November 18, 2017

พระราชกรณียกิจด้านการศึกษา

     “...การศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างและพัฒนาความรู้ ความคิด ความประพฤติ และคุณธรรมของบุคคล หากสังคมและบ้านเมืองใดให้การศึกษาที่ดีแก่เยาวชนได้อย่างครบถ้วนในทุกๆ ด้านแล้ว สังคมและบ้านเมืองนั้นก็จะมีพลเมืองที่มีคุณภาพ สามารถดำรงรักษาความเจริญมั่นคงของประเทศชาติไว้ และพัฒนาก้าวหน้าต่อไปโดยตลอด...”

(พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่คณะครูและนักเรียนที่ได้รับพระราชทานรางวัลฯ ณ ศาลาดุสิดาลัย วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2524) 

     จากพระบรมราโชวาทข้างต้น ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 แสดงให้เห็นถึงสายพระเนตรอันกว้างไกล ที่ทรงตระหนักว่าการพัฒนาด้านการศึกษาให้คนในประเทศชาติโดยเฉพาะเยาวชนนั้น เป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ ดังนั้น พระองค์จึงทรงริเริ่มทั้งโครงการในพระราชดำริด้านการพัฒนาการศึกษาอันหลากหลาย และยังทรงเป็นแรงผลักดัน แรงบันดาลใจ ให้ผู้คนแสวงหาการศึกษา ไม่หยุดเรียนรู้ตลอดชีวิตอีกด้วย

ทุนการศึกษาพระราชทาน สร้างโอกาสทางการศึกษา 

     พระองค์ทรงตระหนักดีว่า อุปสรรคในการพัฒนาการศึกษาไทย ไม่ได้อยู่ที่สติปัญญาของเด็กไทย หากแต่อยู่ที่พวกเขาด้อยโอกาสและขาดแคลนทุนทรัพย์ ทำให้เด็กหลายคนต้องพลาดโอกาสในการศึกษาหาความรู้ไปอย่างน่าเสียดาย เป็นที่มาให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อก่อตั้งทุนการศึกษาหลายทุน ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา ไม่ว่าจะเป็น ทุนเล่าเรียนหลวง ทุนอานันทมหิดล ทุนการศึกษาสงเคราะห์ในมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ทุนมูลนิธิราชประชาสมาสัยในพระบรมราชูปถัมภ์และมูลนิธิโรงเรียนราชประชาสมาสัย

     ในส่วนของ ทุนเล่าเรียนหลวง หรือ King’s Scholarship เริ่มมีขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ.2440 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ซึ่งพระราชทานเพื่อเป็นเครื่องจูงใจให้นักเรียน ตั้งใจเล่าเรียนและเพื่อเป็นการให้รางวัล โดยได้พระราชทานทุนนี้ จนถึงปี พ.ศ. 2475 และหยุดไประยะหนึ่ง จนกระทั่ง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงกลับมาพระราชทานทุนนี้ใหม่อีกครั้งในปี พ.ศ. 2508 ให้ผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการและได้คะแนนดีเยี่ยม ให้มีโอกาสไปศึกษาต่อต่างประเทศ ปีละ 9 ทุน คือแผนกศิลปะ 3 ทุน แผนกวิทยาศาสตร์ 3 ทุน และแผนกทั่วไป 3 ทุน โดยทุนเล่าเรียนหลวงนี้ ไม่มีข้อผูกมัดผู้รับทุนว่าต้องกลับมาชดใช้ทุนด้วยการกลับมารับราชการเหมือนทุนการศึกษารัฐบาลอื่นๆ เพราะทุนเล่าเรียนหลวงเป็นทุนพระราชทานแก่นักเรียนที่สอบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายให้ไปศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาในต่างประเทศ เพราะมีพระราชประสงค์ให้ผู้รับทุนได้ศึกษาวิชาการ และได้รับการอบรมให้รู้และเข้าใจขนบประเพณีของชาวตะวันตกไปด้วย เพราะอายุยังอยู่ในวัยที่สามารถช่วยตัวเองและปรับตัวให้เข้ากับสังคมตะวันตกได้

 

 

     ขณะที่ ทุนอานันทมหิดล เกิดขึ้นเพราะพระราชดำริของพระองค์ ที่ทรงตระหนักว่าประเทศไทยต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในวิชาเทคนิคชั้นสูง เพื่อมาช่วยพัฒนาประเทศมากขึ้น จึงควรส่งเสริมนิสิตนักศึกษาที่มีความสามารถอย่างยอดเยี่ยมให้มีโอกาสไปศึกษาต่อในวิชาชั้นสูงบางวิชา ณ ต่างประเทศ เมื่อสำเร็จแล้วจะได้ทำงานเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เรียนมาต่อไป จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทาน ทุนอานันทมหิดล

     ในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ ในขั้นแรกพระราชทานทุนนี้ให้แก่นักศึกษาในสาขาวิชาแพทยศาสตร์ก่อน จนกระทั่งปัจจุบันทุนมูลนิธิ อานันทมหิดล ได้ขยายขอบเขตการพระราชทานทุนแก่นักศึกษาเป็นแผนกอื่นๆ คือ แผนกแพทยศาสตร์ แผนกวิทยาศาสตร์ แผนกวิศวกรรมศาสตร์ แผนกเกษตรศาสตร์ แผนกธรรมศาสตร์ แผนกอักษรศาสตร์ แผนกทันตแพทย-ศาสตร์ แผนกสัตวแพทยศาสตร์ 

 

 

     ทุนอานันทมหิดลไม่ได้กำหนดระยะเวลาเรียน ผู้ได้รับทุนสามารถเรียนถึงขั้นสูงสุดตามความสามารถ และไม่มีสัญญาผูกมัดว่าผู้ได้รับพระราชทานทุนจะต้องกลับมาปฏิบัติงานอย่างใดอย่างหนึ่งตามเวลาที่กำหนดเช่นทุนอื่นๆ เพราะมีพระราชประสงค์จะให้ผู้รับทุนได้เกิดความสำนึกรับผิดชอบเอง โดยพระองค์เคยตรัสไว้ว่า 

     “ถ้าพวกเขาไปศึกษา จนจบมา แล้วกลับมาเป็นอาจารย์ ข้าราชการจะดีที่สุด แต่ถ้ากลับมา แล้วไปทำงานในหน่วยงานเอกชน ก็ถือว่าได้ช่วยคนไทย สังคมไทย แต่ถ้าไปแล้วไม่กลับมาเลย ก็ถือว่ามีวิชาชีพเลี้ยงตนในฐานะคนไทยคนหนึ่ง” 

     นับเป็นพระราชดำรัสที่แสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ และประสงค์ที่จะหยิบยื่นและนำพาโอกาสอันดีทางการศึกษาและอนาคตให้แก่เยาวชนและสังคมไทยโดยจิตพิสุทธิ์

 

ทรงริเริ่มก่อตั้ง โรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์ มหาวิทยาลัย สถาบันเพื่อการศึกษา 

     ในหลวงรัชกาลที่ 9 ไม่เพียงแค่พระราชทานทุนการศึกษาหลากหลายรูปแบบเท่านั้น หากยังทรงมอบโอกาสทางการศึกษาด้วยการก่อตั้งโรงเรียนในพระราชูปถัมภ์มากมาย กระจายไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ โดยพระองค์มิเพียงดำริการก่อตั้ง แต่ยังพระราชทานพระราชทรัพย์ช่วยเหลือ ให้คำแนะนำ รวมทั้งเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมและพระราชทานพระบรมราโชวาทเพื่อสนับสนุนและเป็นกำลังใจแก่ครูและนักเรียนของโรงเรียนแต่ละแห่ง ที่เห็นเป็นแบบอย่างชัดเจน คือ การก่อตั้ง มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ เป็นองค์กรการกุศลที่พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2506 หลังเกิดวาตภัยที่แหลมตะลุมพุก จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมูลนิธินี้มีบทบาทสำคัญในการจัดตั้ง โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ซึ่งในปัจจุบันมีโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ เป็นจำนวนถึง 58 แห่งในหลายพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อจัดการการศึกษาสงเคราะห์แก่นักเรียนกำพร้าที่ครอบครัวประสบภัยและนักเรียนจากครอบครัวที่ยากจน ซึ่งถ้ามีผลการเรียนดี ก็จะได้รับการศึกษาต่อเนื่องถึงขั้นสูงสุดที่อยากจะเรียนด้วย

     เช่นเดียวกันกับ โรงเรียนพระดาบส ที่เป็นโครงการในพระราชดำริของพระองค์ ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา ขาดแคลนทุนทรัพย์และความรู้วิชาชีพ ให้ได้รับการอบรมให้มีทักษะ ความรู้ คุณธรรมและศีลธรรม เพื่อพร้อมไปประกอบสัมมาอาชีพ ดูแลตนเองและครอบครัว โดยดำเนินการในรูปแบบการศึกษานอกระบบ ไม่เป็นเชิงพาณิชย์ ผู้เข้าอบรมไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่มีหน้าที่ปรนนิบัติครูอาจารย์ที่ประสิทธิประสาทความรู้ให้ เสมือนพระดาบสที่อบรมถ่ายทอดความรู้ให้ลูกศิษย์สมดังนามโรงเรียนที่ได้พระราชทานไว้

 

 

    นอกจากนั้น พระองค์ยังมีพระราชดำริให้จัดตั้ง สถาบันการศึกษา รวมทั้งพระราชทานนามของสถาบันการศึกษาหลายแห่ง ที่ไม่เพียงมีความหมายอันเป็นสิริมงคลเท่านั้น แต่ยังแสดงถึงแนวทาง ปรัชญา ที่ควรยึดถือปฏิบัติเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายของการผลิตบุคลากรอันนับเป็นทรัพยากรสำคัญเพื่อการพัฒนาประเทศชาติ

     ดั่งกรณีของ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปในนามว่า นิด้า เป็นอีกสถาบันการศึกษาที่ถือกำเนิดขึ้นด้วยพระราชดำริของพระองค์ ที่ทรงสนพระราชหฤทัยในเรื่องการพัฒนาเป็นพิเศษ เมื่อราว พ.ศ. 2503 ทรงมีพระราชปรารภกับ นายเดวิด ร็อกกีเฟลเลอร์ ถึงเรื่องที่ประสงค์ให้มีการปรับปรุงการสถิติของชาติว่า ประเทศไทยขาดข้อมูลอันเป็นสิ่งสำคัญในการวางแผนและการพัฒนา ดังนั้นจึงประสงค์ให้มีการจัดตั้งสถาบันเพื่อส่งเสริมและพัฒนาผู้มีความรู้และความสามารถด้านสถิติ และผู้เชี่ยวชาญในสาขาอื่นๆ ต่อมาเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศต่อไป จนในที่สุดได้มีการจัดทำโครงการเสนอรัฐบาล และก่อตั้ง Graduate Institute of Development Administration (GIDA) ขึ้น และต่อมา รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาจัดตั้งสถาบันสอนวิชาการบริหารเกี่ยว กับการพัฒนาประเทศ โดยได้นำโครงการ GIDA ของดอกเตอร์ สเตซี เมย์ มาศึกษา และได้เสนอมติของที่ประชุมคณะกรรมการต่อคณะรัฐมนตรีว่าควรจะตั้ง สถาบันพัฒนาการบริหาร (Institute of Development Administration) โดยดำเนินการสอนในขั้นปริญญาโทและเอก การศึกษาฝึกอบรม และการวิจัย ซึ่งต่อมาจึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) โดยนามของสถาบันแห่งนี้ก็ได้รับพระราชทานจากพระองค์ เพื่อสื่อถึงปรัชญาของการเรียนการสอนของนิด้า ที่มุ่งเน้นผลิตบัณฑิตระดับบัณฑิตศึกษาที่มีภาวะผู้นำ พัฒนาองค์ความรู้ งานวิจัย และให้บริการวิชาการ ด้านการบริหารการพัฒนา เพื่อพัฒนาประเทศชาตินั่นเอง

 

 

     ขณะที่อีกหนึ่งตัวอย่าง ของสถาบันอุดมศึกษาที่ได้รับพระราชทานนามอันเป็นมงคลจากพระองค์ นั่นคือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ซึ่งมีประวัติความเป็นมาจาก การเป็น วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา โดยในวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2531 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อใหม่ให้แก่ วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาว่า สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ซึ่งหมายความว่า สถาบันเทคโนโลยีอันเป็นมิ่งมงคลแห่งพระราชา ศ.สวาสดิ์ ไชยคุณา อธิการบดีท่านแรก ผู้บุกเบิกสถาบันอันทรงเกียรติแห่งนี้ ได้กล่าวถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จ-พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ไว้ตอนหนึ่งว่า

     “ล้นเกล้าฯ พระปิยมหาราชปลดปล่อยทาสให้เป็นไทยฉันใด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันทรงปลดปล่อยนักเรียนอาชีวฯ ชั้นสองให้เป็นไทฉันนั้น... เนื่องด้วยในปี 2524 บัณฑิตอาชีวศึกษาซึ่งพัฒนามาจากนักเรียนชั้นสองของสังคม มีโอกาสรับพระราชทานปริญญาบัตรกับพระหัตถ์พระองค์เอง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จฯ มาพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรกของบัณฑิตวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา ณ อาคารใหม่ สวนอัมพร และทรงพระกรุณาพระราชทานชื่อสถาบันให้ใหม่ว่า สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล และนับแต่ในปีพุทธศักราช 2534 เป็นต้นมาก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์มาพระราชทานปริญญาบัตรแด่บัณฑิตตั้งแต่ครั้งนั้นจนถึงปัจจุบันเป็นประจำทุกปี

 

 

การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม จุดประกายความรู้สู่ทุกแห่งหน

     เพื่อเป็นทางออกหนึ่งของปัญหาการขาดแคลนครูในท้องที่ชนบทห่างไกล และสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาแก่เยาวชนและประชาชนทั่วประเทศ พระองค์จึงทรงพระราชทานพระราชดำริในการจัดตั้งโครงการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมขึ้น โดยกรมสามัญศึกษา โดยเริ่มดำเนินการให้โรงเรียนวังไกลกังวลเป็นแม่ข่ายถ่ายทอดการจัดการศึกษาสายสามัญตั้งแต่ชั้นมัธยม-ศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 ไปสู่โรงเรียนทั่วประเทศ ด้วยระบบทางไกลผ่านดาวเทียม ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 จนถึงปัจจุบัน 

     ทรงมีพระราชดำริให้รูปแบบการเรียนการสอนของโครงการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมจะต้อง สอนง่าย ฟังง่าย เขียนง่าย เข้าใจง่าย เน้นการเลือกใช้เทคโนโลยีที่ไม่ซับซ้อน ประหยัด ได้ผลดี และครูทุกคนต้องมีจิตวิญญาณความเป็นครู มีความรักและเมตตา ประสงค์ให้ลูกศิษย์ทุกคนได้รับความรู้ ในฐานะที่เป็น ครูตู้ ครูพระราชทาน นั่นเอง

     ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา โครงการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม มีบทบาทอย่างยิ่งในการลดช่องว่าง และสร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงการศึกษาของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กทั่วประเทศ ที่ประสบปัญหาครูไม่พอ ครูไม่ครบชั้น และครูสอนไม่ตรงกับวิชาเอก ซึ่งมีอยู่กว่า 15,000 โรงเรียน ทั่วประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

 

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน สรรพวิชาการเพื่อเยาวชนจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

     “เราต้องให้ความรู้แก่เด็กและคนรุ่นต่อไปอย่างที่เราจะสามารถทำได้จึงพูดถึง สารานุกรม นี้จะทำให้เราแก้ปัญหาของเราได้ส่วนหนึ่ง ที่จริงมีวิธีแก้ปัญหาอย่างอื่นด้วย แต่ว่า เราต้องเลือกทำ ขอเลือกทำสารานุกรม สารานุกรมไม่ใช่ครู แต่ว่าจะช่วยให้คนอื่นที่ไม่ได้เป็นครู เป็นครูได้ เช่น พ่อ แม่ ถ้าลูกถามปัญหาต่างๆ ก็อาศัยสารานุกรมนี้มาตอบได้คนที่อ่านรู้เรื่องมากกว่าจะสอนน้องได้ แล้วการที่ดูสารานุกรมด้วยกันในครอบครัวจะช่วยให้เกิดความใกล้ชิดในครอบครัว จะช่วยให้ลูกไว้ใจพ่อแม่ ซึ่งจะเป็นผลพลอยได้อีกอย่างหนึ่ง นอกจากนี้ระหว่างเด็กด้วยกันหรือคนที่อ่านสารานุกรมด้วยกัน ก็จะคุยกันในวิชาการได้ จะเกิดความรู้และจะเกิดความสามารถที่จะแลกเปลี่ยนความคิดกันการแลกเปลี่ยนความคิดและแลกเปลี่ยนทัศนะกันนี้เป็นทางที่จะทำให้มีความรู้ความกว้างขวางและจะทำให้อยากที่จะรู้มากขึ้น ซึ่งเป็นจุดประสงค์ของการศึกษา...

     ด้วยพระราชดำรินี้ พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนขึ้น ตั้งแต่ พ.ศ. 2511 โดยได้มีการจัดแบ่งวิทยาการของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนออกเป็น 4 สาขา คือ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ พร้อมกับกำหนดหัวข้อเรื่อง และวิทยากรผู้เขียนเรื่องต่างๆ ของแต่ละสาขาวิชา และปัจจุบันจัดพิมพ์สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนแล้ว รวม 26 เล่ม นับเป็นมรดกการพัฒนาวิชาการที่สำคัญยิ่งในวงการศึกษาไทย ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมอบไว้ให้แก่ปวงชนชาวไทย

     ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของพระราชกรณียกิจของพระองค์ ที่ทรงสร้างและวางระบบการพัฒนาการศึกษาของไทย เพื่อให้เยาวชนและประชาชนทุกคนได้เข้าถึงระบบการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นและความโชคดีของปวงชนชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้

Last modified on Sunday, 22 October 2017 08:37