เทคโนโลยี Blockchain จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น  ทำให้ผู้คนมีพลังอำนาจ และขีดความสามารถในการลงทุนจะอยู่ในมือผู้บริโภคโดยไม่ต้องพึ่งสถาบันการเงิน”

 

 

ในงานสัมนามีผู้เชี่ยวชาญและนักธุรกิจที่สนใจในเรื่องสกุลเงินดิจิทัลมาร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้ อาทิ สุรเดช  ทวีแสงสกุลไทย  ผู้ก่อตั้งโครงการขอนแก่นพัฒนาเมือง (KKTT)และโครงการจังหวัดพัฒนาเมือง ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ช. ทวี จำกัด (มหาชน) 

ปรมินทร์   อินโสม นักพัฒนาเงินดิจิทัลและผู้ก่อตั้ง ZCoin , SATANG  และ TDAX 

ชลเดช เขมะรัตนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทฟินเทค (ประเทศไทย) จำกัด                 

จักรกฤช ทัฬหชาติโยธิน Co-Founder and Chief Blockchain Officer, Six Corporation PTE Ltd.

และเอกชัย สุขุมวิทยา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด

ในประเด็นของเสวนาว่าด้วย ICO : Opportunities and Consideration โดยผู้จัดคาดหวังว่าจะเป็นโอกาสในการต่อยอดการพัฒนาทางการเงินให้บูรณาการกับภาคธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับภาคการเงิน เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างครบวงจรต่อไป

 

ดร.สมพร  สืบถวิลกุล  กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทิพยประกันภัย จัดกิจกรรม “สุขสงกรานต์ สดใสทิพยประกันภัยคุ้มครองทั่วไทย ห่วงใยทั่วถึง” เพื่อร่วมสืบสาน ประเพณีสงกรานต์ ปีใหม่ไทย โดยให้ผู้บริหารและพนักงานร่วมแต่งกายด้วยชุดไทย สรงน้ำพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ รดน้ำขอพรผู้บริหารระดับสูง ณ อาคารทิพยประกันภัยสำนักงานใหญ่และสำนักงานสาขาพร้อมกันทั่วประเทศ

 “ธนาคารไทยพาณิชย์” เตรียมพร้อมเดินหน้าสู่ยุคแห่งการแข่งขันด้านบริการอย่างเต็มรูปแบบ ล่าสุดพลิกโฉมแพลตฟอร์มการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้าครั้งใหญ่ (Customer Experience Platform)  ทุ่มเม็ดเงินกว่า 500 ล้านบาท ลงทุนด้านเทคโนโลยีและพัฒนา “ศูนย์บริการลูกค้า” หรือ “Customer Center” แห่งใหม่ ภายใต้แนวคิด “The New Chapter of Customer Center” ที่ใช้เป็นแกนสำคัญในการพัฒนาสร้างมิติใหม่ของการทำงานให้กับพนักงานผู้ให้บริการ (Smart Agent)  ให้มีศักยภาพสามารถมอบบริการที่ตอบโจทย์ ตรงใจและเข้าถึงความต้องการของลูกค้า ตั้งเป้าเพิ่มจำนวน Smart Agent เท่าตัวสู่หลัก 1,200 คนในไตรมาสที่ 2 ของปี 2561             หวังแนวคิดใหม่นี้จะช่วยเติมเต็มทุก Touchpoint ของธนาคารให้สามารถรองรับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของลูกค้ายุคดิจิทัล เดินหน้าสู่ยุคแห่งการแข่งขันด้านบริการอย่างแท้จริง

อนิสา ชูจันทร์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด Customer Experience ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “ปัจจุบันศูนย์บริการลูกค้าของธนาคารมีปริมาณสายของลูกค้าติดต่อเข้ามาใช้บริการเฉลี่ยกว่า 1 ล้านสายต่อเดือน โดยในปัจจุบัน        มีพนักงานรับสายกว่า 700 คน ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ธนาคารยังได้จัดทีมพนักงานที่คอยดูแลและตอบคำถามลูกค้าผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกช่องทางที่ลูกค้าติดต่อเข้ามานั้นจะได้รับการติดต่ออย่างรวดเร็วและได้รับบริการที่ดีเหนือความคาดหมายในทุกๆ ครั้งที่ติดต่อใช้บริการ แต่ด้วยกำลังคน เทคโนโลยี หรือแม้กระทั่งสถานที่ในการให้บริการที่มีอยู่ ยังไม่เพียงพอที่จะรองรับความต้องการของลูกค้าในปัจจุบันที่คาดหวังว่าปัญหาของเขาจะต้องได้รับการแก้ไขเร็วที่สุด

ซึ่งธนาคารตระหนักถึงความสำคัญและได้วางแผนรองรับในอนาคต มุ่งสร้างความแตกต่างและเพิ่มศักยภาพเพื่อรองรับการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วให้เหนือกว่าคู่แข่ง โดยชู 3 เรื่องหลัก ได้แก่ คุณภาพความเป็นเลิศ เทคโนโลยี - จิตวิญญาณในการทำงานเป็นแกนสำคัญในการพัฒนาขีดความสามารถพนักงานผู้ให้บริการ (Smart Agent) เพื่อที่จะสามารถให้บริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า

สำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในด้านการบริการลูกค้าของธนาคารครั้งนี้ วิลาสินี พุทธิการันต์ Master of Customer Experience และที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “ทิศทางและเทรนด์ของโลกดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในทุกวงการ พฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยนไปจากอดีตค่อนข้างมาก การปรับตัวให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนไปจึงเป็นภารกิจหลักที่ธนาคารให้ความสำคัญ

 

 

โดยกลางปี 2560 ที่ผ่านมาธนาคารได้มีการลงทุนเพื่อปรับโฉมแอปพลิเคชัน SCB EASY รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะดิจิทัลแพลตฟอร์ม (Digital Platform) ที่นำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร ควบคู่ไปกับการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับลูกค้า (Customer Experience Platform) ผ่าน Touchpoint ต่างๆ ของธนาคาร ซึ่งแพลตฟอร์มทั้งสองเปรียบเสมือนฟันเฟืองสำคัญในการผลักดันองค์กรไปสู่ความสำเร็จ

นอกจากนั้นหลังจากที่ไทยพาณิชย์ได้ประกาศยกเลิกค่าธรรมเนียมธุรกรรมที่ทำผ่าน SCB EASY ไปเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2561             ที่ผ่านมานั้น ธนาคารยิ่งต้องเน้นและให้ความสำคัญกับเรื่องของเซอร์วิสให้มากยิ่งขึ้น เพราะจากนี้ไปธนาคารสามารถอยู่ได้ทุกที่บนโลกใบนี้ และศูนย์บริการลูกค้า (Customer Center) นับเป็นอีกหนึ่ง Touchpoint สำคัญที่จะต้องมีการปรับตัว              ให้ทันสมัยและตอบโจทย์การให้บริการลูกค้าอย่างครบวงจร”

“ด้วยความท้าทายและการแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรง ประกอบกับพฤติกรรมของลูกค้าในปัจจุบันที่มีความต้องการที่ซับซ้อนและหลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคของการแข่งขันด้านการบริการลูกค้า ลูกค้าคือบุคคลที่สำคัญที่สุด

ดังนั้น ธนาคารจึงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและยกระดับการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้ดียิ่งขึ้น (For Better Customer Experience) ในปีนี้ ธนาคารได้วางโรดแมปในการพลิกโฉมแพลตฟอร์มการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้าครั้งใหญ่ (Customer Experience Platform) ภายใต้แนวคิด “The New Chapter of Customer Center” เพื่อมุ่งสู่เส้นทางแห่งความสำเร็จ (The Journey of Excellence) ผ่าน 5 มิติ ได้แก่

Command Center ศูนย์ควบคุมรักษาคุณภาพในการให้บริการ สนับสนุนข้อมูลวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ เพื่อให้ลูกค้าได้ประสบการณ์ที่ดีและทางศูนย์บริการสามารถแก้ปัญหาและให้บริการลูกค้าได้ทันที ซึ่งไทยพาณิชย์เป็นธนาคารแรกและธนาคารเดียวในประเทศไทยที่มีศูนย์ควบคุมในรูปแบบนี้ โดยเริ่มทำการตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม 2561

การปฏิบัติการ (Operation) กระบวนการทำงานโดยยึดความต้องการของลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ปรับลด SLA ในการแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น เน้นการสร้างความมั่นใจในกระบวนการทำงานต่างๆ ของธนาคาร

สิ่งอำนวยความสะดวก (Facility) ภายในศูนย์บริการลูกค้าแห่งใหม่นี้ ครอบคลุมพื้นที่ถึง 2 ชั้น ได้มีการจัดสรรพื้นที่ไว้สำหรับการทำกิจกรรมสร้างสรรค์และสร้างความผ่อนคลายจากการทำงาน ที่มอบให้กับพนักงานอย่างครบครัน  โดยแบ่งออกเป็น พื้นที่สำหรับพักผ่อน (Breakout area) ห้องเล่นเกมส์ (Gaming room) ห้องออกกำลังกาย (Fitness) และระเบียง (Terrace area) นอกจากนี้ภายในศูนย์แห่งใหม่ยังได้รับการออกแบบด้วยรูปลักษณ์ใหม่ ในห้องทำงานมีลักษณะที่เปิดโล่งและมีชีวิตชีวา (Open and dynamic) มากกว่าการนั่งทำงานในห้องที่มีคอกกั้นแบบเดิม เพื่อสร้างสภาพแวดล้อม ความเป็นอยู่และสร้างเสริมสุขภาพทั้งกายและใจที่ดี (Physical and mental) ให้กับพนักงาน

 

วัฒนธรรมและบุคลากร (Culture and People) ศูนย์บริการลูกค้ารูปแบบใหม่นี้จะเป็นการสร้างวัฒนธรรมการทำงานใหม่ๆ ให้กับพนักงาน (SCB Way) เพื่อสร้างทัศนคติที่ดีในการทำงาน ปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กร และ หล่อหลอมวิธีคิดในการทำงานให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน มีการจัดอบรมให้กับพนักงานเพื่อพัฒนาและเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถให้กับพนักงาน รวมถึงการสร้างโอกาสให้ผู้บกพร่องทางสายตาและการได้ยิน (Disabled agent)

เทคโนโลยี (Technology) การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพในการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับลูกค้า (Customer Experience) ด้วยการนำเทคโนโลยี Voice biometric เพื่อใช้ในการยืนยันตัวตนของลูกค้าด้วยเสียงลดขั้นตอนการทำงาน ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการด้วยความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น และเพิ่มความปลอดภัยในการทำธุรกรรมต่างๆ กับธนาคาร การนำเอาเทคโนโลยี Speech recognition ช่วยให้ลูกค้าสามารถพูดเรื่องหรือหัวข้อที่ต้องการใช้บริการได้ด้วยตนเองแทนการกดปุ่มเมนูต่างๆ เพิ่มการเข้าถึงระบบอัตโนมัติได้มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ทางศูนย์บริการยังมีแผนในการปรับ Call Center Platform เพื่อให้พนักงานสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในไตรมาสถัดไป

“ธนาคารได้ลงทุนด้านเทคโนโลยีและพัฒนาศูนย์บริการลูกค้า Customer Center แห่งใหม่ ซึ่งตั้งอยู่ที่ภิรัชทาวเวอร์ แอท  ไบเทค บนพื้นที่กว่า 3,990 ตารางเมตร ที่ได้รับการออกแบบเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงาน (Working Environment) ที่ดีขึ้นให้กับพนักงาน โดยธนาคารหวังว่าจะทำให้พนักงานมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะเราเชื่อว่าเมื่อพนักงานมีความสุขก็จะส่งผ่านความสุขให้กับลูกค้าด้วยบริการที่น่าประทับใจ และการยกระดับแพลตฟอร์มด้านบริการนี้จะเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญในการเติมเต็มทุก Touchpoint ในการให้บริการลูกค้าของธนาคาร โดยเราตั้งเป้าเพิ่มจำนวนพนักงานผู้ให้บริการ  (Smart Agent) เท่าตัวเป็น 1,200 คนภายในไตรมาสสองปีนี้ และยังเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญขององค์กร ในการมุ่งสู่เป้าหมายการเป็น “ธนาคารที่น่าชื่นชมที่สุด” (The Most Admired Bank) อีกด้วย”วิลาสินี กล่าวสรุป

หลังจากที่ บมจ.เจมาร์ท (JMART) ประกาศความสำเร็จ บ.เจ เวนเจอร์ส (JVC) บริษัทย่อยที่ระดมทุน ICO (Initial Coin Offering) สำเร็จเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยเปิด Pre-Sale ขาย JFin Coin 100 ล้านโทเคนหมดเกลี้ยงภายใน 55 ชั่วโมง ล่าสุดเดินหน้าแผนธุรกิจตามที่กำหนดไว้ เปิดเกมรุกสินเชื่อในโลกฟินเทค โดยพัฒนา JFin DDLP ระบบสินเชื่อแบบดิจิทัลที่ไม่มีตัวกลาง อีกทั้งเตรียมนำมาต่อยอดผลิตภัณฑ์อื่นๆ ประเดิมใช้งานในกลุ่มเจมาร์ทภายในปี 2562 นี้

อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ JMART  เปิดเผยถึง แผนการดำเนินงานหลังจาก บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด หรือ JVC (เป็นบริษัทย่อยที่ JMART ถือหุ้นในสัดส่วน 80%)  ผู้พัฒนาซอฟท์แวร์ และแอฟพลิเคชั่นทางด้านฟินเทค ลงทุนในธุรกิจสตร์ทอัพ ประสบความสำเร็จจากการระดมทุนด้วยการทำ ICO เป็นรายแรกในประเทศไทยของกลุ่มบริษัทมหาชน ที่สร้างปรากฏการณ์ของโลกการเงิน นำเทคโนโลยีบล็อกเชนเข้ามาใช้ในการทำธุรกิจสินเชื่อ ในชื่อเหรียญ JFin Coin

 

อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน)

 

ทั้งนี้ JFin Coin เปิดเสนอขาย Pre-sale วันแรกเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับเกินคาดหมาย โดยเปิดเสนอขายในคราวนี้จำนวน 100 ล้านโทเคน ที่ราคาขาย 6.60 บาทต่อโทเคน ได้ถูกผู้สนับสนุนจองซื้อหมดเต็มจำนวนเรียบร้อยแล้วภายใน 55 ชั่วโมงแรก ตอกย้ำความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนในแผนธุรกิจที่วางไว้ ในฐานะที่เจมาร์ทเป็นบริษัทมหาชน ก่อตั้งและดำเนินธุรกิจมา 30 ปี การันตีความถูกต้อง และธรรมภิบาลในการบริหารธุรกิจ มุ่งหวังในการเป็นผู้นำเทคโนโลยีทางด้านการเงินอย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้เกิด ICO ที่มีมาตรฐานขึ้นในประเทศไทย ได้รับการยอมรับจากหน่วยงานต่างๆ มั่นใจนำเงินที่ได้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ และมีประสิทธิภาพ โดยเม็ดเงินที่ได้จากการระดมทุนราว 660 ล้านบาท ทีมงานได้เริ่มดำเนินการพัฒนาระบบ Decentralized Digital Lending Platform (DDLP) ไปตามแผนที่วางไว้เรียบร้อยแล้ว สนับสนุนการเติบโตในธุรกิจสินเชื่อของกลุ่มเจมาร์ท ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นได้

ธนวัฒน์ เลิศวัฒนารักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด หรือ JVC เผยถึงการพัฒนระบบสินเชื่อแบบดิจิทัลที่ไม่มีตัวกลาง (Decentralized Digital Lending Platform หรือ DDLP) คือ ระบบการกู้ยืมเงินแบบดิจิทัลบนเทคโนโลยี Blockchain ที่มีความปลอดภัยสูง รองรับกระบวนการแบบครบวงจร ตั้งแต่การระบุตัวตน (KYC) กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ การประเมินเครดิต การอนุมัติสินเชื่อ และการติดตามหนี้สิน เพื่อสนับสนุนและพัฒนาการบริการด้านสินเชื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รวมถึงรองรับระบบ P2P Lending ระบบตลาดสินเชื่อออนไลน์ที่เชื่อมต่อให้ผู้กู้ที่มีศักยภาพสามารถกู้เงินได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านธนาคารหรือสถาบันการเงิน ดังนั้น ระบบ DDLP จะเป็นหนึ่งในระบบสำคัญที่เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของกลุ่มบริษัทเจมาร์ทในอนาคตอันใกล้นี้ ตั้งเป้าระบบจะแล้วเสร็จ พร้อมเริ่มใช้งานในปี 2562

 

 

สำหรับจุดแข็งของ  JFin DDLP  คือ เป็นระบบที่พัฒนาขึ้นจากการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ ทำให้สามารถสร้างระบบการเงินที่ยั่งยืน ขยายตลาด และเข้าถึงประชากรได้อีกจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบธนาคารหรือการให้บริการทางการเงิน โดยบริษัทฯ มุ่งเน้นการจับกลุ่มลูกค้าที่มีเครดิตดี วิเคราะห์จากฐานข้อมูลลูกค้าของกลุ่มเจมาร์ทที่มีรวมกันมากกว่า 3 ล้านราย

โดยเฉพาะบริษัทในเครือ ได้แก่ บมจ.เจเอ็มที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส (JMT) ผู้นำในธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ และรับจ้างติดตามหนี้สิน เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เรามีฐานข้อมูลและสามารถรับความเสี่ยงได้มากขึ้น

รวมถึงการเสริมทัพด้วยการจับมือพันธมิตรและกลุ่มผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ เพื่อสนับสนุนข้อมูลให้แก่บริษัทฯ ให้มี Big Data ที่สามารถสร้าง Credit scoring หรือการประเมินการขอสินเชื่อบุคคลโดยอัติโนมัติผ่านเทคนิคการให้คะแนนเครดิตผ่านข้อมูลต่างๆ ที่ระบุไว้ เพื่อให้สามารถคัดเลือกลูกค้าที่มีเครดิตดีได้อย่างแม่นยำมากขึ้น นับเป็นจุดเริ่มต้นของการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในโลกการเงินอย่างสมบูรณ์แบบ ส่งผลดีต่อ JVC ในฐานะผู้นำในธุรกิจพัฒนาซอฟท์แวร์ และแอฟพลิเคชั่นทางด้านฟินเทคให้ได้รับการตอบรับมากขึ้นในอนาคต

 

ในโลกดิจิทัลปัจจุบัน ผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมพยายามพัฒนาข้อจำกัดของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นในด้านขีดความสามารถ การเชื่อมต่อ รูปแบบธุรกิจ ประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ และความร่วมมือต่างๆ  เพื่อเตรียมการที่จะเป็นกำลังสำคัญในการวางรากฐานของตลาดดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น ซึ่งจะมีมูลค่าสูงถึง 23 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ   

งานหัวเว่ย โมบายล์ ไทยแลนด์ คองเกรส 2018 (Huawei Mobile Thailand Congress 2018 – Huawei MTC 2018) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 มีนาคม ถึง 5 เมษายน 2561 ที่ศูนย์นวัตกรรมและการเรียนรู้ CSIC Thailand (Customer Solution Innovation and Integration Experience Center Thailand) อาคารสำนักงานแห่งใหม่ของหัวเว่ย กรุงเทพฯ ถือเป็นงานที่หัวเว่ยจัดขึ้นเพื่อแสดงผลิตภัณฑ์เทคโนโลยี และโซลูชั่นความสำเร็จต่างๆจากทั่วโลก อาทิ โซลูชั่น 5G, เครือข่ายออลคลาวด์, วิดีโอ และอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (IoT)  พร้อมจัดแสดงผลิตภัณฑ์ชั้นนำและโซลูชั่นสำหรับธุรกิจเฉพาะด้าน (Scenario-specific) ให้แก่ผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมระดับแนวหน้าของไทย โดยงานนี้เน้นใน 3 ประเด็นหลัก

 

 

ประเด็นที่หนึ่ง คือ Better connections การเชื่อมโยงสื่อสารที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น หมายถึง การเชื่อมโยงสื่อสารที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น เพื่อทำให้เกิดการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลในวงกว้าง และช่วยผู้ให้บริการเครือข่ายสามารถนำเทคโนโลยี 5G ซึ่พร้อมที่จะให้บริการเชิงพาณิชย์แล้วมาใช้ได้เต็มประสิทธิภาพ ด้วยการวางโครงข่ายเชื่อมต่อและขยายระบบรับ-ส่งข้อมูลให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

พร้อมกันนี้ หัวเว่ยยังมีแผนที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ 5G แบบครบวงจรเพื่อเป็นการสนับสนุนผู้ให้บริการเครือข่ายที่จะเริ่มเปิดให้บริการ 5G อีกทางหนึ่งด้วย และนอกจากจะสร้างเครือข่ายออลคลาวด์ให้ใช้งานได้จริงแล้ว หัวเว่ยยังให้ความสำคัญกับอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (IoT) เพื่อสร้างมูลค่าทางธุรกิจให้งอกเงยเพิ่มขึ้นจากการเชื่อมต่อ  นอกจากนี้ ยังมีบริการคลาวด์ที่จะช่วยขับเคลื่อนการใช้งานเครือข่าย เครือข่ายที่ทำให้เกิดการใช้งานคลาวด์ได้จริง การผสานเทคโนโลยีต่างๆ เข้าด้วยกันจะช่วยผลักดันให้ธุรกิจ B2B ประสบความสำเร็จ

 

 

ประเด็นที่สอง คือ Better business growth  ธุรกิจที่เติบโตสูงขึ้น โดยส่งเสริมผู้ให้บริการเครือข่ายสามารถขยายและมอบบริการที่ดีขึ้นให้แก่ผู้ใช้ทั้งในระดับรายบุคคล ครัวเรือน และองค์กร รวมถึงช่วยให้ผู้ให้บริการดึงศักยภาพด้านการเชื่อมต่อออกมาใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าของเครือข่าย ตลอดจนพัฒนาบริการและธุรกิจใหม่ๆ อาทิ วิดีโอ เพื่อสร้างความสำเร็จจากธุรกิจรูปแบบใหม่

 

ประเด็นที่สาม คือ Better experience ประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้น เร่งผสานความร่วมมือกับลูกค้าและเหล่าพันธมิตรต่างๆ เพื่อสร้างโลกดิจิทัลที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างเต็มรูปแบบ โดยโซลูชั่นดิจิทัลด้านการดำเนินงานและการบำรุงรักษาของหัวเว่ยจะทำให้ธุรกิจเกิดความคล่องตัว ทำงานได้อย่างชาญฉลาดและมีประสิทธิภาพ  

ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยผลักดันผู้ให้บริการเครือข่ายสามารถมอบประสบการณ์การใช้งานที่มีความเป็น Real-time, On-demand, All-online, DIY และ Social (ROADS) ยกระดับผลิตภัณฑ์ดิจิทัล ย่นระยะเวลาการออกผลิตภัณฑ์หรือบริการสู่ตลาด ด้วยการออกแบบบริการ และ Network Orchestration  จากการที่เทคโนโลยีดิจิทัลมีความล้ำหน้ามากขึ้น กระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจึงมีการพัฒนาให้รุดหน้าตามไปด้วย เช่น การเปิดให้บริการโครงข่ายที่ทำได้รวดเร็วขึ้นและการใช้งานทรัพยากรได้เต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น   

นอกจากนี้ระบบ O&M อัจฉริยะ ทำงานได้อัตโนมัติและจำลองภาพได้ เมื่อรวมกับระบบบริหารเครือข่ายที่แม่นยำ ยังช่วยพัฒนาความเร็วและคุณภาพของบริการให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงสามารถประเมินความเสี่ยงและช่วยให้การถ่ายโอนข้อมูลสะดวกขึ้นด้วย

 

นาย เฉียง หัว  กรรมการผู้จัดการ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “งานโมบายล์ ไทยแลนด์ คองเกรสนี้ มีความสำคัญสำหรับเรามาก เพราะเป็นโอกาสที่เราจะได้แสดงให้พันธมิตรสำคัญๆ ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม องค์กรและสถาบันชั้นนำ โอเปอเรเตอร์ รวมถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งหลาย ได้เห็นถึงความสำคัญของการทุ่มเทความพยายามร่วมกัน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่งที่จะเปิดทางไปสู่โอกาส ธุรกิจ บริการและแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ    และเพื่อเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล

ซึ่งหัวเว่ยเน้นไปที่การสร้างสิ่งแวดล้อมรูปแบบใหม่ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมและนำนวัตกรรมที่ล้ำหน้าออกมาให้บริการ เพื่อตอบสนองความต้องการของโอเปอเรเตอร์และผู้ใช้บริการอย่างเหมาะสม  สอดคล้องกับความพยายามของเราที่ต้องการนำเทคโนโลยีดิจิทัลสู่ทุกผู้คน ทุกครัวเรือน และทุกองค์กร เพื่อขับเคลื่อนโลกอัจฉริยะที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างเต็มรูปแบบ

 

ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดีสายงานภาคีสัมพันธ์ และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA : COLLEGE OF INNOVATIVE BUSINESS AND ACCOUNTANCY) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เผยถึง หลักสูตรใหม่ของมหาวิทยาลัย ที่เรียกว่าเป็นการสร้าง “นักรบพันธุ์ดิจิทัลด้วยหลักสูตรพันธุ์ใหม่” เพื่อรองรับโลกปัจจุบันและอนาคต

จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และการเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ Gig Economy ที่คนใน Generation Y, Generation Z ไม่มีเพียงอาชีพเดียวอีกต่อไป เห็นได้จากแนวโน้มธุรกิจต่างๆ เริ่มมีการลดขนาดลงเป็นจำนวนมาก (Downsizing) เพราะเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่คนในบางส่วนงาน และนี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่ม ที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาท ซึ่งในอีก 5-10 ปีข้างหน้า จะเกิดความล้ำสมัยที่เกินคาดกว่านี้อีกมาก งานอาชีพอีกหลายงานจะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีอย่างไม่มีข้อสงสัย

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ จึงต้องกลับมามองว่า วันนี้เราไม่ได้เปิดการเรียนการสอนเพื่อสร้างนักศึกษาขึ้นมาป้อนบุคลากรให้บริษัทเอกชนเหมือนเดิมอีกต่อไป เด็กที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์จะต้องมีความรู้และอาชีพที่เป็นได้มากกว่าหนึ่งอย่าง ไม่ใช่จบบัญชีรู้แต่เพียงเรื่องบัญชี เด็กจบบัญชีอาจจะรู้บัญชี และสุขภาพความงามเพื่อไปทำธุรกิจของตนเองได้ หรืออาจจะเป็นเรื่องการตลาดหรือการ Coding Program เพื่องานรับจ้างเพิ่มเติมในช่วงพาร์ทไทม์ได้อีกด้วย ไม่ใช่รู้ในเพียงศาสตร์เดียว

นักศึกษาต้องถูก Re-Skill ให้มีทักษะในหลายๆ ด้านรวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีใหม่อย่างต่อเนื่อง จะไม่เหมือนศาสตร์เดิมๆ เนื่องจากเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็ว จึงต้องมีการปรับหลักสูตรในทุกปี เพราะเมื่อดิจิทัลทำให้บิสิเนสโมเดลเปลี่ยน เราจึงต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงนั้น เพื่อผลิตคนออกไปให้ตรงกับความต้องการของธุรกิจ

เปิดมาร์เก็ตเพลสสำหรับปั้นผู้ประกอบการ

แน่นอนว่าจากที่กระแสโลกเปลี่ยนไปนั้น จึงเป็นที่มาของ DPU-X หรือ Innovation Hub และ Entrepreneurial Hub ซึ่งเป็นศูนย์สร้างผู้ประกอบการ ที่มีดร.พณชิต กิตติปัญญางาม เป็นผู้อำนวยการ โดยเราวางคอนเซปต์ให้เป็นมาร์เก็ตเพลสสำหรับสตาร์ตอัพและเอสเอ็มอี และดีมานด์กับซัพพลายต้องมาเจอกันที่เรา ไม่ใช่สร้างแต่เพียงซัพพลายอย่างเดียว ต้องสร้างการจับคู่กันให้ได้

ทั้งนี้ DPU-X จะมีวัตถุประสงค์หลัก ในการช่วยเหลือสนับสนุนคน 2 กลุ่ม คือ 1. สร้างนักศึกษาของมหาวิทยาลัยให้เป็นผู้ประกอบการ คนรุ่นใหม่ที่อยากทำโปรเจกต์ ดำเนินธุรกิจของตนเอง เราจะหล่อหลอมให้มีความรู้ความสามารถทำธุรกิจได้ตั้งแต่ตอนเรียน 2. การช่วยเหลือบุคคลภายนอก ที่อยากเป็นผู้ประกอบการ โดยจะนำโปรเจกต์ที่เพิ่งเกิดขึ้น (Incubate) หรือโปรเจกต์ที่มีแนวโน้มจะไปต่อได้ (Accelerate) แต่ยังขาดปัจจัยอื่น เช่น เงินทุน นำมาบ่มเพาะและต่อยอด โดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือคำแนะนำ เพื่อเข้าสู่ในกระบวนการหาเงินทุน รวมถึงหาที่ปรึกษา (Mentor) ของสายธุรกิจนั้นมาช่วยเหลือ เพื่อให้โปรเจกต์สามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างแท้จริง

ปรับหลักสูตรเน้น Experience Center

ดร.พัทธนันท์ ย้ำว่า บทบาทของมหาวิทยาลัยในศตวรรษที่ 21 นี้ ไม่ได้เป็นเพียงที่ให้การเรียนการสอน เพื่อให้ Knowledge เท่านั้น แต่จะต้องเป็นสถานที่ให้ Experience เพราะ Knowledge วันนี้หาได้จากอินเทอร์เน็ต แต่ Experience จะมีได้จากปฏิสัมพันธ์จริง (Face to Face interaction) ระหว่างเพื่อนนักเรียนและอาจารย์ผู้สอน จากการคบหา พูดคุย การถกเถียง การมีกิจกรรมร่วมกันซึ่งออนไลน์ไม่สามารถมาทดแทนได้ทั้งหมด

ดังนั้นการหล่อหลอมนักศึกษาที่เข้ามาเรียนเป็นเวลา 4 ปีนั้น ต้องไม่ใช่การเรียนการสอนในแบบเดิม เพราะเมื่อจบการศึกษาไปแล้วอาจจะนำไปใช้ไม่ได้ในการทำงานจริง

วันนี้มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เริ่มปรับการเรียนการสอนเป็นแบบ Module จากในอดีตการเรียนในแต่ละวิชาจะแยกออกจากกัน เราจึงได้มีการปรับวิธีการ เช่น ทั้งหมวดวิชามี 12 หัวข้อแต่เรานำวิชาที่เกี่ยวข้องมาเพียง 5 ข้อและอีก 5 ข้อเป็นการนำวิชาอื่นๆ มารวมด้วย เรียกว่าเป็นการคละวิชา เมื่อนำวิชามาคละกันแล้วจะพัฒนาขึ้นเป็น Module การเรียนแบบนี้จะเป็นการหล่อหลอมให้เกิดการคิดครบวงจร ไม่เหมือนอดีตที่เรียนการตลาด หรือการเงิน การพัฒนาโปรเจกต์ใดขึ้นมาในวันนี้ จำเป็นจะต้องรู้การตลาดเฉพาะบางเรื่อง และการเงินเฉพาะบางเรื่อง ไม่ต้องรู้ทุกเรื่อง

การศึกษาของนักเรียนตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 จึงมีการปรับเปลี่ยนไป โดยทุกวิชาเป็นลักษณะของโปรเจกต์ซึ่งจะช่วยให้เด็กมีประสบการณ์ และ DPUX จะเข้าไปพัฒนาตั้งแต่ชั้นปีที่ 3 ซึ่งได้มีการปูพื้นฐาน Stem University Core ตั้งแต่ปี 1-2 ซึ่งประกอบด้วยทั้ง Design, Technology, Engineering และ Mathematic เป็นการเรียนแบบวิทยาศาสตร์ประยุกต์ (Apply Science) ทดลองทำจริง ไม่ใช่การท่องจำ

รวมถึงการเรียน AR และ Chat Bot โปรแกรมมิ่ง การบังคับโดรน บังคับโรบอต การเขียนภาษาสวิพ (Swift) รูบี (Ruby) เป็นวิชาพื้นฐานของนักศึกษาปีที่ 1 ในทุกคณะวิชา ทั้งสายวิทยาศาสตร์ และสายศิลปศาสตร์ เป็นการปรับใหม่ทั้งหลักสูตรที่ยังไม่มีมหาวิทยาลัยอื่นทำ

ซึ่งอาจจะมีการตั้งคำถามว่า นักศึกษาที่เรียนต้องมีความรู้พื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์หรือไม่ คำตอบคือ ไม่มีความจำเป็น เพราะเราสอนในสิ่งที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน เป็นความพยายามทำให้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีเป็นเรื่องง่าย เพื่อสร้าง “นักรบพันธุ์ดิจิทัลด้วยหลักสูตรพันธุ์ใหม่”

ขอย้ำว่านักศึกษาที่จบการศึกษาจากที่นี่ นอกจากรู้ในศาสตร์สำคัญของตนเอง เช่นรู้ในสายวิศวะ หรือรู้ไอที รู้เทคโนโลยีตั้งแต่ IoT การใช้โดรนแล้วนั้น ยังต้องรู้ Business เพราะเราเป็นธุรกิจบัณฑิตย์ การเรียนรู้เทคโนโลยีนั้น ต้องนำมาใช้ได้ เพราะการทำธุรกิจเองจะต้องเข้าใจ และนำไปใช้เป็น

ถัดมาในปีการศึกษาที่ 3 จะเป็นการเรียนในวิชาที่เรียกว่า Capstone Project คือ การรวมกลุ่มข้ามคณะ เพื่อพัฒนาบิสิเนสโปรเจกต์ในลักษณะการแก้ปัญหาหน่วยงานรัฐและเอกชนตามโจทย์ที่ให้มา และมหาวิทยาลัยจะ Assign Mentor มาให้เพื่อช่วยแนะนำตามคอนเซปต์ของ Design Thinking ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วน ตั้งแต่การนำเสนอไอเดียแก้ปัญหา นำมาพิชชิ่งหากผ่านคณะกรรมการ จะได้เงินทุนตั้งต้น (Seed Money) ไปทำตัวทดลองต้นแบบ (Prototype) ต่อในเทอมที่ 2 เมื่อมีเงินเริ่มต้นในการพัฒนา Prototype ช่วงที่ 2 จะเป็น VC พิชชิ่ง (Venture Capital) เพื่อหาคนมาร่วมลงทุน และสำหรับนักศึกษาที่มีแนวโน้มจะไปต่อในทางธุรกิจ จะมีทุนของมหาวิทยาลัยลงเป็น VC ให้อีกด้วย ซึ่งมหาวิทยาลัยมีแผนว่าใน 1 ปีจะสามารถพัฒนาโครงการลักษณะนี้ได้ถึงประมาณ 20 โครงการ โดยมุ่งเน้นที่ 3 ด้านหลักๆ คือ Wellness, Way of Living (Personal Living) และ Technology & Innovation

ดังนั้นโปรเจกต์ที่เดินหน้าสนับสนุน จะตอบสนอง 3 ด้านนี้ สาย Wellness นั้นกว้างมาก เพราะประกอบด้วย Body, Mind & Seoul เรียกได้ว่าสปา, Health หรือผู้สูงวัยก็เป็นหนึ่งใน Wellness ซึ่งหัวข้อเหล่านี้เด็กมีความคิดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ออกมาได้อย่างน่าสนใจมาก หน้าที่ของมหาวิทยาลัยคือ การเปลี่ยน Imagination เป็น Innovation ให้ตอบสนองความต้องการของสังคมได้ เราจึงพัฒนาหลักสูตรใหม่และก่อตั้ง DPU-X ขึ้นมา

ปัจจุบันได้มีการนำร่องนักศึกษากลุ่มนี้ขึ้นมาแล้ว ซึ่งทั้งหมดนั้นมีไอเดีย เพียงแต่ขาดคนนำจึงต้องสนับสนุนเพิ่มเติม ตั้งแต่ชี้ชัดกลุ่มเป้าหมาย รายได้ ไปจนถึงการช่วยเหลือเงินทุน ซึ่ง DPU-X สนับสนุนทุกคณะวิชา และเปิดรับบุคคลภายนอกด้วย

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กำลังสร้างมนุษย์พันธุ์ดิจิตอล ที่ไม่แค่เพียงรู้เทคโนโลยี แต่ต้องสามารถนำมาใช้ได้ เพราะลองคิดดูว่าในอนาคตไม่เกิน 10 ปี แม้แต่อุปกรณ์ในบ้านก็ต้องผ่านการ Coding ง่ายๆ ของเราเอง เพื่อให้ตอบสนองการทำงานที่เราต้องการ จึงต้องเร่งในการพัฒนาคนให้ทันกับความเปลี่ยนแปลง”

เผยความสำเร็จ “9 ศาสตรา” ภาพยนตร์แอนิเมชันไทยของกันย์ พันธ์สุวรรณ ผู้กำกับหนุ่มวัย 28 ปี ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากคอหนังทุกระดับ ทุกเพศ ทุกวัย ได้อย่างไร ซึ่งใครจะคาดคิดว่าการกำกับภาพยนตร์ออกมาเป็นผลงานชิ้นโบแดงนี้ เป็นงานชิ้นแรกของคนที่ไม่มีประสบการณ์ด้านภาพยนตร์มาก่อนเลย

กันย์ เล่าให้ นิตยสาร MBA ฟังถึงประวัติส่วนตัวว่า เลือกเรียนสาขาทางด้านจิตวิทยา เพราะมีอินสไปร์และความชอบในการศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ กระทั่งจบการศึกษาจากสหรัฐอเมริกามาถึงวันนี้ได้ประมาณ 5 ปี พบว่าการที่เลือกเรียนมาทางสายนี้เป็นประโยชน์มากในการทำงานร่วมกับผู้คนที่หลากหลาย

“หลังจบการศึกษาผมก็ตัดสินใจย้ายกลับมาที่เมืองไทยทันที ถึงแม้คนทั่วไปจะมองว่าการอยู่ที่อเมริกามีโอกาสมากกว่า แต่การทำงานที่ต่างประเทศไม่ใช่แค่เริ่มนับหนึ่ง เพราะต้องเริ่มจากศูนย์ ในขณะที่การกลับมาที่ไทยยังมีความช่วยเหลือ มีครอบครัวคอยสนับสนุน นั่นหมายถึงมีโอกาสในการทำสิ่งต่างๆ ตามความฝันได้มากกว่า ในระยะ 6 เดือนแรกที่กลับมา ได้ผันตัวมาเป็นโปรกอล์ฟ เพื่อตอบโจทย์ตามความฝันของคุณแม่ที่อยากให้เป็นเหมือนไทเกอร์ วู้ดส์ และฝึกฝนซ้อมกอล์ฟอยู่ระยะหนึ่งจนสอบได้และได้ลองแข่งขัน จนผ่านไปประมาณ 6-7 เดือนก็รู้ว่า “มันไม่ใช่ทาง” ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับที่มีโปรเจกต์หนังเรื่อง 9 ศาสตราเข้ามาในช่วงเวลานั้น ”

จุดกำเนิด 9 ศาสตรา

กันย์เล่าว่า จุดพลิกผันที่ทำให้เข้าสู่วงการสร้างภาพยนตร์อย่างเต็มตัว คือ พี่ๆ ในบริษัทฯ ของคุณพ่อผม ถามถึงความสนใจที่จะร่วมกันทำหนัง 9 ศาสตรา จึงมาถึงทางแยกที่ต้องเลือก และกลับไปคุยกับครอบครัวว่า การเป็นโปรกอล์ฟนั้น สามารถทำได้แล้ว และจะกลับมาทำเมื่อไรก็ได้ แต่การทำหนังเป็นโอกาสเพียงแค่ครั้งเดียว จึงตัดสินใจเดินหน้า

จากการจุดประกายครั้งสำคัญของรุ่นพี่ 2 คนซึ่งมีบริษัทแอนิเมชันที่กำลังมีปัญหา และได้เข้ามาคุยขอความช่วยเหลือจากทางบริษัทฯ มีเสนอการทำซีรีย์ ในขณะที่เราอยากทำเป็นหนังแอนิเมชันของเราเองในแนวของมวยไทยเพราะในระยะนั้น (4-5 ปีก่อน) Mix Martial Art (MMA) เป็นกีฬาที่กำลังเติบโต และนักกีฬาเหล่านั้นต้องมีวิชามวยไทยทุกคน มวยไทยจึงเป็นสิ่งที่มีชื่อเสียง มีคนรู้จักทั่วโลก ถือว่าเป็นหนึ่งในจุดขาย โจทย์อยู่ที่จะทำอย่างไรให้น่าสนใจ

ในช่วงแรกๆ มีการลองผิดลองถูก เพราะไม่มีความรู้ถึงความต่างของพรีโพรดักชัน โพรดักชัน และโพสโพรดักชันว่าคืออะไร ทำทุกอย่างพร้อมกันไปหมด ทำให้ไม่สามารถตีงบประมาณได้ ไม่สามารถทำสตอรีบอร์ดได้ ส่งผลให้เสียไปกว่า 20 ล้านบาท จนหาทางออกสุดท้ายได้ คือ ต้องนำทีมฮอลลีวูดสกรีนไรเตอร์เข้ามาช่วย จึงเป็นความท้าทายที่มีมูลค่าค่อนข้างสูง ซึ่งเมื่อนำทีมจากฮอลลีวูดมาก็ทำให้หนังสนุกขึ้นมาได้จริงๆ

 

 

มองตลาดแอนิเมชันแบบ 360Õ

เมื่อมีความลงตัวต่างๆ ที่ทำให้เริ่มโปรเจกต์นี้ขึ้นมา โดยตั้งบริษัท EXFORMAT FILMS (เอ็กซ์ฟอร์แมท ฟิล์มส์) จากนั้นเราก็เริ่มมองเห็นโอกาสจากแอนิเมชันที่สามารถต่อยอดไปได้อีกมากมาย เพราะถ้าคอนเทนต์เกิดได้จะสามารถต่อยอดไปได้อีกหลายอย่าง ทั้งของเล่น เกม ธีมพาร์ค แม้แต่เสื้อผ้า นอกจากนี้ในต่างประเทศอื่นเองก็มีซูเปอร์ฮีโร่ของเขาแล้ว ทำไมไทยจะมีไม่ได้ เราพยายามเริ่มสร้างซูเปอร์ฮีโร่ของเราเองสำหรับคนไทย “ในวันหนึ่งเด็กๆ ของเราเดินเข้าไปในทอยอาร์อัส เห็นตัวเอก อ๊อด กับ เสี่ยวหลาน ยืนอยู่ จะเป็นความภาคภูมิใจของคนไทย ที่เรามีคอนเทนต์ของเราเองในตลาดโลก แม้ตอนนี้เรายังไม่มี แต่นั่นคือ End Goal ของพวกเรา”

การทำตลาดแอนิเมชัน ไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม การขายเฉพาะในประเทศมีโอกาสรอดน้อยมาก การฉายเพียงโรงหนังในประเทศ มีโอกาสขาดทุนอย่างแน่นอน ไม่ต้องพูดถึงกำไร เพราะมีค่าใช้จ่ายเรื่องผู้จัดจำหน่าย และอื่นๆ ที่สูงพอสมควร แต่ถ้าเรามีโอกาสที่จะได้ฉายทั่วโลก โอกาสที่จะคืนทุน หรือกำไรก็จะมีมากขึ้น เราจึงคิดว่าเวลาทำหนังดีๆ ขึ้นมา เราต้องขายต่างชาติด้วย ต้องไปอินเตอร์ ถ้าคิดแค่เมืองไทยอย่างเดียวนั้น ไม่รอดแน่นอน

ดังนั้นมาตรฐานจึงต้องถึง บทต้องถึง Music score ต้องถึง ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นโจทย์แต่แรกว่าต้องไปโกลบอล เพื่อการไปให้รอด เป็นที่ทราบกันว่าหนังแอนิเมชันไทยแทบทั้งหมดนั้นไม่มีกำไร ที่ใกล้ที่สุดน่าจะเป็น ภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่องก้านกล้วย ที่ทำกำไรจากความนิยมจากกลุ่มคนดูในต่างประเทศ ของเราเองวันนี้ก็ไม่มีกำไร

ความแตกต่างของแอนิเมชันกับหนังในการประสบความสำเร็จนั้นต้องมองที่คาร์แรคเตอร์ของตลาด คนไทยชอบหนังผีกับหนังตลก และคนไทยขอบดารา การเห็นดาราไปเล่นหนังเรื่องไหนก็จะมีการติดตาม นี่อาจจะเป็นข้อจำกัดของแอนิเมชันส่วนหนึ่ง แต่ถ้าแอนิเมชันติดตลาด ก็มีโอกาสจะรุ่งได้มากเช่นกัน เพราะการดูหนังจะได้จำนวนเป็นแฟมิลี อย่างไรก็ตามโอกาสของแอนิเมชันก็ยังยากกว่า ด้วยยังไม่มีแม่เหล็กเพียงพอสำหรับตลาดไทย

จากการติดตามฟีดแบค นับแต่เริ่มฉายเมื่อเดือนมกราคม 2560 ถึงกุมภาพันธ์ 2560 กันย์กล่าวว่า จากวันแรกที่เข้าฉายจนถึงปัจจุบันประมาณเกือบ 2 เดือนที่ยังคงอยู่ในโรงอยู่ เรียกว่าฟีดแบคยังคงหนาแน่น “หนังของเรานั้นไม่ได้พีคแล้วดรอป แต่เป็นลักษณะค่อยๆ ไป” เหมือนปากต่อปากที่แนะนำกัน ซึ่งเราก็พยายามทำให้ดีที่สุด และต้องขอบคุณคนที่ไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้ว่าเป็นกำลังใจอย่างมากให้พวกเราสู้กันต่อ โดยจากการวัดผลพบว่ากว่า 80-90% ที่เดินออกมาจากโรงหนังบอกว่าดีและชอบ ซึ่งนั่นเป็นจุดที่เราต้องการ เพราะมีวัตถุประสงค์ให้หนังเอ็นเตอร์เทน ตอนที่หนังเริ่มฉายช่วงแรกๆ เราให้กลุ่มรีวิวหนังไปดู เราได้ 8-9 เต็ม 10 เมื่อมีฟีดแบคจากคนดูเข้ามาเสริม จึงยิ่งเป็นสิ่งพิสูจน์และกำลังใจให้คนทำหนัง การทำหนังถึง 5 ปี อายุเฉลี่ยหนังบางเรื่องอาจจะฉายได้เพียงแค่ 6 เดือน เท่านั้น จึงถือว่าเป็นความภูมิใจมากของทีมงานกว่า 200 ชีวิตที่มีการตอบรับที่ดี

Global Goal ใช้งบสูงและมืออาชีพในทุกสาขา

เป็นที่ทราบกันดีว่า 9 ศาสตราเป็นภาพยนตร์ไทย ที่ใช้งบประมาณการสร้างสูงกว่าทั่วไป ซึ่งในมุมมองของผู้กำกับกล่าวว่า ต้องมองถึงความสมเหตุสมผลของงบฯ ให้ลองคำนวณง่ายๆ ถึงคนทำงาน 200 กว่าชีวิต ที่มีเงินเดือนเฉลี่ย 3 หมื่นบาทกับระยะเวลาทำงาน ก็คิดออกมาเป็นเม็ดเงินจำนวนมากแล้ว ยังมีค่าอุปกรณ์ ค่าไลฟ์ออเคสตร้า และอื่นๆ อีก

“ดังนั้นอะไรที่สมเหตุสมผล และคิดว่าทำให้เราไประดับโลกได้เราจะทำ” ตั้งแต่บทที่เราใช้คนไทยเขียนโดยทีมของเราเอง แต่เราจ้างสกรีนเพลย์ไรทเตอร์จากฮอลลีวูดมาช่วยปรับบทให้เป็นสากลขึ้น มีอีกหลายอย่างที่เราไม่เคยรู้มาก่อน หรือคิดไม่ถึง ซึ่งต้องปรับใหม่ ยังมีส่วนของสเปเชียลเอฟเฟกต์ที่เราใช้พี่แคนจาก Luma Pictures ที่ทำสเปเชียลเอฟเฟกต์ ให้ Underworld, Charlie’ s Angles มาช่วยดูให้

 

 

นอกจากนี้ยังมีอาจารย์ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี มาช่วยให้คำแนะนำเรื่องอาร์ต เพื่อให้สิ่งที่ออกแบบมาคงความเป็นไทย และนำมาปรับให้มีความเป็นโมเดิร์น นอกจากนี้ที่ขาดไม่ได้คือเรื่องของเพลงที่ได้พี่ไก่ คุณสุธี แสงเสรีชน มาเป็นมิวสิกไดเรกเตอร์ และได้แนะนำให้ทำไลฟ์ออเคสตร้า ซึ่งวันนี้ก็ได้เห็นถึงความเหมาะสม รวมถึงไรอัน ชอร์ มาร่วมทำดนตรีให้ บนเงินทุนทั้งหมดที่ 230 ล้านบาทไม่รวมค่ามาร์เก็ตติง (รวมมาร์เก็ตติงประมาณ 250 ล้านบาท)

โดยทั้งหมดนั้นเป็นทุนส่วนตัวจากทั้ง 10 คนในบริษัทฯ ซึ่งถ้าให้กล่าวถึงรีเทิร์นในวันนี้ แม้จะรู้ว่ายังไม่ได้กำไร แต่กันย์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นว่า “เป็นอะไรที่คุ้มค่ามาก เราไม่พูดเรื่องเงิน แต่จะพูดถึงความภาคภูมิใจที่มีอะไรเป็นของคนไทย” ซึ่งเราเดินไปต่างประเทศได้ไม่อายใคร ผมเชื่อมั่นเพราะโพรดิวเซอร์ต่างชาติทุกคนที่ดูหนังเรื่องนี้ ต่างบอกว่าเป็นอะไรที่แปลก น่าสนใจมาก เป็นสไตล์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และภาพสวย ซึ่งไม่คิดว่าภาพจะออกมาดีได้ขนาดนี้ บนทุนที่ 8 ล้านเหรียญสหรัฐ” เป็นความทึ่งของ Producer ต่างชาติที่ไม่คาดว่าเมืองไทยจะทำหนังแอนิเมชันระดับนี้ออกมาได้

สำหรับก้าวต่อไปไม่ว่าจะเป็นสเต็ปต่อไปของภาคนี้ หรือโปรเจกต์ของภาคสอง เราเปิดกว้างให้กับบริษัทที่ต้องการมาร่วมทุนด้วย แต่หากไม่ลงตัวก็คงจะไปในรูปแบบการลงทุนเองแบบเดิม

ร่วมคิดกลยุทธ์มาร์เก็ตติง

นอกจากสร้างหนังเรื่องหนึ่งให้เกิดขึ้นมาแล้ว การร่วมการวางกลยุทธ์การตลาดกับผู้จัดจำหน่าย ถือเป็นอีกเรื่องสำคัญที่เราให้ความสำคัญด้วย ถึงแม้จะมีผู้จัดจำหน่ายเป็นเอ็มพิกเจอร์ แต่เนื่องจากเราเป็นแนวทำทุกอย่างเอง เราจึงทำมาร์เก็ตติงร่วมกับเขาด้วย เรามีคอนเนคชัน หรืออะไรที่ช่วยได้ ก็นำมาร่วมสนับสนุนกัน รวมทั้งแชร์มุมมองกัน ในสิ่งที่ต้องยอมรับว่า เกินกว่าที่คิดไว้ คือ ทีมงานของเราอาจจะมีความเชื่ออย่างมากในเรื่องของโซเชียลมีเดีย แต่วันนี้เราเข้าใจกันแล้วว่า ทำไมยังต้องมีเทรดดิชันนัลมีเดีย ทำไมยังต้องมีบิลบอร์ด ยังต้องออกสื่อทีวี เพราะเทรดดิชันนัลมีเดีย คือสื่อที่เข้าไปหาชุมชน ในขณะที่โซเชียลมีเดียคือชุมชนต้องเข้าไปหาสื่อ นี่คือความแตกต่างที่ได้เรียนรู้ร่วมกัน

Next Step

“แม้เราไม่ได้เจ๊งจากโปรเจกต์แรก แต่เราก็ไม่ได้กำไร” เราอยู่ในจุดที่ขาดทุนแต่ยังสู้ต่อได้ และวันนี้เราเริ่มมีแฟนเบสของ 9 ศาสตราแล้ว ก้าวต่อไปที่อยากทำคือ อยากให้คนเห็นคอนเทนต์ของเรามากขึ้น จะมีการต่อยอดไปที่เรื่อง ของเล่น เกม เมอร์ชันไดซ์ต่างๆ เช่นเสื้อผ้า ให้เกิดความต่อเนื่อง หรืออาจจะไปถึงจุดของทีวีซีรีย์ โดยมีไทม์ไลน์ที่ค่อนข้างชัดเจนในหลายๆ ส่วนทั้งเกมและฟิกเกอร์ ที่มีร่วมกับบริษัท เอสเอ็มฯ หนึ่งในบริษัทผลิตฟิกเกอร์สำหรับนักสะสม ที่มีชื่อระดับโลก โดยทั้งหมดจะเริ่มทยอยตามกันมาประมาณกลางปีนี้

ที่ผ่านมาเราให้เวลากับการทำแอนิเมชันเรื่องนี้มาถึง 5 ปี ดังนั้นเราต้องดันออกมาให้สุดให้ได้ Vision ของพวกเราคือต้องทำให้คาร์แรคเตอร์ของเราเป็นที่รู้จัก ทุกครั้งที่คนเห็นมวยไทย จะต้องเห็นอ๊อดพระเอกของเรา หรือทุกครั้งที่คนพูดถึงไทยแลนด์ คนจะต้องคิดถึง 9 ศาสตรา”

 

มีการวางแผนตลาดส่งออก โดยเซ็นสัญญากับบริษัทที่ประเทศจีน เพื่อนำ 9 ศาสตราเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ประมาณกลางปีนี้ โดยจีนจะมีโควตาให้หนังจากต่างประเทศเข้ามาเพียงปีละ 34 เรื่อง แบ่งเป็นหนังฮอลลีวูด 28 เรื่อง และอีก 6 เรื่องที่เหลือเป็นหนังอินเตอร์ นับว่าเป็นสิ่งที่ดีมากที่เราได้โควตานั้นมาเพราะตลาดจีนเป็นตลาดที่ใหญ่มาก เมืองไทยมีโรงหนังอยู่ประมาณ 700 ในขณะที่จีนมีถึง 40,000 กว่าโรง และการดูภาพยนตร์ยังเป็นสิ่งที่ใหม่และนิยมมากสำหรับคนจีน ธุรกิจหนังจึงมีศักยภาพที่จะเติบโตได้ดี ส่วนตลาดเป้าหมายถัดไป คือ สหรัฐอเมริกา เพราะเราอยากส่ง 9 ศาสตราเข้าประกวดรางวัลออสก้าด้วย สำหรับกันย์ เขากล่าวว่า “อย่างน้อยเราต้องฝันให้เต็มที่”

ทั้งนี้เมื่อถามถึง Key Success ของ 9 ศาสตรา กันย์ตอบสั้นๆ ว่า ความรักกับ Passion “คือเราอยู่กันด้วยความรัก เราอาจจะเห็นไม่ตรงกัน แต่ก็มาคุยกัน และไม่เคยลืมว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน และเรามี Passion ที่ไม่เคยท้อถอย ไม่ว่าจะโดนปฏิเสธหรือล้มเหลวกี่ครั้ง เราเป็นเพื่อนที่กลายเป็น Family กันไปแล้ว

กันย์ ทิ้งท้ายโดยฝากถึงคนรุ่นใหม่ที่มีความฝันด้วยข้อแนะนำดีๆ ว่า ให้คิดเริ่มต้นทำตามแรงบันดาลใจและความฝันในการสร้างภาพยนตร์ วันนี้โอกาสในการเริ่มนั้นมีหลายวิธีที่จะทำได้ มาคุยกับเราก็ได้ ถ้าเราเห็นว่าโปรเจกต์น่าสนใจและโอกาสดี เราก็ทำ หรือมีทางเลือกอื่นๆ เช่นงาน Festival ที่สามารถไปขายคอนเทนต์ ขายหนังได้ เพราะโลกในปัจจุบันได้เปิดกว้างมาก ส่วนตัวของเขาเองก็อีเมลไปหาทุกคน ทั้งผู้จัดจำหน่าย และตัวแทนต่างๆ เริ่มไม่ต่างจากใครๆ คือการกูเกิลหา และอีเมลตรงไป ถึงแม้จะอีเมลไป 50 คนตอบมาเพียงแค่ 8 คน ถ้าเจรจาแล้วมีโอกาสก็บินไปคุยต่อ เอาหรือไม่เอาก็ตาม เราก็ถือว่าเปิดโอกาสให้กับตัวเอง เพื่อหาวิธีที่จะไปต่อให้ได้

 

พฤติกรรมการเลือกใช้สมาร์ทโฟนของคนไทย มีแนวโน้มให้ความนิยมเลือกสินค้าที่มีฟีเจอร์ตอบโจทย์การใช้งานได้ เป็นที่มาของการเปิดตัว หัวเว่ย  Y9 2018  สมาร์ทโฟนระดับแมส ในราคา 6,990 บาทด้วยจุดเด่น 4 กล้อง และสเปกจัดเต็ม พร้อมด้วยภาพลักษณ์การเป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนชั้นนำที่คุ้มราคาที่สุด เจาะกลุ่มเป้าหมายในยุคดิจิทัล ดึงคาแร็กเตอร์จากเพจดังบนโลกโซเชียลสร้างการตลาดรูปแบบใหม่

ทศพร นิษฐานนท์ รองผู้อำนวยการ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า แม้ว่าภาพรวมของตลาดสมาร์ทโฟนในประเทศไทยจะไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างหวือหวาเหมือนในช่วง 3 ปีที่แล้ว

แต่แนวโน้มการเลือกใช้สมาร์ทโฟนของคนไทยโดยเฉพาะตลาดสมาร์ทโฟนในกลุ่มราคา 3,000-7,000 บาท ขยายตัวเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่กลุ่มสมาร์ทโฟนในระดับราคาต่ำกว่า 3,000 บาท มีขนาดหดตัวลง

สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของลูกค้าที่พร้อมจับจ่ายในราคาที่เพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้ฟังก์ชั่นที่ล้ำหน้าและตอบโจทย์การใช้งานมากขึ้น ซึ่งหัวเว่ยมองเห็นโอกาสของตลาดในระดับราคาดังกล่าว เราจึงเติมเต็มความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้โดยเปิดตัว ‘HUAWEI Y9 2018’ สมาร์ทโฟน 4 กล้องรุ่นใหม่ สเปคครบครัน เทียบเท่าสมาร์ทโฟนระดับกลาง-บนด้วยราคาสุดคุ้มเพียง 6,990 บาท ซึ่งจุดนี้ถือเป็นจุดขายสำคัญของแบรนด์หัวเว่ยที่ถือเป็นแบรนด์ที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้าในราคาที่จับต้องได้

อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบสัดส่วนสมาร์ทโฟนกลุ่มราคาประหยัด ที่จับต้องได้ ในระดับต่ำกว่า 7,000 บาท  พบว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แนวโน้มของสมาร์ทโฟนระดับราคาต่ำกว่า 3,000 บาทจากปี 2016 มีสัดส่วนที่ 47% ลดลงมาเหลือ 33% ในปี 2017 ซึ่งถือว่าลดลงกว่า 29%

 

 

ขณะที่ช่วงระดับราคา 3,000 - 5,000 บาท ปี 2016 อยู่ที่ 43%  มีอัตราการเติบโตขึ้น 24% ในปี 2017 มาอยู่ที่ 52% ส่วนในช่วงระดับราคา 5,000 - 7,000 บาท แม้ว่าจะมีสัดส่วนน้อยในกลุ่มนี้ แต่ถือว่าเป็นกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตสูงจากปี 2016 อยู่ที่ 11% เพิ่มขึ้น 35% มาอยู่ที่ 14%

ในส่วนของตลาดรวมสมาร์ทโฟนในปีนี้คาดว่าจะเติบโตในระดับซิงเกิลดิจิต จากปีที่ผ่านมาที่มียอดขายต่อเดือนราว 1.2-1.3 ล้านเครื่อง แต่จะไปเติบโตในส่วนของมูลค่าแทน ส่วนระยะเวลาเปลี่ยนเครื่องของผู้ใช้แอนดรอยด์ปัจจุบันอยู่ที่ราว 13 เดือน

สำหรับเป้าหมายของหัวเว่ย ที่วางไว้ จะขึ้นเป็นผู้นำตลาดสมาร์ทโฟนในปี 2020 ซึ่งนอกจากแข่งขันในสินค้าที่ตอบโจทย์เพื่อชิงส่วนแบ่งการตลาดแล้ว  ในปีนี้ จะเน้นในส่วนของการให้บริการลูกค้าที่จะขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ด้วยเช่นกัน

ชาญวิทย์ เขียวนาวาวงศ์ษา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด กล่าวว่า กลุ่มเป้าหมายของ HUAWEI Y9 2018 คือ กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ช่วงอายุอยู่ในวัยเรียนหรือเพิ่งเริ่มทำงาน หรือเรียกได้ว่าเป็น Digital Natives คือกลุ่มคนที่เติบโตมาพร้อมกับโลกดิจิทัลอย่างแท้จริง ซึ่งมีพฤติกรรมการใช้สื่อออนไลน์เป็นสื่อหลักในชีวิตประจำวัน ทั้งเพื่อเปิดรับข้อมูลข่าวสารหรือเพื่อกิจกรรมความบันเทิงต่างๆ

ด้วยเหตุนี้ หัวเว่ยจึงได้สร้างสรรค์กิจกรรมการตลาดที่แปลกใหม่และคิดนอกกรอบจากการสื่อสารการตลาดรูปแบบเดิม โดยการใช้พรีเซ็นเตอร์เป็นคาแร็กเตอร์จากเพจดังบนโลกโซเชียล อย่าง ‘JayTheRabbit’ และ ‘คนอะไรเป็นแฟนหมี’ ซึ่งถือว่าเป็นการใช้พรีเซ็นเตอร์ที่เป็นคาแร็กเตอร์ครั้งแรกของแบรนด์สมาร์ทโฟน โดยเหตุผลที่เลือกคาแร็กเตอร์จาก 2 เพจนี้มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ เนื่องจากรูปแบบของการสร้างสรรค์คอนเทนต์บนเพจเป็นการเล่าเรื่องสนุกๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเข้าถึงคนไทยส่วนใหญ่ทั้งกลุ่มที่เป็นคนโสด (JayTheRabbit) และกลุ่มคนที่มีคู่ (คนอะไรเป็นแฟนหมี) ที่สามารถสร้างความเชื่อมโยงระหว่างเพจและผู้ติดตามได้เป็นอย่างดี โดยเราเชื่อว่ากลยุทธ์

“ การสื่อสารการตลาดในรูปแบบนี้จะสะท้อนให้เห็นถึงบุคลิกภาพของ HUAWEI Y9 2018 ที่เป็นสมาร์ทโฟนที่อัดแน่นด้วยสเปกครบครันในราคาที่เข้าถึงง่ายที่สุด ”

 

Page 1 of 12