September 24, 2017
B-School

B-School (23)

การเปลี่ยนแปลงของโลกในแง่มุมต่างๆ ทั้งการเข้ามาของเทคโนโลยี ส่งผลกระทบต่อสังคม เศรษฐกิจ สังคม  เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ หรือเอแบค มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังอันดับ1 ของเมืองไทย ต้องยอมเดินช้าลงกว่าเดิม เพียงเพราะต้องการจะใช้เวลาในการปรับกระบวนทัศน์ขององค์กรให้ทันยุคสมัยนี้ ที่สิ่งต่างๆรอบตัวนั้นมีการเปลี่ยนแปลงในทุกวินาที

 

ภราดาบัญชา แสงหิรัญ อธิการบดี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ให้สัมภาษณ์นิตยสาร MBA ในโอกาสที่นักศึกษาทีม Chemerical จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย คว้ารางวัลชนะเลิศ “ลอรีอัล แบรนด์สตอร์ม 2017” ระดับโลก ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยกล่าวว่า ครั้งนี้เป็นรางวัลที่เด็กได้มา แต่สำหรับเอแบคเองต้องนำมาทบทวนว่า การทำงานของเราไม่มุ่งหวังรางวัล แต่เพื่อให้นักศึกษามีแนวคิดของการคิดงานที่มีอินโนเวชั่นให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเราต้องมีการแข่งขันของเราเองด้วยภายในมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมาร์เก็ตติ้ง โพรดัคส์ เด็กของเราต้องพยายามสร้างสรรค์ขึ้นมา และใน จังหวะเมื่อมีการประกาศมีการแข่งขันที่ไหน เราก็ส่งไปแข่ง เพราะเราไม่ได้ทำเพื่อการแข่งขันโดยตรงแต่เพื่อเด็กของเราให้เกิดความคิดที่แตกต่าง ในแง่ของการทำงานประจำวัน

 

มีการต่อยอดมาที่หลักสูตรสาขาด้านมาร์เก็ตติ้งของ ABAC ?

ในเรื่องนี้มีหลักสูตรอยู่แล้ว และไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย เพราะเป็นหลักสูตรสากล เพียงแต่ว่าต้องมีการ MIX Marketing เพราะอย่าลืมว่าต้องใช้ไอทีเข้ามาช่วย อย่างตอนนี้มีแฟชั่นมาร์เก็ตติ้ง ลักษณะอย่างนี้คล้ายๆกัน เป็นการผสม เดี๋ยวนี้วิชาโดดๆ คนไม่ค่อยนิยมแล้ว ต้องมีการผสมผสาน หรือดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง เราก็มีการจัดอบรมอยู่ด้วยเช่นกัน เป็นครั้งที่ 3 แล้ว ซึ่งวิธีคิดต้องมีการดูว่าในโลกไปกันอย่างไร ในต่างประเทศเด็กจะมาเล่าให้ฟังกันว่า ไปเจออะไรมาบ้าง แล้วนำมาต่อยอดต่อว่าจะต้องทำอย่างไร เพราะฉะนั้นต้องมาดูว่ามาร์เก็ตติ้งสมัยใหม่ หลักสูตรควรต้องผสมอะไรเข้าไปบ้าง คอมมูนิเคชั่นเป็นตัวสำคัญ ถ้าเราทำโพรดักส์ออกมาแล้วอธิบายไม่ได้คนก็ไม่ซื้อ เพราะไม่เข้าใจ เดี๋ยวนี้คอมมูนิเคชั่นกลายเป็นเรื่องหลักๆแล้ว ต้องสามารถสื่อสารให้ลูกค้าเข้าใจได้ว่าทำไมอินโนเวชั่นของสินค้าเรามีอะไรบ้าง 

 

ในปัจจุบันนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปมาก ไม่ได้พูดถึงการพัฒนาโลกในแบบธรรมดา แต่พูดถึง Disruptive Technology หรือ Disruptive Innovation ซึ่ง Disruptive เกิดมาจากไหนก็บอกที่มาไม่ได้ ตัวอย่างเช่นอีเบย์, มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก, บิลเกตส์ ไมโครซอฟเป็นต้น ของแบบนี้ต้องปลูกฝัง ปล่อยให้เป็นอิสระให้เด็กคิด
ได้เอง ทำมากขึ้น ส่วนหน้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัย คือ จัดกิจกรรมที่ส่งเสริมตัวทฤษฏี ให้เด็กได้คิดสร้างสรรค์ขึ้นมาด้วยตัวเอง เพราะเห็นได้จากเบื้องหลังของการค้นพบของงานอินโนเวชั่นที่โด่งดังได้รับความนิยมทั้งหลายนั้น เกิดขึ้นมาโดยไม่มีใครสอน แต่เกิดจากมุมมองของตัวเค้าเอง นี่เป็นสิ่งที่จะเพิ่มเติมขึ้นในหลักสูตรของเรา เพราะบางทีอาจารย์ในยุคเก่าสอนมาอย่างไร ก็ท่องไปแบบนั้น แต่เดี๋ยวนี้อย่าไปมองว่าเรียนแบบนี้แล้วจบได้คะแนนมาแล้วคือสำเร็จการศึกษาแล้ว แต่ต้องทำให้เด็กคิดเป็น เป็นสิ่งที่เราต้องมองให้ไกลว่า นอกห้องจะต้องเปิดอะไรบ้าง ไม่เช่นนั้นเด็กก็จะอยู่ในกรอบแบบนี้ไป

 

 

ขณะนี้มีการดำเนินการเพื่อนำร่องการปรับหลักสูตรใหม่อย่างไรบ้าง ?

มีการเริ่มต้นแล้ว แต่อย่าลืมว่าประเทศไทยจะทำอะไรนอกกรอบมากไม่ได้ เราต้องอยู่ในกรอบของหลักสูตรที่ขออนุญาตกระทรวงฯ และการคิดเรื่องใหม่ๆก็ต้องให้ความสำคัญกับกฎระเบียบด้วย ไม่เช่นนั้นจะเป็นการคิดที่สูญเปล่า และประเทศไทย 4.0 ที่เพิ่งเริ่มก็ต้องหาความหมายและจุดลงตัวว่า และที่ว่าการปรับเปลี่ยนระบบราชการให้ทันสมัย ถ้าไม่ปรับเปลี่ยนตรงนี้ ไทยแลนด์ 4.0ไปยาก นับตั้งแต่ Disruptive คือต้องให้เกิดสิ่งที่ไม่เคยคิดขึ้นมาก่อนเลย ซึ่งอันที่จริงแล้วใครจะคิดได้ ถ้าอยู่ในระบบราชการ ทุกวันนี้ทุกคนกลัวหมด ไม่มีใครกล้าคิดนอกกรอบหรอก ไม่มีเลย “เราเป็นเอกชนยังทำไม่ได้ เพราะต้องอยู่ในกรอบ” แต่ในแง่ของกระบวนการเราทำได้ เช่น หลักสูตรอยู่ในห้องเรียนครึ่งหนึ่ง และออกมานอกห้องครึ่งหนึ่ง เราต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการให้ได้ พูดง่ายๆ ว่า Teaching Methodology เทคนิคการสอนต้องปรับเปลี่ยน

 

แต่อย่าลืมว่า อาจารย์มีหลายเจเนอเรชั่น มีทั้งปรับได้ง่ายและปรับได้แต่ต้องใช้เวลา คนใหม่ที่เพิ่งเข้ามามีข้อดีคือใช้เทคโนโลยีเก่ง ส่วนคนเก่าต้องค่อยๆ ปรับ การ implement อะไรก็ตาม ต้องค่อยๆ ปรับ “ใครทำได้ทำ ใครทำไม่ได้ก็ว่ากันแบบเก่า” กระบวนการของเราตรงนี้ต้องมี Flexibility สูง ซึ่งอาจารย์เก่าเราก็ทิ้งเค้าไม่ได้ เพราะว่าไม่งั้นของดีๆจะหายไปหมด อย่าใหม่มาทั้งหมด คนเก่าประมาณ 30% คนกลางเก่ากลางใหม่ 45% คนใหม่ประมาณ 25% ซึ่งกลางเก่ากลางใหม่มีมาก ก็มีเข้ามากันหลายระยะ จะค่อยๆ ปรับเปลี่ยน เพราะฉะนั้นในจุดนี้ ไม่ได้เปลี่ยนง่ายอย่างที่คิด ไม่ได้ต่อต้าน แต่เค้าไปไม่ได้ ทำให้ไม่อยากทำ ซึ่งการทำลักษณะแบบนี้ต้องใช้หลายๆ อย่างเข้ามาช่วย เพราะในยุคใหม่นี้การนำมาดิจิทัลเข้ามาจะช่วยได้มาก ซึ่งคนที่จะปรับสายตาดี คิดไว สมองไว 

 

ตอนนี้เอแบคอยู่ในยุคของการเปลี่ยนผ่าน และเมื่อก่อนเราเป็นผู้นำ มาถึงจุดนี้ชะงักนิดหน่อย เพราะมีการเปลี่ยนแปลงในหลายๆด้าน ต้องตั้งหลักมาคิด ในการนำดิจิทัลไอทีมาใช้ให้เหมาะสมอย่างไร ซึ่งต้องใช้เงินมหาศาล 10 ล้านยังไม่ได้ 30 ล้านพอไปไหว ถ้าระดับ 120 กว่าล้านนั่นก็มากมาย ซึ่งเราเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนไม่ใช่รัฐ ได้เงินค่าเทอมมาก็ต้องมองชักหน้าให้ถึงหลัง อีกประเด็นที่สำคัญ คือ อย่าลืมว่าในเวลานี้มหาวิทยาลัยรัฐรับสมัครเด็ก 5 ครั้งต่อปี เพราะฉะนั้นเอกชนจึงไม่มีทางเลือก นักศึกษาลดลงไปจำนวนมากทีเดียว เราต้องมานั่งดูว่าจะทำอย่างไรให้มั่นคงได้ ต้องมีการปรับเปลี่ยน แต่จะโทษใครไม่ได้เพราะนักศึกษาลดลงไปเอง โดยการคุมกำเนิดที่มาตามสภาวะการณ์ที่เกิดขึ้นเอง ขณะที่มหาวิทยาลัยรัฐยังคงอัตราการเปิดรับสมัครนักศึกษาไว้ตามเดิม ไม่มีการลดลง เอแบคเจอภาวะแบบนี้มาไม่ต่ำกว่า 5 ปี ลดลงเพราะอะไร ถึงแม้ช่วงแรกคลื่นของการคุมกำเนิดยังมาไม่ถึง แต่มหาวิทยาลัยมี 2 ระบบ คือระบบเก่าก็ขยายสาขา ระบบที่ขึ้นมาเป็นมหาวิทยาลัยใหม่ที่ขึ้นมาจากราชภัฏและราชมงคลก็ขึ้นมาเป็นมหาวิทยาลัยเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีการแตกวิชาสาขาต่างๆออกมา คิดว่ามีเด็กนักศึกษาตรงนี้อีกมาก เพราะฉะนั้นถ้าขยายเป็นแคมปัส เช่นมีมหาวิทยาลัยตั้งอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีสาขาอยู่ที่ภาคใต้ ก็จะทำไปทำไม เพราะเป็นการกินตลาดกันเอง และต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นอีกด้วย ซึ่งเป็นความพยายามให้เป็น Autonomy 

 

 

ABAC ในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ?

เรายังพอพยุงได้อยู่ แต่จากนี้ไปจะไปได้เท่าไหร่ก็ต้องดูการเมืองในประเทศไทย สิ่งที่ทำให้เอแบคยังอยู่ได้ คือ เอกลักษณ์ของตัวเราเอง คือ การสร้างเด็กให้จบออกไปเป็นผู้ประกอบการ คือ มี 1.Passion 2.รู้จักวิธีการแก้ปัญหา เมื่อมีอะไรเกิดขึ้นสามารถแก้ปัญหาได้ 3.มี Innovation สังเกตดูว่าใครมีตรงนี้ไปได้ไกล ซึ่ง 3 ข้อที่กล่าวมา เป็นคีย์หลักที่หากมีแล้วจะทำให้องค์กรไปได้ เพราะในยุคใหม่เราจะพูดกันถึง Innovation เป็นหลัก ถ้าไม่มีก็จะทำกันในแบบอย่างเดิมๆ ตรงนี้ต้องมีการคุยกันกับผู้เชี่ยวชาญให้มาชี้แนะให้เกิดสิ่งใหม่ขึ้นมา

 

นอกจากนั้นยังมีจุดเด่นด้านภาษาอังกฤษ ที่ทำให้เอแบคยืนหยัดอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ ซึ่งเรื่องนี้สำคัญอย่างยิ่งสำหรับในยุคของการเปิดเออีซี อีกเรื่องคือ จริยธรรม ไม่ว่าทำอะไร องค์กรไหนก็พัง ประเทศก็พัง เพราะจริยธรรมเป็นการรู้ว่าอะไรดี อะไรช่วย ควบคุมความประพฤติ ทั้งตัวเราเอง ขององค์กร นี่คือจุดแข็งที่เอแบคต้องรักษาให้ยั่งยืน ส่วนวิชาการที่ไหนก็พอๆ กันหมด เรียนวิศวะตรงนั้นตรงนี้ ถามว่าไม่ใช่วิชาเดียวกันหรือ แต่แนวความคิดเป็นสิ่งที่แตกต่างกัน แต่ละแห่งเวลาสอนอยู่ที่ Process กระบวนการว่าชี้แนะให้นักศึกษาคิดอย่างไร ไม่ได้อยู่ที่เนื้อหาสาระ

 

อีกเรื่องที่ต้องติดตาม คือ ธุรกิจการศึกษามีการแข่งขันกันมากขึ้น และมีการกินตลาดกันเองด้วย มหาวิทยาลัยรัฐก็ต้องแข่งขันกันเอง ส่วนมหาวิทยาลัยเอกชนไม่ต้องพูดถึงเลย จากที่มีการเติบโตถึง 2 หลักแต่เดี๋ยวนี้เหลืออยู่หลักเดียว ซึ่งการที่เอแบค อยู่ได้มาถึงวันนี้มาจากวิสัยทัศน์ตั้งแต่ต้นเลยเป็น International มีอาจารย์จาก 40 ชาติ และนักศึกษาจาก 85 ชาติ ที่อยู่กับเราทำงานกับเรา และเข้าใจว่าจุดแข็งนี้ยังดี เพราะเราเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1969 ตั้งแต่คนไทยไม่สนใจภาษา เดี๋ยวนี้พอคนสนใจก็ทำต่อเนื่องมา ส่วนต่างชาติมีโครงการทำมาตลอดเป็นปรกติเช่นกัน

 

นี่ก็พยายามให้อาจารย์ทุกคณะมีอินโนเวชั่น และสร้างห้องแล็บให้นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัตินอกห้องเรียน โลกจะไปทิศทางไหนก็ต้องรู้ด้วย โดยการวางแผนเรื่องนี้อธิการบดีดูนโยบายกว้างๆ แต่ให้คณบดีวางแผนลงลึกในรายละเอียด เป็นคนคิดยุทธศาสตร์ ส่วนด้านอื่นๆตอนนี้ยังไม่มีนโยบายขยาย เพราะเศรษฐกิจไม่ดีเลย บางแห่งได้ยินมาว่ามีโครงการสร้างอาคารเรียนก็ต้องหยุดชะงักไว้ก่อน เพราะจำนวนนักศึกษาก็ลดลง เห็นได้ว่าเราต้องมองทิศทางว่าประเทศจะไปอย่างไรต้องมานั่งดู เพราะอย่าลืมว่า นโยบายการศึกษาของประเทศเป็นตัวชี้นำ เริ่มจากแผนยุทธศาสตร์การศึกษาของชาติ 20 ปีก่อนว่าไปทางไหน เอแบคก็วางนโยบายไปตามทิศทางนั้น ในขณะเดียวกันก็ต้องมีกลยุทธ์ของเราเอง 

 

 

การวางยุทธศาสตร์ของเอแบคมีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง?

มีการจัดตั้งทีมงานขึ้นมา และเริ่มเดินหน้าวางแผนแล้ว ตามแนวทางของเอแบคเองและตามกระแสโลกที่เปลี่ยนไป หลักๆสำคัญคือ Innovation ต้องทำ Internalization ต้องทำ Management ทำอยู่แล้ว ภาษาเราก็ใช้อยู่ เพียงแต่ว่าเราต้องแข่งกับคนอื่นในแง่ของตัวอย่าง เช่น อาจารย์จะอยู่กับเอแบค จะมีการเปรียบเทียบกันเงินเดือนเป็นอย่างไร นี่เรื่องเงินอีกแล้ว เราจะขยับตรงไหนเงินทั้งนั้นเลย ทำวิจัยก็ต้องให้เงินเค้า นี่แบบนี้ทำให้เราต้องมานั่งดูตัวเองว่า จะอยู่อย่างไร และต้องพยายามหามา ในเวลานี้ Industry กับสถาบันการศึกษาต้องร่วมมือกัน ถ้าช่วยตรงไหนได้ต้องช่วย ไม่เช่นนั้นไม่มีทาง ซึ่งที่ผ่านมาเราต้องพยายามไปจีบ ต้องให้เวลากับเรื่องนี้ ซึ่งอุตสาหกรรมในประเทศไทยไม่เหมือนกับต่างประเทศ จะช่วยกันเพราะเห็นว่าทำแล้วมีประโยชน์ต่อเด็ก ตรงกันข้ามที่นี่มองว่าได้ประโยชน์อะไร ประชาสัมพันธ์แล้วมีชื่อเสียงหรือไม่ หากเป็นมหาวิทยาลัยเล็กๆไม่ต้องพูดถึงเลย ลำบาก ของเอแบคยังดีหน่อยที่เด็กๆที่เรียนที่นี่พ่อแม่มีฐานะมีธุรกิจที่จะช่วยสนับสนุนให้ได้บ้าง มีกิจกรรมไปขอเพิ่มอีกเล็กๆน้อยๆ แต่ไม่ได้เป็นก้อนใหญ่ที่จะช่วยทำให้เกิด Impact หรืออินโนเวชั่น

 

การวางรากฐานเอแบคให้มั่นคง ตรงไหนที่เรายังไม่ขยายก็จับตาดูให้ดี บางอย่างเพิ่งเริ่มอย่าง ดนตรี ที่ต้องเปิดเพราะเด็กบางคนเรียนคณิตศาสตร์ไม่ได้ แต่หัวดีเก่งทางด้านดนตรี ซึ่งถ้ามาเรียนที่เอแบคก็ไม่ผ่าน ทำให้ต้องมีการเปิดคณะสาขาวิชาใหม่ๆ ขึ้นมารองรับกับการเปลี่ยนแปลงในยุคนี้ นี่คือทางที่เราจะช่วยประเทศชาติในสิ่งที่เราทำได้สิ่งที่อยากฝากไว้ คือ สถาบันการศึกษาเห็นใจภาครัฐที่ต้องดูแลเรา เพราะมีสถาบันบางแห่งมีทุนไม่มาก ก็พยายามเอาตัวรอดทำสิ่งที่ไม่ดี และท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงทำให้ต้องแข่งกัน บางแห่งรีบสอนๆ แต่ว่าในตัวของมันเองก็อย่าไปทึกทักเอาว่า ต้องทำเหมือนกันทุกคน ทำให้คนที่อยากไปให้ได้ ไปยากขึ้น เพราะอันที่จริงแล้ว มหาวิทยาลัยต้องมีอิสระในตัวเอง ที่เหมาะสมตามสมควร ไม่ใช่การควบคุม ตัวอย่างระบบในอเมริกา รัฐไม่ได้ให้เงินสนับสนุนมหาวิทยาลัยเอกชนก็ไม่ต้องคุม แต่วัดกันที่เป้าหมายที่ต้องการ ใครได้ไม่ได้สุดท้ายตายด้วยตัวเอง ซึ่งเปรียบเสมือน Product ไปไม่ไหวเพราะดีมานด์กับซัพพลาย แต่ของไทยไม่ใช่ทั้งประเทศยังเป็นระบบพี่น้องเครือข่ายต่างๆเหล่านี้ เดี๋ยว Product ของเราไม่ดียังทำไม่ได้ เมื่อเกิดปัญหาก็จะไปไม่ได้ ก็เห็นใจรัฐบาลเพราะมีหลาย Factor ที่ต้องดูแล

 

ซึ่งสถานการณ์ตอนนี้ก็ยังไปได้ดีอยู่ แต่ก็เหนื่อย เพราะเอแบคเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่รับนักศึกษาเฉพาะในระบบ และเงินที่มาเป็นต้นทุนต่อไปไม่ได้มาจากเงินถัง ก็มาจากค่าเทอม และตัวเราเองก็พยายามดูว่าเราจะบริหารจัดการมาจากที่ไหนได้ Income ของเรามาจากสิ่งที่มีอยู่บ้างเล็กๆน้อย จากภายใน คือ ต้องบริหารจัดการให้ดีที่สุด ในส่วนนี้ถ้าทำไม่ดีไม่ละเอียดถี่ถ้วนก็ผ่านไปได้ยาก ถึงได้บอกว่า ต้องดิ้นรนกันด้วยตัวเราเอง ภาครัฐดูภาพรวมมหาวิทยาลัยทั้งหมด ซึ่งการสร้างกฎระเบียบควบคุมทั้งหมด ในทางปฏิบัติแล้วเป็นไปไม่ได้ เพราะนี่คือระบบราชการ แต่นี่ของเอกชน ซึ่งตรงนี้เองเป็นเรื่องที่ต้องคิดกันต่อไป

 

เรื่องและภาพ : กองบรรณาธิการ 

มหาวิทยาลัยพะเยา ไม่ต่างจากมหาวิทยาลัยหลายแห่งที่ใช้ชื่อจังหวัดมาตั้งเป็นชื่อของสถาบัน และแม้ว่าจังหวัดพะเยา จะให้ความรู้สึกถึงการเป็นเมืองขนาดเล็ก แต่เหนือกว่าความรู้สึกคือ ข้อเท็จจริงที่ว่ามหาวิทยาลัยพะเยา หรือ ม.พะเยา มีความใหญ่ทั้งขนาดของพื้นที่และความพร้อมในทรัพยากร ทั้งอาคาร สถานที่วัสดุอุปกรณ์และเครื่องมือสื่อการเรียนการสอน ที่ก้าวหน้าทันสมัยไม่แตกต่างไปจากมหาวิทยาลัยระดับชั้นนำในเมืองใหญ่ๆ เลยแม้แต่น้อย และด้วยเหตุผลที่ ม.พะเยา เป็นมหาวิทยาลัยน้องใหม่ที่เพิ่งก่อตั้ง ทำให้สาขาและหลักสูตรที่เปิดสอนสอดคล้องกับความต้องการอย่างสมยุคสมสมัย กระทั่งว่ามีการเปิดแนวรุกเข้ามาตั้งวิทยาเขตในใจกลางกรุงเทพฯ และยังมีการเรียนการสอนที่มีความ Active และ สามารถตอบสนองความต้องการด้านการศึกษาในเมืองหลวงกรุงเทพฯ ได้อย่างสง่างาม

 

ม.พะเยา : วิทยาลัยการจัดการ @ กรุงเทพฯ

ภายใต้วิสัยทัศน์ของหนึ่งในนักการศึกษา “ขาเก่า” และกล่าวได้ว่าเป็น “ของจริง” อย่าง รศ.ดร.เสรี วงษ์มณฑา ผู้ที่วันนี้ รับหน้าที่รักษาการ ผู้อำนวยการและบริหารวิทยาลัยการจัดการ  แห่งนี้ในเมืองหลวงกรุงเทพฯ ด้วยประสบการณ์ของ รศ.ดร.เสรี วงษ์มณฑา ผู้เป็นทั้งนักการศึกษา และมืออาชีพ ทีรู้จักกันดีในแวดวงโฆษณาและการตลาด ในฐานะบทบาทของ “นักวางกลยุทธ์” การสร้างแคมเปญการตลาดและโฆษณาที่โด่งดังหลายต่อหลายตัว ตั้งแต่ปี 2530 และบทบาทที่ไม่ค่อยเป็นที่รับรู้ เพราะอยู่เบื้องหลังการกำหนดกลยุทธ์ Event ใหญ่ๆ ระดับ Big ที่เมื่อพูดชื่อคือ “ร้องอ๋อ” โดยโอกาสนี้ ดร.เสรี คือผู้บอกเล่ากับทีมงานนิตยสาร MBA อย่างเป็นกันเองในช่วงปลายไตรมาส 1 ของปี 2560 ถึงความเป็นมาของวิทยาลัยการจัดการ กรุงเทพฯของ ม.พะเยา พร้อมบอกกล่าวถึงกลยุทธ์การบริหารจัดการภายใต้สภาวะแห่งความท้าทายและภายใต้ทิศทางของแนวคิดการศึกษา 4.0 ซึ่ง ดร.เสรี ได้เล่าให้ฟังว่า

 

“ในแรกเริ่มเดิมทีเลย มหาวิทยาลัยพะเยา หรือจะเรียกสั้นๆ ว่า ม.พะเยา นั้นเกิดจากการแยกตัวออกมาจากมหาวิทยาลัยนเรศวร ออกมาเป็นวิทยาเขตตั้งอยู่ที่จังหวัดพะเยา ตอนนั้นเรียกกันว่า มหาวิทยาลัยนเรศวร วิทยาเขตพะเยา พอดำเนินการเรียนการสอนจนมีความสำเร็จ ต่อมาจึงสถาปนาขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยพะเยา ภายใต้วิสัยทัศน์และการเปิดสอนที่คัดสรรหลักสูตรเฉพาะสาขาซึ่งเป็นความต้องการของชุมชน สังคมและประเทศชาติ ตามวาระของยุคสมัยในปัจจุบันเพื่ออนาคต ซึ่งก็มีทั้งคณะแพทยศาสตร์, เภสัชศาสตร์, ทันตแพทย์, พลังงาน, โลจิสติกส์ และการท่องเที่ยว ส่วนสายสังคมศาสตร์ก็มีการเปิดสอนในบางสาขา เช่นว่า คณะรัฐศาสตร์, นิเทศศาสตร์ และนิติศาสตร์ เป็นต้น ภายใต้จุดยืนของการเลือกเปิดสอนเฉพาะสาขาที่เป็นดาวรุ่ง ซึ่งอยู่ในความต้องการ จึงเป็นที่มาของความสำเร็จในฟากผู้เรียนอย่างไม่มีข้อสงสัย และจากความสำเร็จของ ม.พะเยาในพื้นที่ จึงเป็นที่มาของการขยายวิทยาลัยมาสู่ใจกลางเมืองหลวงคือ วิทยาลัยการจัดการ กรุงเทพมหานคร มหาวิทยาลัยพะเยาในที่สุด”

 

แบบฉบับ ม.พะเยา คือ ยืนหยัดบนความต้องการ เปิดบริการเฉพาะสาขาดาวรุ่ง

ที่วิทยาลัยการจัดการฯ ม.พะเยา ที่กรุงเทพ ยังคงเน้นย้ำการเปิดสอนเฉพาะหลักสูตรที่เป็นความต้องการ ในแรกเริ่มวิทยาลัยแห่งนี้ีเปิดสอนอยู่ 3 สาขาคือ MBA บริหารการศึกษาและ การท่องเที่ยว แต่ภายหลังคงเหลือที่ 2 สาขา คือ สาขาบริหารการศึกษา และสาขาการท่องเที่ยว โดยยกเลิกหลักสูตรMBA ด้วยเหตุผลสำคัญเพราะจำนวน Supply ของหลักสูตร MBA ในกรุงเทพฯนั้นมีมาก และเมื่อพิจารณาว่า MBA ไม่น่าจะเป็นสาขาที่ Promise ได้กับ อนาคต จึงยกเลิกการเปิดสอน MBA ที่วิทยาลัยในกรุงเทพ 

 

สำหรับอีก 2 สาขาที่คงเปิดสอนคือ สาขาบริหารการศึกษา และ การท่องเที่ยว นั้น ดร.เสรี ชี้ให้เห็นว่า “เพราะเห็นว่าเป็นอนาคต เหตุผลคือเพราะเป็นสาขาที่ตลาดยังต้องการสูง เช่นสาขาบริหารการศึกษา โดยหลังจากที่มีกฎหมายที่กำหนดอย่างเข้มงวดกับผู้บริหารสถาบันการศึกษาหรือโรงเรียนต่างๆ ว่าต้องผ่านการศึกษาและรับรองวิทยาฐานะในด้านความรู้ที่ถูกต้อง ทำให้เกิดความต้องการหลักสูตรนี้ขึ้นมาทันที ไม่ว่าจะเป็นบรรดาลูกหลานหรือเจ้าของโรงเรียนหรือผู้ที่ประกอบกิจการด้านสถานศึกษา และแน่นอนว่าการพัฒนาและยกระดับบุคลากรในแวดวงการศึกษาคือสิ่งที่หยุดนิ่งไม่ได้ และนั่นคือความหมายของอนาคตที่บอกว่ามองเห็น”

 

 

ในส่วนของ “การท่องเที่ยว” ยิ่งชัดเจนในเทรนด์ที่จะโต เพราะท่องเที่ยวคือ จุดขายที่สำคัญของประเทศ และประการที่สำคัญคือ ม.พะเยา เรามีรากฐานของสาขานี้ที่เข้มแข็ง ทั้งด้วยความที่เราอยู่ในโลเกชั่นของการเป็นหนึ่งในจังหวัดยุทธศาสตร์แหล่งท่องเที่ยว และเรายังพร้อมด้านทรัพยากร และที่สำคัญที่สุดคือ “ครู หรืออาจารย์ ของ ม.พะเยา ในสาขานี้ เรามีผู้รู้จริงและเชี่ยวชาญในวงการทั้งการท่องเที่ยวและการโรงแรม เช่น รศ. ดร. พยอม ธรรมบุตร ซึ่งอดีตเป็นหัวหน้าโครงการวางยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวจังหวัดต่างๆอย่างยาวนาน โดยท่านเป็นผู้ที่มีความรู้ด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระพี่นางฯ ในรัชกาลที่ 9 ยังคงพระชนม์ชีพ ที่ได้ทรงเลือกให้ อาจารย์พยอม เป็นผู้ดูแลโครงการลงพื้นที่เก็บข้อมูลเพื่อใช้ในการการวางยุทธศาสตร์กับจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งที่กล่าวมาเป็นเพียงตัวอย่างส่วนน้อยที่หยิบยกมาอรรถาธิบายในเรื่องความเข้มแข็งในสาขานี้ ที่มีความสำเร็จจน ม.พะเยา เรามั่นใจ และตั้งใจขยายสาขานี้มาเป็นที่กรุงเทพฯ เพื่อจะมาเปิดบริการการเรียนการสอนให้กับผู้สนใจในพื้นที่เมืองหลวงบ้าง”

 

Location = Connected strategy 

การมีวิทยาลัยการจัดการฯ ที่กรุงเทพฯ มีเหตุผลสำคัญในเรื่องการสร้างความเชื่อมโยง (Connected) ที่อยากจะมีกับเมืองหลวง เพื่อการเชื่อมโยง (Connected) ไปยังต่างประเทศ ต่อประเด็นนี้ ดร.เสรี ขยายความให้ฟังว่า “ไม่ใช่ว่าการตั้งอยู่ที่ จังหวัดพะเยาจะ connected กับต่างประเทศไม่ได้ นั่นไม่ใช่ แต่ที่ กรุงเทพฯ จะง่ายกว่า และเป็นจริง เพราะหลายปีนี้เรามีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ เช่นที่ Mountbatten University ที่เรามีความร่วมมือและช่วยรองรับการเข้ามาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในฟากฝั่งแปซิฟิก ของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ และเป็นความสัมพันธ์ที่ต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว และขณะนี้เรากำลังมีการเจรจาเพื่อจะขยายความร่วมมือออกไปในฝั่งยุโรปเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย” 

 

 Education 4.0 = Creativity + Innovation + Technology 

ส่วนการศึกษา 4.0 ในมุมมองของ ดร.เสรี มีความคิดเห็นว่า หัวใจสำคัญของ 4.0 นั่นคือการที่เรากำลังจะก้าวไปสู่ยุค อัจฉริยะ หรือยุค Smart เช่นถ้าเป้าหมายคือการจะมี Smart Industry หรืออุตสาหกรรมอัจฉริยะ นั่นย่อมต้องมี Smart people หรือบุคลากรอัจฉริยะ และแน่นอนว่าต้องมีเรื่องการศึกษาเข้าไปหนุนนำอย่างไม่ต้องสงสัย ส่วน “อัจฉริยะ” นั่นก็คือการผสมผสานของ 3 ส่วน อันได้แก่ ความสร้างสรรค์ (Creativity) เช่นการศึกษาที่สร้างสรรค์ย่อมมีที่มาจากการสร้างหลักสูตรอย่างสร้างสรรค์ ทั้งเนื้อหา จนถึงวิธีการเรียนการสอน ที่ต้องมีความสร้างสรรค์ นอกจากนั้นยังมีเรื่องของความใหม่ อะไรที่เป็น First kind in the market ไม่เคยมีใครทำมาก่อนสิ่งนั้นคือ นวัตกรรม (Innovation) และอีกส่วนที่จำเป็นอย่างยิ่งในยุคนี้จนถึงยุคถัดไปคือการนำเทคโนโลยี (Technology) เข้ามาใช้ เข้ามาช่วยในกระบวนการจัดการด้านการศึกษา สามองค์ประกอบสำคัญนี้คือหัวใจของการไปสู่สิ่งที่เรียกว่า 4.0 โดยทั้งหมดทั้งมวลล้วนอยู่ในกรอบที่ ม.พะเยามีความเข้าใจและอยู่ในกระบวนก้าวเข้าสู่กรอบการศึกษา 4.0 อย่างสมบูรณ์ในอนาคตอันใกล้ 

 

เรื่องและภาพ : กองบรรณาธิการ 

 “ถามว่าวอลมาร์ตรู้หรือไม่ว่าจะมีการขายของออนไลน์ ถ้าเทียบกับอเมซอนทำไมอเมซอนประสบความสำเร็จ เป็นเพราะวอลมาร์ต มีเงินน้อยกว่า ไม่เก่งกว่าหรือไม่ คำตอบคือ ไม่ วอลมาร์ต เก่ง รวยมีทุกอย่างที่เหนือกว่าอเมซอน แต่สิ่งที่น่าสนใจคือทำไมวอลมาร์ตไม่สามารถทำออนไลน์ประสบความสำเร็จเท่ากับอเมซอน คำตอบที่น่าสนใจคือแผนธุรกิจ (Business Model) เนื่องจากกำไรของวอลมาร์ตมาจากการขายออฟไลน์”

 

“อเมซอนไม่มีสาขา ไม่ยึดติดกับสาขา นี่คือ Business Model ที่ให้ประสบการณ์ผู้บริโภคดีกว่า ลองนึกภาพอเมซอนไม่มีสาขาแลกเปลี่ยนสินค้าไม่ได้ แสดงว่า ผมต้องแน่ใจว่าเวลาสั่งอะไรจากออนไลน์ สินค้าที่ไปส่งต้องได้ในสิ่งที่เขาคาดหวัง แต่ถ้าเป็นวอลมาร์ตไม่ได้ก็เอาไปเปลี่ยนที่สาขาก็ได้ คำถามคือแล้วผมจะสั่งออนไลน์ไปทำไม ก็เดินไปซื้อที่สาขาก็ได้ นั่นคือวอลมาร์ตยังมีความสุขกับการมีสาขา

อเมซอนที่ประสบความสำเร็จเพราะเขาใช้ Central Warehouse สต็อกทุกอย่างรวมตรงกลาง แต่วอลมาร์ตกำลังจะบอกว่าออนไลน์ของเราจะต้องใช้ประโยชน์จากออฟไลน์คือให้ไปเอาสต็อกที่สาขา นึกภาพลูกค้าสั่งสัก 10 รายการ แล้วเวลาส่งของต้องไปเอาสต็อกจากสาขา ปรากฏว่าสาขาที่ 1 มีแค่ 8 รายการ ที่เหลือต้องไปเอาที่สาขาอื่น ต้นทุนก็มหาศาลแล้ว เผลอๆ ส่งได้ 9 ชิ้น แล้วอีกชิ้นหนึ่งละ ให้รอไปก่อนหรือไม่อยากรอเอาใบที่พรินต์จากออนไลน์ไปรับของที่สาขา ถ้าต้องไปสาขาผมก็ไปสาขาซื้อครั้งเดียวก็จบหรือไม่

Business Model แบบนี้ ลูกค้าไม่เคยประทับใจทำให้วอลมาร์ตไม่ประสบความสำเร็จ สองต้นทุนคุณมีสองด้าน สาขาก็มี ออนไลน์ก็มี จึงเป็นที่มาว่าองค์กรที่มี Business Model ที่เป็นออฟไลน์แล้วประสบความสำเร็จ

ซึ่งตอนหลังวอลมาร์ตเริ่มเข้าใจและปรับตัว แต่ใช้เวลาเกือบ 8-9 ปี อเมซอนก็ปรับตัวมีสาขา เพราะวอล-มาร์ทสามารถสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ดีในออนไลน์”

 

ผศ.ดร.วิพุธ อ่องสกุล คณบดี คณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA BUSINESS SCHOOL) ยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่จะใช้ในการเรียนการสอนนักศึกษาของคณะ ในยุคปัจจุบันโดยจะเลือกเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับ Digital Transformation สอดแทรกให้กับนักศึกษาในวิชาต่างๆ เพื่อเตรียมพร้อมผู้เรียนให้สามารถรับมือกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภค รวมถึงกลไกวิธีการทำงานในอุตสาหกรรมที่กำลังปรับเปลี่ยน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีด้านต่างๆ ส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้ชีวิตและรูปแบบการทำงานของคนในแทบทุกอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษาในฐานะแหล่งพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงก็จำเป็นต้องปรับตัวเพื่อรองรับการผลิตบุคลากรป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมต่างๆ แม้ประเทศไทยจะยังไม่เห็นผลกระทบที่ชัดเจนจากกระแสดิจิทัลในแวดวงการศึกษามากนัก เห็นได้จากรูปแบบการเรียนการสอนที่ยังเน้นการใช้ห้องเรียน ตำราวิธีการสอนยังคงไม่แตกต่างจากที่เคยเป็นมาเท่าใดนัก แต่จากพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่สามารถค้นหาองค์ความรู้ที่สนใจจากสื่อออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ ได้อย่างกว้างขวาง แรงกระเพื่อมนี้อาจส่งผลต่อผู้เรียนในยุคต่อไป 

ปรับบทบาทสถานศึกษา

หากมองจากบทบาทของสถาบันการศึกษา 3 ประการที่สำคัญ ประกอบด้วย Creation of Knowledge การสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ผ่านกระบวนการวิจัย Disseminate of Knowledge คือการเผยแพร่ความรู้ และ Authority Granted Degree เป็นผู้มีอำนาจในการให้ปริญญา

ผศ.ดร.วิพุธ มองผลกระทบต่อสถาบันอุดมศึกษาจากความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมา และการเตรียมพร้อมรับมือโดยแบ่งไปตามแต่ละบทบาทว่า

“เพราะพฤติกรรมของคนเปลี่ยน เรื่องการเรียนรู้ของคนก็เปลี่ยน จากเดิม หนึ่งมาในห้องเรียน สองซื้อหนังสืออ่าน ปัจจุบันแหล่งการเรียนรู้ของมนุษย์เปลี่ยนรูปแบบเช่นเดียวกับการเสพสื่อ เราก็จะเห็นคนเปลี่ยนพฤติกรรมไป เราก็เห็นว่าเทรนด์เหล่านี้เป็นเทรนด์ที่สำคัญ อะไรที่จะเป็นสิ่งสำคัญในเทรนด์ที่กำลังจะเปลี่ยน หากดูจากบทบาททั้งสามของเรา บทบาท Disseminate of Knowledge เราจะเห็นว่าแหล่งการเรียนรู้ในปัจจุบัน มีแหล่งเรียนรู้ได้หลากหลายอย่าง เช่น ผ่านระบบ MOOC Massive Online Learning, You Tube แม้แต่ฟรีแวร์ต่างๆ ที่เป็นระบบการเรียนรู้ที่เรียกว่า LMS Learning Management System 

แสดงว่าในเชิงของการเผยแพร่ความรู้เราต้องเปลี่ยนวิธีการ เนื่องจากการเรียนรู้ของคนเปลี่ยน เราต้องเปลี่ยนวิธีการสอน การเผยแพร่ความรู้ การสร้างความรู้ความเข้าใจให้ผู้ที่มาเรียนหนังสือ ดังนั้น ต่อไปนี้การเรียนรู้จะเป็นรูปแบบที่มหาวิทยาลัยควรต้องเปลี่ยนคือเป็น Interactive Learning เป็นการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน ผู้เรียนกับผู้เรียนด้วยกันเอง ซึ่งโดยขอบเขตในอดีตจะอยู่ในห้องเรียน ปัจจุบันคือ สามารถเรียนรู้ได้ Anywhere Any Platform Anytime 

ทางคณะบริหารธุรกิจก็ต้องเริ่มสอนทางออนไลน์ บางคนอาจจะมองออนไลน์เป็นการเรียนการสอนทางไกล แต่ไม่ใช่ การเรียนรู้ออนไลน์จะมาช่วยให้ Interactive Learning ดียิ่งขึ้น เขาสามารถถามคำถามอาจารย์ เดิมกว่าจะถามคำถามอาจารย์ได้ต้องถามในห้องเรียน ปัจจุบันนึกขึ้นมาได้ก็ยกมือถือมากด หน้าที่อาจารย์ที่ต้องทำงานหนักมากขึ้น คือต้องตอบสนองต่อคำถามเหล่านั้น และถ้ามีคำถามมาคล้ายๆ กันจากนักศึกษาหลายคน อาจารย์อาจจะหาทางตอบคำถามนั้นในเชิง Mass ได้เช่นอาจจะอัดคลิป พวกนี้เป็นระบบที่รองรับการเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่ เพราะการเรียนรู้จะไม่ใช่เวลาเจาะจงแล้ว ขึ้นกับว่าช่วงนั้นเขาว่าง เขาอยากเรียนรู้ ก็จะกลายเป็นมีเวลาในการเรียนต่างกัน ภายใต้ Platform เดียวกัน สมัยก่อนต้องมา 18.00-21.00 เท่านั้น ปัจจุบันเราอาจจะไม่ว่าง 6 โมงเย็น เราว่างเที่ยงคืนเราก็สามารถเรียนผ่านระบบออนไลน์ คือดูคลิปอาจารย์ สงสัยก็อาจจะไปดูเว็บบอร์ด ทิ้งคำถาม ดูว่ามีเพื่อนตอบไหม ซึ่งอาจจะมีเพื่อนช่วยตอบตอนนั้นก็ได้ อาจจะมีเพื่อนบางคนเรียนมาแล้วตอน 6 โมงเย็น

Creation of Knowledge เราก็มองถึง R to R คือ Routine to Research หรือ Project to Research หมายถึงว่างานที่อาจารย์ทั้งหลายได้ไปให้คำปรึกษาน่าจะสามารถนำมาเขียนเป็น Action Research ได้ คือสามารถนำมาสรุปผลเพื่อทำให้การเอาผลจากที่เราไปศึกษาเชิงลึกมาใช้พัฒนาหรือใช้ปรับเปลี่ยนอะไรบางอย่างที่เกี่ยวกับองค์กร เช่น เราไปช่วยองค์กรหนึ่งในการปรับปรุงเรื่องอัตราการลาออก เราได้ข้อสรุปจากการเข้าไปเกี่ยวข้อง ได้โมเดลมา เราก็สามารถนำโมเดลนั้นมาใช้ในการแก้ปัญหา หรือเผยแพร่ให้องค์กรอื่นสามารถนำวิธีการที่ประสบความสำเร็จมาใช้ได้ ซึ่งนักวิจัยเป็นคีย์สำคัญในการเชื่อมเรื่องเหล่านี้ เพราะถ้าเราไปดู Best Practice ถ้าไม่มีนักวิจัยจะเห็นแค่ผล แต่ไม่เห็นวิธีการ ในเชิงลึกๆ ซึ่งนักวิจัยเขาสามารถสรุปข้อดี สรุปผล และเชื่อมโยงระหว่างผลกับวิธีการให้เห็นความสัมพันธ์ชัดเจนมากยิ่งขึ้น นี่คือบทบาทที่ต้องเปลี่ยนไปของมหาวิทยาลัย 

เราสังเกตดู เรื่อง Disruptive ไม่ได้เปลี่ยน What แต่เปลี่ยน How เช่น เราพูดถึง Uber คำถามคือ Uber เปลี่ยน What หรือ How คำตอบคือเปลี่ยน How วิธีการเรียกแท็กซี่ อย่างไรสุดท้ายเรายังต้องเอาตัวเราไปขึ้นแท็กซี่และรถต้องพาเราไปอยู่ดี การเรียนการสอน การเผยแพร่ความรู้ก็ยังคงต้องมี แต่ว่าเปลี่ยนวิธีการในการสอนให้เป็น Interactive Learning  เรื่อง Authority Granted Degree สถาบันการศึกษาจะหมดความหมายหมดความสำคัญทันที ถ้าต่อไปนี้องค์กรเน้น Competency (สมรรถนะ ความสามารถ) ไม่เน้นใบดีกรี หมายถึงองค์กรอาจจะมีวิธีการคัดเลือกคนที่มี Competency เหมาะกับเขา เช่น Google ในสหรัฐอเมริกา เขาก็เริ่มจะไม่สนใจดีกรี ใน 3 บทบาท Disrupt ที่เรากลัวที่สุดคือ ตัวอุตสาหกรรม รับคนในรูปแบบของ Competency และพัฒนาคนเอง 

ผมว่าเรื่องนี้ยากที่สุด เป็นเรื่องที่มหาวิทยาลัยเองต้องเริ่มมองถึงตัวหลักสูตรให้ตรงกับอุตสาหกรรมมากขึ้น สมัยก่อน ตรงบ้างไม่ตรงบ้างเขาก็ยังยอมถูๆ ไถๆ กันไป อุตสาหกรรมชอบมาบ่น สอนอะไรมา สมัยก่อนยังมีช่องว่าง มหา-วิทยาลัยไม่ต้องปรับตัวมาก อุตสาหกรรมก็ยังยอมรับ แต่ปัจจุบันถ้าเรายังไม่ปรับตัว ไม่ฟังเสียงอุตสาหกรรมอยากสอนอะไรก็ไม่รู้ ผมการันตีว่าตายแน่”

 

ภารกิจต้องเปลี่ยน

เพื่อรองรับกับการปรับบทบาทของสถาบันการศึกษา ภารกิจอาจารย์นิด้าจึงต้องเปลี่ยนตามไปด้วยสูตร 1/3+1/3+1/3 คือ การออกไปให้คำปรึกษา สอน และเขียนงานวิจัย อย่างละ 1 ใน 3 เพื่อตอบโจทย์การหาองค์ความรู้ใหม่ที่ตรงกับความความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน การเรียนการสอนออนไลน์ก็เป็นอีกเรื่องที่ ผศ.ดร.วิพุธ ให้ความสำคัญ เขาเล่าแนวคิดที่มีว่า หากการเรียนออนไลน์แล้วยังต้องให้ผู้เรียนมาที่สถาบันการศึกษาอีกก็จะไม่ประสบผลสำเร็จ ดังนั้นรูปแบบการเรียนการสอนออนไลน์ของคณะบริหารธุรกิจ ที่เตรียมไว้ต่อไปจะต้องเป็นออนไลน์ 100 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นได้ หากเลือกทำแบบครึ่งหนึ่งออนไลน์ ครึ่งหนึ่งออฟไลน์ ก็จะไม่สามารถเห็นผลได้อย่างชัดเจน

“เราจะแยกอาจารย์เป็น 2 กลุ่ม คุณสอนออนไลน์คุณจะไม่มีสิทธิเจอนักศึกษา ไม่ต้องเข้ามา ดังนั้นตอนนำไปปฏิบัติ (Implement) แยก แต่ตอนใช้งานจริง ผมอาจจะให้นักศึกษาเลือกได้ ครึ่งหนึ่งเรียนออนไลน์ อีกครึ่งขอมาเจอหน้า อาจารย์เพื่อนๆ ตอนนั้นทำได้ แต่ตอน Implement แยกกัน ไม่เช่นนั้นจะไม่มีวันสำเร็จ คุณจะทำแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ ให้ประสบการณ์ที่ดีกับเด็กที่ไม่เจอหน้า ที่เขาสามารถเรียนรู้ได้ดีขึ้น”  ผศ.ดร.วิพุธกล่าวและอธิบายต่อว่า

แม้รูปแบบการเรียนการสอนจะเปลี่ยนไป แต่ภาระหน้าที่ทั้งของผู้เรียนและผู้สอนยังคงมีมากเช่นเดิม โดยเฉพาะในฝั่งอาจารย์ ที่ต้องปรับให้เหมาะกับพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ เช่น เนื้อหาที่ใช้สอนจะต้องสั้นกระชับ มีการปรับเปลี่ยนการนำเสนอ ลำดับขั้นเนื้อหาให้เหมาะสมกับการเรียนการสอนแบบออนไลน์ อาจารย์ที่เข้าร่วมการสอนออนไลน์จะต้องคอยปรับปรุงเนื้อหาการเรียนการสอนจนกว่าสิ่งที่ทำไปนั้นลงตัวซึ่งถือว่าเป็นการเรียนรู้ของคณาจารย์ไปพร้อมกัน
 

ผศ.ดร.วิพุธ ให้ความเห็นว่า การเริ่มต้นก่อนเป็นเรื่องที่ดี เพราะผู้ที่เริ่มก่อนมีโอกาสทดลองทำในสิ่งต่างๆ ได้มากกว่า ในช่วงเวลาการเปลี่ยนแปลง การปรับตัวเองอย่างรวดเร็วย่อมดีกว่าไปเปลี่ยนตอนที่อุตสาหกรรมปรับไปหมดแล้ว ซึ่งอาจจะไม่ทันกาล เพราะมีตัวอย่างให้ผู้บริโภคเห็นสามารถนำมาเปรียบเทียบได้ ในส่วนของเนื้อหาวิชาการยังคงเป็นวิชาทางด้านบริหารธุรกิจที่เป็นแกน แต่จะสอดแทรกแนวคิดเรื่อง Digital Transformation ไปตามรายวิชาต่างๆ เพื่อให้นักศึกษากล้าที่จะทดลองทำสิ่งใหม่ๆ เพราะการทดลองในห้องเรียนมีข้อดีคือ ยังไม่มีต้นทุน ทำให้นักศึกษาสามารถหลุดจากกรอบสิ่งแวดล้อมเดิมๆ สามารถนำเสนอรูปแบบใหม่ๆ โดยอาจารย์แต่ละวิชาจะให้ผู้เรียนคิดภายใต้นิเวศใหม่เพื่อรับการเปลี่ยนแปลง เพราะระบบนิเวศใหม่บนโลกใบนี้ที่ดิจิทัลกำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้น รูปแบบหรือ How ที่เปลี่ยนไปในเกือบทุกอุตสาหกรรมเป็นเรื่องที่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะเลือกใช้ความรู้ความชำนาญที่มี ผสมผสานกับแนวคิดใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นเพื่อนำ What หรือสิ่งที่องค์กรนำเสนอไปสู่ผู้บริโภค ตราบที่องค์กรธุรกิจยังต้องมีการบริหารการจัดการ เนื้อหาวิชาจากโรงเรียนธุรกิจ ก็ยังคงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อพัฒนาองค์กรให้มีประสิทธิภาพ รองรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัยได้อย่างดีที่สุด

 

เรื่อง : กองบรรณาธิการ 
ภาพ : วันเฉลิม สุทธิรักษ์

 

เราต้องไม่มุ่งเน้นการหารายได้จากค่าเล่าเรียน จนกลายเป็นโรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตบัณฑิตในรูปแบบ จ่ายครบ จบแน่ 

เรากำลังสอนนักศึกษาที่เกิดในยุคไอทีด้วยอาจารย์ที่จบการศึกษาในยุคอุตสาหกรรมและในห้องเรียนที่สร้างมาแต่โบราณ

ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงในโลกเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อการทำงานขององค์กรต่างๆ ตลอดจนพฤติกรรมของคนเราให้ได้รับผลกระทบไปด้วย

ด้วยสภาวะแวดล้อมต่างๆ ที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ปัจจัยด้านเทคโนโลยีและที่สำคัญพฤติกรรมของผู้บริโภค Gen Y ตอนปลี่ยจนถึงช่วง Gen Z

Business School Mission: Performance with Purpose 

ในสภาพแวดล้อมปัจจุบันของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย การให้ความสำคัญในเรื่องของนวัตกรรม (Innovation) เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นที่จะทำให้การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจของประเทศมีความเข้มแข็ง

สรุปและจำแนกคุณลักษณะของบัณฑิต MBA ที่พึงปรารถนาได้ดังนี้

1. ควรเป็นบัณฑิตที่มีคุณธรรมและมีธรรมาภิบาล (Ethics and Good Governance) 

Page 1 of 2