March 25, 2019
×

Warning

JUser: :_load: Unable to load user with ID: 802

บมจ.ไทยสมุทรประกันชีวิต รักคือพลังของชีวิต โดย คุณนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ กรรมการผู้จัดการ ร่วมกับ คุณสมชัย อาภรณ์ศิริพงษ์ รองกรรมการผู้จัดการ ได้ร่วมส่งมอบรถยนต์ TOYOTA CAMRY ให้กับผู้บริหารฝ่ายขายช่องทางตัวแทนจากทั่วประเทศ เพื่อใช้เป็นรถประจำตำแหน่งในการเดินทางสร้างผลงานได้อย่างสะดวกปลอดภัย รวมทั้งเพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการทำงานงานสู่เป้าหมายเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 70 ปี OCEAN LIFE ไทยสมุทรในปี 2562 นี้อีกด้วย

 

บริษัท ทิพยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) โดยคุณสมิตา จิรเสถียรพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านปฏิบัติการ ร่วมจับรางวัลให้กับผู้โชคดี จากแคมเปญ “กู้ง่าย ได้ลุ้น กับสินเชื่อชีวิตสุขสันต์” ที่ธนาคารออมสินจัดขึ้นเพื่อมอบโชคให้กับลูกค้าสินเชื่อชีวิตสุขสันต์ของธนาคาร ที่ใช้สลากออมสินพิเศษ หรือ สมุดเงินฝากออมสินเป็นหลักประกันการกู้เงิน โดยมีคุณอนุรักษ์ เสงี่ยมจิตร ผู้ช่วยผู้อำนวยการธนาคารออมสิน สายงานบริหารธุรกิจลูกค้าบุคคล เป็นประธานในพิธี  เมื่อเร็วๆ นี้ ณ หอประชุมบุรฉัตร ธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ

นางวรรธนา มงคลศรี (ที่ 3 จากขวา) รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนา “เปิดเกมรุกบุกตลาดโลก ปี 62” จัดโดยศูนย์ความเป็นเลิศด้านการค้าของ EXIM BANK (EXIM Excellence Academy : EXAC) เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการ SMEs เกี่ยวกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของตลาดการค้าโลกในกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าสนใจ อาทิ อาหารและอาหารแปรรูป เสื้อผ้า แฟชั่น เครื่องจักรกล และเครื่องประดับ ณ สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (New Economy Academy : NEA)  โดยมีนายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ (ที่ 3 จากซ้าย) ผู้อำนวยการ NEA ให้การต้อนรับ เมื่อเร็วๆ นี้

คุณวิชชุดา ไตรธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่  ทิพยประกันภัย จัดโครงการพลังบุญทิพยร่วมสร้าง ครั้งที่ 117 เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และ เทิดพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร นำหน่วยหนุมานทิพยจิตอาสาและกัลยาณมิตรธรรม กราบสักการะพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปเก่าแก่ศักดิ์สิทธิ์ สำคัญคู่บ้านคู่เมืองของเมืองเชียงใหม่ พร้อมทั้งนิมนต์พระเทพสิงหวราจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร รองเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่และพระภิกษุสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ร่วมถวายจตุปัจจัยไทยธรรมและภัตตาหารเพล เพื่อทำนุบำรุงและสืบสานพระพุทธศาสนาให้คงอยู่สืบไป

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ แถลงความพร้อมการจัดงานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์ระดับแถวหน้าของเอเชีย หรือ STYLE Bangkok เดือนเมษายน พร้อมดันผู้ผลิต ผู้ส่งออกและดีไซเนอร์กลุ่มไลฟ์สไตล์ จัดแสดงสินค้ากว่า 1,600 คูหา ครอบคลุมพื้นที่ 41,000 ตารางเมตร ของไบเทค บางนา ระหว่างวันที่ 17-21 เมษายน 2562

งานแถลงข่าวฯ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ ที่ผ่านมา ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล กรุงเทพฯถนนวิทยุ ได้รับเกียรติจากรองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) นางวรรณภรณ์ เกตุทัต เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้บริหารสมาคม สมาพันธ์และองค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมงานอย่างคับคั่ง ภายในงานยังมีการนำเสนอผลิตภัณฑ์ไฮไลต์ในรูปแบบนิทรรศการและแฟชั่นโชว์แสนประทับใจจากความร่วมมือของนิตยสารชื่อดังระดับนานาชาติโว้กประเทศไทย

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า "STYLE Bangkok เดือนเมษายน 2562 เป็นการรวมงานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์ที่สำคัญ 3 งาน ได้แก่ งานแสดงสินค้าแฟชั่นและงานแสดงสินค้าเครื่องหนัง หรือ BIFF & BIL งานแสดงสินค้าของขวัญและงานแสดงสินค้าของใช้ในบ้าน หรือ BIG+BIH และงานแสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์ หรือ TIFF สามงานแสดงสินค้านานาชาติที่จัดต่อเนื่องยาวนาน เพื่อตอบสนองต่อแนวโน้มไลฟ์สไตล์ของโลกและตอบรับกับความต้องการของผู้ซื้อที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงเพื่อตอบสนองแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มผู้ซื้อ/ผู้นำเข้าที่ลดระยะเวลาและภาระต่างๆ ในการเดินทางเพื่อสั่งซื้อสินค้า"

“การรวมงานแสดงสินค้าทั้ง 3 งานเข้าด้วยกัน จึงเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ซื้อให้สามารถพบสินค้าที่หลากหลายและครบครันภายในงานเดียว สามารถตอบโจทย์ความต้องการของทั้งผู้ซื้อและผู้ขายทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นผู้ค้าปลีก, Concept Store, ตัวแทนจัดซื้อ นักออกแบบ, มัณฑนากร, ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์, ห้างสรรพสินค้าทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งในขณะเดียวกัน ก็จะเป็นการขยายโอกาสทางการค้าของผู้ร่วมแสดงสินค้าที่จะได้พบผู้ซื้อ-คู่ค้าที่หลากหลายยิ่งขึ้น”

นางวรรณภรณ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า “STYLE Bangkok เดือนเมษายนจัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ Crenovative Origin เพื่อสะท้อนแนวคิดในการผสานความคิดสร้างสรรค์ (Creative) นวัตกรรม (Innovation) และอัตลักษณ์ไทย (Original) เข้าไว้ด้วยกัน โดยชูจุดเด่นของสินค้าไลฟ์สไตล์ของผู้ประกอบการไทยที่มีการต่อยอด พัฒนาผลงานอย่างสร้างสรรค์ผสานนวัตกรรมนำสมัย เพื่อยกระดับพื้นฐานวิถีไทยสู่เวทีการค้าโลก งานในครั้งนี้ มีผู้ประกอบการเข้าร่วมงานทั้งไทยและต่างประเทศ อาทิ ไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น และCLMV ทั้งสิ้น 876 บริษัท 1,687 คูหา คาดการณ์จะมีผู้เข้าชมงานกว่า 45,000 ราย จาก 70 ประเทศทั่วโลกคาดการสั่งซื้อภายในงานทันทีไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท”

ภายในงาน นอกจากจะมีสินค้าไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายและครบครันแล้ว ยังมีการจัดนิทรรศการที่น่าสนใจกว่า 20 นิทรรศการซึ่งถือเป็นอีกไฮไลต์ที่แตกต่างจากงานอื่นๆ โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้ประกอบการหน้าใหม่ SMEs ผู้ประกอบการจากภูมิภาค ประกอบด้วย นิทรรศการ The New Faces, คูหาพาณิชย์จังหวัด, นิทรรศการ OTOP เพื่อการส่งออก ฯลฯ  กลุ่มนักออกแบบและแบรนด์น่าสนใจ อาทิ นิทรรศการ Designers' Room & Talent Thai, Innovation and Design Showcase, Niche Product สินค้าสัตว์เลี้ยง ผู้สูงอายุ แม่และเด็ก และกลุ่มเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งโรงแรม รีสอฺร์ท และที่พักอาศัย (Hospitality & Home) Art Zone ตลอดจนนิทรรศการส่งเสริมความรู้และสร้างแรงบันดาลใจ อาทิ นิทรรศการสิ่งทอที่มีคุณสมบัติพิเศษ Functional Textile, The Pattern Creator พัฒนาและส่งเสริมนักสร้างต้นแบบตัดเย็บสู่ระดับสากล, Material Solution นิทรรศการนำเสนอแนวโน้มการใช้วัสดุต่างๆ ในการสรรค์สร้างสินค้าไลฟ์สไตล์ เป็นต้น

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ย้ำว่า “กรมฯ มุ่งหวังที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและการส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์ที่มีคุณภาพของภูมิภาคอาเซียน และผลักดันให้งานแสดงสินค้า STYLE Bangkok เป็นงานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์ระดับนานาชาติที่ตอบสนองทุกความต้องการของผู้ซื้อและผู้ขายในอุตสาหกรรมฯ รวมทั้ง เป็นเวทีที่ผู้ซื้อและผู้ขายได้พบปะ เจรจาธุรกิจ แลกเปลี่ยนความรู้ อัพเดทเทรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์ จึงถือเป็นงานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์ที่ครบวงจรอย่างแท้จริง และเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ จึงอยากขอเชิญชวนผู้ซื้อ นักธุรกิจ นักออกแบบ และประชาชนทั่วไปร่วมเลือกซื้อสินค้าภายในงานและที่สำคัญคือร่วมชื่นชมและภาคภูมิใจกับศักยภาพอุตสาหกรรมไลฟ์สไตล์ของไทย”

STYLE Bangkok จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-21 เมษายน 2562 ณ ไบเทค บางนา โดยเปิดเจรจาธุรกิจ ระหว่างวันที่ 17-19 เมษายน เวลา 10.00-18.00 น. และเปิดจำหน่ายปลีกสำหรับประชาชนทั่วไป ระหว่างวันที่ 20-21 เมษายน เวลา 10.00-21.00 น. ชมรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนเข้าชมงานล่วงหน้าได้ที่ www.stylebangkokfair.com หรือโทรสายตรงการค้าระหว่างประเทศ 1169

ผศ.ดร. ปรเมศร์ อัศวเรืองพิภพ  รองคณบดีฝ่ายงานแผนและประกัน คุณภาพ คณะบริหารและการจัดการ (FAM) สถาบันเทคโนโลยีเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง (สจล.) กล่าวถึง งานด้านแผน และประกันคุณภาพว่า แบ่งงานเป็น 2 ส่วน หลัก ๆ คือ งานแผน เป็นงานเกี่ยวกับการ ทำแผน จัดทำรายงานและติดตามประเมิน ผลการปฏิบัติงานของหน่วยงาน ให้ บรรลุตามวัตถุประสงค์และคำรับรองของ สถาบันฯ (KPI) ที่เป็นไปตามบริบทของ คณะ และบริหารจัดการการใช้งบประมาณ ของคณะมีให้มีประสิทธิภาพอย่างสูงสุด ตามวิสัยทัศน์และพันธกิจของคณะและ สถาบัน รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้ใน การดำเนินให้มีความโดดเด่นสอดคล้องกับ การเป็นสถาบันเทคโนโลยีของสถาบัน โดย การดำเนินงานของคณะครอบคลุม  4 พันธกิจ คือ 1. การเรียนและการสอน 2. การวิจัย 3. การบริการวิชาการ และ 4. การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม และในส่วนงานการประกันคุณภาพนั้น  ต้องตอบโจทย์ของ สกอ.(สำนักงาน คณะกรรมการการอุดมศึกษา) และ ทปอ. (ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย) ในการ ควบคุมให้การจัดการเรียนการสอน มีคุณภาพได้มาตรฐานและเกณฑ์ที่กำหนด

ความสำคัญของงานด้านการ วางแผนนั้นคือ การกำหนดแผนของคณะบริหารฯ ให้สอดคล้องกับทิศทางนโยบายของสถาบันและต้องคอยควบคุมการดำเนินกิจกรรมของคณะฯ ให้เป็นไปตามแผนเพื่อบรรลุตาม KPI หรือดัชนีชี้วัดผลงานหรือความสำเร็จของงานตาม คำรับรองที่ได้รับจากสถาบัน

“KPI หรือ คำรับรองที่คณะบริหารฯ ได้รับจากสถาบันก็จะแตกต่างไปจาก คณะอื่นๆ บริหารจะไปรับ KPI ที่เหมือน กับคณะวิศวะก็คงไม่ได้คนละศาสตร์กัน  จึงต้องเป็นไปตามบริบทของคณะที่จัดการเรียนการสอนทางด้านบริหารธุรกิจ และเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ที่เป็นศาสตร์ ทางด้านสังคมศาสตร์ โดยจุดเด่นที่เรา แตกต่างจากที่อื่นๆ คือ ต้องเป็นบริหาร ธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ที่มีความ เชี่ยวชาญในการนำเทคโนโลยีมาใช้”

พร้อมยกตัวอย่างให้เห็นถึงการเปลี่ยน ทางด้านการบริหารและจัดการจากการใช้ คน กระดาษ หรือการทำธุรกรรมต่างๆ  มาสู่การเป็นเทคโนโลยีในรูปแบบออนไลน์ มากขึ้น ซึ่งช่วยประหยัดใน 3 เรื่องหลักๆ คือ คน เวลา และ ค่าใช้จ่าย อย่างในสถาบัน และคณะปัจจุบันก็มีการนำเอาระบบ  e-office มาใช้เพื่อเพิ่มความรวดเร็วใน การทำงานและประหยัดทรัพยากร เป็นต้น  ซึ่งถือได้ว่ายุคนี้กระแสการนำเทคโนโลยี การใช้ในการบริหารและจัดการมาแรงมาก ดังนั้นทางคณะการบริหารและจัดการของ เราจึงต้องพยายามเน้นให้หลักสูตรต่างๆ วิธีการการจัดการเรียนการสอน การติดต่อ สื่อสาร และการทำงานต่างๆ ภายในคณะ ต้องนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เข้มข้นมากขึ้น เช่น การจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ และนั่นจะช่วยให้งานแผนสามารถควบคุม และติดตามงานต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผศ.ดร.ปรเมศร์ เล่าต่อถึงส่วนงาน การประกันคุณภาพการศึกษาว่า งานตรงนี้ มีความสำคัญมากเช่นกัน เพราะถ้าเรา ผิดพลาด หรือเรียกกันง่ายๆ ว่า ตกประกัน นั้นจะมีผลต่อชื่อเสียง ภาพลักษณ์  ความน่าเชื่อถือของหลักสูตร ตัวคณะ และสถาบัน แล้วนักเรียนที่ไหนจะมาเรียน กับเรา ยิ่งทุกวันนี้การแข่งขันทางด้าน การศึกษาระหว่างสถาบันต่างๆ ก็รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่นักเรียนที่เป็นเป้าหมาย หลักของเราก็ลดน้อยลงโดยการประกัน คุณภาพของเรานั้นถือปฏิบัติตามเกณฑ์ และมาตรฐานที่ สกอ. และ ทปอ. กำหนด ภายใต้ระบบที่เรียกว่า CUPT QA

ที่ผ่านมาทางคณะบริหารมุ่งเน้นการ จัดการเรียนการสอนเป็นหลักสูตรต่างๆ ทั้งปริญญาตรี โท และเอก รวม 8 หลักสูตร และการทำวิจัยเพื่อเป็นประโยชน์ต่อ สังคม แต่จากนี้ไปเราจะเน้นเพิ่มเติมใน พันธกิจการบริการวิชา ทั้งภายใน สจล. และภายนอกมากขึ้น ตรงนั้นอกจากจะ เป็นการทำประโยชน์ให้แก่สังคมและ ชุมชนแล้วยังถือว่าเป็นการปรับตัวของ คณะ เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลง ในปัจจุบันที่จำนวนนักเรียนเริ่มมีแนวโน้ม ลดลง เพิ่มกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ เช่น กลุ่ม ผู้ที่ต้องการเพิ่มทักษะความรู้เฉพาะด้าน กลุ่มผู้สูงอายุ เป็นต้น โดยทั้งการจัดการ เรียนการสอน การวิจัย และการบริการ วิชาการ เราจะสอดแทรกเรื่องของการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมไม่ให้ตกหล่นเป็นไป ตามสี่พันธกิจหลักที่กล่าวไว้ข้างต้น

 

ผลกระทบจากคอร์สเรียนรู้ ทางออนไลน์ และ E-learning ที่ส่งผลต่องานแผนและการประกันคุณภาพการศึกษา

ในยุคนี้ที่กระแสและทัศนคติต่อระบบ การศึกษาและรูปแบบการเรียนรู้ มีการเปลี่ยนแปลงแบบ Disruptive มีการเปิด กว้างมากขึ้นสำหรับ Online Course และ E-learning ทั้งจากมหาวิทยาลัยภายใน ประเทศและต่างประเทศนั้น

ผศ.ดร.ปรเมศร์ บอกว่า การเรียน การสอนระบบออนไลน์เป็นเรื่องที่เกิดขึ้น มาได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่โดยมากก็จะเป็น ลักษณะ Training หรือ Short Course  แต่ถ้าจะจัดให้มีการเรียนการสอนระบบ ออนไลน์เป็นส่วนหนึ่งของการเรียน การสอนในหลักสูตรหรืออนาคตจะให้มีการเรียนการสอนทั้งหลักสูตรเป็น ออนไลน์ประเด็นนี้สำหรับบ้านเราถือว่า เป็นเรื่องใหม่ก็ได้ และเป็นประเด็นที่มี ความท้าทายสำหรับการประกันคุณภาพ การศึกษาในแง่ของเกณฑ์หรือมาตรฐาน ทางวิชาการเป็นอย่างยิ่ง

เพราะตอนนี้กฎเกณฑ์ ระเบียบ หรือ มาตรฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ยังคงให้ ความสำคัญกับการเรียนการสอนในชั้น เรียนเป็นหลัก เรียกว่าไม่เอื้อต่อการเปิด หลักสูตรการเรียนการสอนแบบออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นส่วนหนึ่งหรือทั้งหลักสูตร ก็ตาม ดังนั้นถ้าคณะบริหารฯ จะมุ่งไปจับ ตรงนี้ก็ยังไม่ง่าย เพราะเกณฑ์หรือ มาตรฐานที่จะใช้ควบคุมหรือสนับสนุนให้ หลักสูตรออนไลน์ได้มาตรฐานหรือ มีคุณภาพยังไม่มากพอ

ทว่าหากสกอ. และ ทปอ. ไฟเขียวกด ปุ่มอนุญาตให้มีการเรียนการสอนแบบ ออนไลน์และมีเกณฑ์หรือมาตรฐาน ควบคุมคุณภาพที่ชัดเจนทางคณะบริหารฯ ก็มีความพร้อมที่จะดำเนินการตอบรับได้ ทันทีทั้งในด้านหลักสูตร บุคลากร และ เครื่องมือหรือเทคโนโลยีต่างๆ เพราะ ปัจจุบันเรามีทีมอาจารย์รุ่นใหม่ๆ ที่มี ความถนัดในด้านการเรียนการสอน ด้วยแพล็ตฟอร์มออนไลน์หลายท่าน  ส่วนอาจารย์ท่านเก่าๆ ก็มีความสนใจ ด้วยเช่นกัน เพราะบุคลากรของเราทุกคน ที่นี่มีความตื่นตัวและพร้อมที่จะเรียนรู้ การใช้เทคโนโลยีอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม หลักสูตรทุกหลักสูตร ของคณะต้องมีการปรับปรุงอยู่เสมอแม้ จะมีหรือไม่มีออนไลน์ก็ตาม เพื่อให้ทันกับ เทรนด์ของประเทศและโลก ความต้องการ เรียนของผู้เรียนและผู้ใช้งานบัณฑิตหรือ ผู้ประกอบการ ดังนั้นการปรับปรุงหลักสูตร จะต้องพยายามปรับปรุงให้ตอบโจทย์กับ เทรนด์และความต้องการของตลาด ดังกล่าวที่ปัจจุบันบริบทเหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นั่นคือ หลักสูตร ทุกหลักสูตรต้องอัปเดตอยู่ตลอดเวลา และตรงต่อความคาดหวังของตลาด

ในประเด็นการปรับหรือพัฒนา หลักสูตรท่ีผ่านมานั้นแต่ละหลักสูตร ต้องมีการปรับปรุงทุกๆ 5 ปี ปัจจุบันหลายๆ หลักสูตรมีรอบในการปรับที่เร็วขึ้นไม่รอถึง 5 ปี เพื่อให้ทันกระแสและความต้องการ ของตลาด นอกจากนี้ ในการพัฒนา หลักสูตรมาตรฐานสำคัญหนึ่งของงาน ประกันคุณภาพการศึกษาจึงกำหนดให้ ทุกๆ หลักสูตรต้องพัฒนาหรือปรับปรุง หลักสูตรโดยยึดผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง (Expected Learning Outcomes) หรือ ที่เรียกสั้นๆ ว่า ELO จากผู้มีส่วนได้ส่วน เสียกับหลักสูตรมาเป็นธงหรือตัวตั้งใน การดีไซน์หลักสูตร

“การพัฒนาหรือปรับปรุงหลักสูตรใน ปัจจุบันที่ต้องรวดเร็วนั้นกลายเป็นอีก ความท้าทายหนึ่งสำหรับงานประกัน คุณภาพการศึกษาที่จะต้องทำทุกอย่างให้ รวดเร็วและคิดอะไรใหม่ๆ ให้สอดคล้อง ทันท่วงทีต่อกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลง เร็วมาก ทีนี้จะเกิดประเด็นระหว่างความ รวดเร็ว ความแปลกใหม่ กับคุณภาพ  เราต้องเร็วและแปลกใหม่ แต่เร็วอย่างไร ให้มีคุณภาพด้วย นี่คือ ความท้าทาย ของเรา นอกจากนี้คำว่าคุณภาพได้ตาม มาตรฐานก็อาจจะไม่เพียงพอแล้ว เพราะ เราต้องแข่งกับทั้งมหาวิทยาลัยใน ประเทศไทยด้วยกัน และไหนจะยังต่าง ประเทศที่เข้ามาอีก ดังนั้นความรวดเร็ว ความแปลกใหม่ กับ คุณภาพที่สูงกว่า มาตรฐาน จึงเป็นส่งที่เราพัฒนาและ บาลานซ์ไปด้วยกันให้ได้”

 

มาตรฐานและคุณภาพของการผลิตบัณฑิต

ในประเด็นนี้ โดยหลักๆ แล้ว เราต้อง ฟอลโลว์ตามระบบ CUPT QA ที่กำหนด เป้าหมายให้หลักสูตรผลิตบัณฑิตได้ตรง ตาม ELO ซึ่งพูดตามภาษาชาวบ้าน คือ ผลิตบัณฑิตแล้วให้มีความสามารถใน การทำงานที่สอดคล้องกับสาขาหรือ หลักสูตรที่เรียนไป ตรงตามความต้องการ ใช้งานของผู้ใช้บัณฑิต หรือหลักสูตรต้อง ถูกใจทั้งคนเรียนและคนที่จะใช้งานบัณฑิต เพราะฉะนั้นเราจะออกแบบหลักสูตรอย่างไร ที่จะผลิตบัณฑิตออกมาแล้วตรงตามสเป๊ก ที่ว่าและต้องมีคุณภาพและมาตรฐานด้วย สาเหตุนี้ทำให้เวลาที่เราจะออกแบบ หลักสูตรใหม่หรือปรับปรุงหลักสูตรเดิม จึงต้องมีการ Survey ความคิดเห็นของ Stakeholder ทุกครั้ง เพื่อถามหาความ ต้องการหรือความคาดว่าหวังว่าเรียน หลักสูตรนี้หลักสูตรนั้นแล้วจะต้องทำอะไร ได้บ้างหรือทำอะไรเป็นบ้าง ดังนั้นเราจึง มั่นใจว่านักศึกษาที่จบจากหลักสูตรต่างๆ ของเราไปมีคุณภาพและได้มาตรฐานแน่นอน   ผศ.ดร.ปรเมศร์ บอกว่า ความเข้มข้น ของการประกันคุณภาพทุกวันนี้มีมากขึ้น การใช้มาตรฐานและระบบประกันคุณภาพ เพียงแค่ระดับภายในประเทศไม่เพียง พอแล้วในอนาคตอันใกล้นี้ ที่เห็นภาพ ชัดเจน คือ มหาวิทยาลัยต่างๆ ในบ้าน เรามีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำ จากต่างประเทศหลายแห่งมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อดึงดูดนักเรียนและนักศึกษาจากทั้ง ในและนอกประเทศมากขึ้น ดังนั้นเราจะ ใช้เกณฑ์หรือมาตรฐานประกันคุณภาพ เพียงแค่ภายในระดับประเทศคงไม่ได้เราต้องก้าวสู่ระบบประกันคุณภาพที่เป็น ที่ยอมรับในระดับสากลให้ได้ แต่จะใช้เวลา นานก็ไม่ได้เพราะคนอื่นเค้าขยับแล้ว

จึงเป็นโจทย์เพิ่มขึ้นอีกว่า ประกัน คุณภาพของคณะบริหารฯ ต้องมีความเข้มข้นขึ้นสู่ระดับสากลและต้องทำอย่าง รวดเร็วด้วย ซึ่งในข้อเท็จจริงนั้นไม่ง่าย เพราะการทำประกันคุณภาพในระดับ สากล ต้องใช้เวลา แต่ทำอย่างไรที่จะใช้ เวลาให้น้อยที่สุด ได้คุณภาพทางวิชาการ และมีเนื้อหาหลักสูตรที่ทันกระแสสังคม และยุคสมัยให้มากที่สุด

ความภูมิใจในฐานะนักวิชาการและอาจารย์ของ FAM

ผศ.ดร. ปรเมศร์ บอกว่า การเป็นส่วน หนึ่งที่มีส่วนร่วมในการพัฒนา FAM โดย เป็นอาจารย์ของที่นี่ตั้งแต่ยุคที่ สจล. ยังไม่มี คณะบริหาร เป็นแค่เพียงภาควิชาหนึ่งใน คณะเทคโนโลยีการเกษตรและคณะครุศาสตร์ อุตสาหกรรมและเทคโนโลยีมาเป็น วิทยาลัยและคณะการบริหารและจัดการ มีคณบดีคนปัจจุบันเป็นคนที่ 3 ทำงานที่นี่มา มากกว่า 10 ปีแล้ว ได้รับโอกาสให้ทำงาน ทั้งด้านวิชาการและด้านบริหาร นับเป็น ความภาคภูมิใจอย่างยิ่งอย่างหนึ่งในชีวิต

“ตอนเริ่มต้นคณะบริหารนั้นที่นี่ยังไม่ เป็นคณะ ยังเป็นแค่วิทยาลัยการบริหารและ จัดการ ผมเป็นแค่อาจารย์สอนวิชาทางด้าน เศรษฐศาสตร์ และการวิเคราะห์เชิงปริมาณ เมื่อผ่านไป 2 ปี มีโอกาสทำงานด้านบริหาร ในตำแหน่งผู้ช่วยคณบดี ดูเรื่องที่เกี่ยวกับ อาคารสถานที่ และ กิจกรรมนักศึกษา  ถัดไปจากนั้นเป็นรักษาการณ์รองคณบดี ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ก่อนที่จะมีการ เปลี่ยนแปลงจากวิทยาลัยมาเป็นคณะการ บริหารฯ ในปัจจุบัน จากนั้นมารับตำแหน่ง หัวหน้าภาควิชาเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ เป็นคนแรก และในปัจจุบันรับตำแหน่งรอง คณบดีฝ่ายงานแผนและประกันคุณภาพ การได้รับโอกาสให้ทำงานต่างๆ ที่ผ่านมา ทำให้ผมมีความภูมิใจอย่างมาก ที่ได้เห็น และได้มีส่วนร่วมกับการพัฒนาคณะมา ตั้งแต่เกิดเป็นวิทยาลัยจนกระทั่งมาเป็น คณะการบริหารและจัดการ ในปัจจุบัน”


เรื่อง : ชนิตา งานเหมือน 
ภาพ : ฐิติชญาน์ แปลงกูล 

FAM to FAMOUS คือ  Theme ที่คณะการบริหารและจัดการ (Faculty Administration and Management) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณ ทหารลาดกระบัง ต้องการขับเคลื่อน ให้เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2562 นี้ โดย นอกจากตัวหลักสูตรด้านวิชาการ ที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนให้ สอดคล้องกับความต้องการใน ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงแล้ว  การบริหารจัดการทรัพยากรต่าง ๆ ภายในคณะก็ต้องมีการปรับและ พัฒนาเพื่อให้ก้าวทันต่อสิ่งใหม่ ที่กำลังจะเกิดขึ้นเช่นกัน ดร.ทัศไนย ปราณี รองคณบดี ฝ่ายบริหาร ทรัพยากรและบริการ ได้กล่าวถึง ความสำคัญในส่วนนี้ว่า

“ขอบข่ายการทำงานของฝ่ายบริหาร ทรัพยากรและบริการคือ การอำนวย ความสะดวกให้กับคณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษา ถ้าเปรียบเทียบในระบบ การบริหารมหาวิทยาลัย เราก็เหมือนเป็น ส่วนหลังบ้าน มองภาพตั้งแต่เรื่องอาคาร สถานที่ แผนการดำเนินงาน บุคลากร และการเงิน เพื่อสนับสนุนให้ส่วนของงาน วิชาการสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่น โดยมีหลักการคือ 4 M ได้แก่

  1. Man กุญแจสำคัญคือ Put the right man on the right job ตามเกณฑ์ สกอ. ในตอนนี้ คนที่จะลงสอนในหลักสูตร ต่างๆ ต้องจบตรงกับสาขานั้นๆ ต้องมีวุฒิ ปริญญาเอกและมีผลงานทางวิชาการตีพิมพ์
  2. Money บริหารจัดการจาก 4 ส่วน คือ งบจากรัฐบาล ค่าลงทะเบียนนักศึกษา การบริการทางวิชาการหรืองานวิจัย และ ส่วนที่ได้รับบริจาคจากศิษย์เก่า ทั้งในรูป แบบของเงินหรือทรัพย์สินเพื่อนำมาใช้ อำนวยความสะดวกภายในคณะ
  3. Material ต้องดูแลจัดการให้ทุกคนรวมทั้งหมดโดยเฉพาะระบบหลังบ้าน ให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นและ สอดคล้องกับกฎระเบียบของสถาบันทั้งหมดนี้เป็นหน้าที่รับผิดชอบของ ฝ่ายบริหารที่จะต้องดูแล นอกจากนี้ ทาง คณะก็มีแผนจะเปิดหลักสูตรปริญญาตรีสา ขาใหม่ๆ เพื่อให้ตอบรับกับทิศทางการ พัฒนาประเทศและทำให้คณะของเรามี ความโดดเด่นเฉพาะทางมากขึ้น เราก็มี บทบาทที่จะต้องเสาะหาบุคลากรให้ตรง ตามเกณฑ์และเตรียมทรัพยากรอุปกรณ์ มารองรับ เน้นการบริหารจัดการคนอย่าง มีคุณภาพ สวัสดิการต้องเพียงพอ อาจารย์ ทุกคนในคณะจะต้องมีคอมพิวเตอร์หรือแล็ปท็อป ไอแพด และห้องส่วนตัว เพื่อ เอื้อต่อการเตรียมแผนการสอนให้ออกมา ดีที่สุด รวมไปถึงส่วนของการ Present Paper และการอบรมต่างๆ เราก็ต้อง จัดสรรงบประมาณต่อคนเป็นรายปีให้ เหมาะสม”

 

สำหรับแนวทางการบริหารงาน ในปีนี้ ดร.ทัศไนย ชี้ว่าจะยังยึดนโยบาย ของสถาบันเป็นหลัก โดยให้ความสำคัญ กับการนำพาสถาบันสู่ความเป็นสากล มากขึ้น ทางคณะจึงมีแผนที่จะทำ ความร่วมมือกับสถาบันในต่างประเทศ ระหว่างนี้ก็มีการส่งอาจารย์หลายๆ ท่าน ไปศึกษาดูงาน โดยฝ่ายบริหารจะมี การพิจารณาคุณสมบัติให้เป็นไปตามจุด ประสงค์ ดูแลเรื่องงบประมาณและ รายงานที่ได้จากการเดินทาง มุ่งเน้นการ เตรียมพร้อมคน บริหารจัดการการเงิน อาคารสถานที่และอุปกรณ์อำนวย ความสะดวกให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน กับทางสถาบัน เพื่อเป้าหมายสำคัญคือ การติดอันดับ 1 ใน 10 สถาบันอุดมศึกษา ที่ดีที่สุดในอาเซียน รวมไปถึงการดึงเอา เทคโนโลยียุคใหม่มาปรับใช้ในกระบวนการ ติดต่อสื่อสารภายใน อย่างการยื่นเอกสาร ต่างๆ เพื่ออนุมัติก็มีการนำระบบ  E-Document มาใช้ตั้งแต่ช่วงเดือน ธันวาคมปีที่ผ่านมา ซึ่งบุคลากรทุกคน ในคณะจำเป็นต้องศึกษาและใช้งานให้เป็น ส่วนการจัดการเรียนการสอน แบบออนไลน์ยังคงอยู่ในกระบวนการพัฒนา และทบทวนเพื่อไม่ให้ขัดต่อข้อบังคับ สถาบันที่ระบุว่า การจัดการเรียนการสอน ต้องเป็นแบบทวิภาคคือ มีสองภาคเรียน ยกเว้นการเรียนซัมเมอร์ การดำเนินการ ใดๆ จะขัดกับข้อบังคับสถาบันมิได้  หากต้องการจะจัดเปิดหลักสูตรออนไลน์ ก็อาจจะต้องมีการเพิ่มเติมในข้อบังคับ ให้สามารถนำสื่ออิเล็กทรอนิกส์เข้ามา เกี่ยวข้องได้ เพื่อให้เกิดการปรับตัวให้ เหมาะกับปัจจุบันมากขึ้น

อีกหนึ่งสถานการณ์ในยุคนี้ที่ สถาบันการศึกษาหลายแห่งต้องเผชิญ คือ เรื่องของจำนวนเด็กที่จะเข้ามาศึกษา ลดลง แต่สำหรับคณะการบริหารและ จัดการ สจล. กลับยังคงมีผู้สนใจสมัคร เข้าเรียนในระดับปริญญาตรีเป็นจำนวนมาก

“จุดแข็งของ FAM คือเรารับเด็กทั้ง สายวิทย์ – คณิต และศิลป์ – คำนวณ อย่าง TCAS รอบแรกที่เราเปิดรับนักศึกษา ประมาณ 80 – 90 คน มีเด็กสมัครเข้ามา พันกว่าคนและมาสัมภาษณ์ห้าร้อยกว่าคน เราจึงไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องจำนวนนักศึกษา ที่สมัครเข้ามา อีกทั้งทางสถาบันก็ยังมี แผนให้คณะเรารับเด็กเพิ่มขึ้นจากเดิม  350 คน เป็น 600 คน ด้วยซ้ำ สาเหตุก็ เพราะเรามีหลักสูตรที่เข้มแข็ง อาจารย์ ของเราค่อนข้างผูกพันกับเด็ก โดยดูจาก อัตราการได้งานของบัณฑิต เด็กส่วนมาก ที่จบจากเรานอกจากคนที่เข้าไปทำงาน ในบริษัทต่างๆ แล้ว ส่วนใหญ่จะจบออกไป เป็นผู้ประกอบการ ขับเคลื่อนและสร้าง การเปลี่ยนแปลงให้สังคม ซึ่งย้ำให้เห็นว่า ระบบการเรียนการสอนของเรามีคุณภาพ ทำให้เด็กกล้าคิด กล้าทำ

แต่ปัญหาในตอนนี้คือเรื่องของ สถานที่ จำนวนอาจารย์ที่จะมารองรับ จำนวนนักศึกษาที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคต และงบประมาณ อันดับแรกเราจึงต้องเน้น การบริหารจัดการที่เกิดประโยชน์ต่อ นักศึกษามากที่สุด ต่อมาคือคณาจารย์ และภาคคณะ ส่วนฝ่ายสนับสนุนเราก็มี การส่งเสริมโดยให้ทุนลาศึกษาต่อระดับปริญญาโทในคณะของเรา ให้อบรมประจำ ปีกี่ครั้งก็ได้แต่ต้องเกี่ยวข้องกับเนื้องาน หน้าที่ภายในงบประมาณที่กำหนดให้  รวมไปถึงการดูแลความเหมาะสมของ เนื้องานกับตัวบุคคล พยายามมอบหมาย งานที่เขาถนัด ทำให้เขาได้ใช้ศักยภาพ ของตัวเองอย่างเต็มที่ และมีสวัสดิการ สำหรับพนักงานเงินงบประมาณที่มี ความมั่นคงพอๆ กับข้าราชการ

 

ดังนั้น การทำงานร่วมกันในหน่วยงาน เราจึงยึดประสิทธิภาพงานเป็นหลัก บรรยากาศเป็นแบบ FAM หรือ Family  ทุกคนสามารถเข้ามาพูดคุย นำเสนอ ความคิดเห็นเพื่อให้เราบริการและ ช่วยแก้ไขปรับปรุงให้เกิดการพัฒนาภายใต้ กฎระเบียบ”

ทั้งนี้ การจะก้าวไปเป็นมหาวิทยาลัย ระดับสากลในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามี ส่วนสำคัญอย่างมาก ดร.ทัศไนย มอง ความท้าทายและจุดสาคัญของงานบริหาร เอาไว้อย่างชัดเจน

แนวทางที่เราจะทำให้เกิด FAM to FAMOUS ได้นั้น เราต้องมีการบริการทั้ง ส่วนของคณาจารย์และนักศึกษา โดยทุก อย่างจะยึดกฎระเบียบเป็นหลักแต่ก็ต้อง ไม่ทำให้เราล้าหลัง เราเป็นส่วนสนับสนุน หลังบ้านที่ทำให้เกิดการผลักดันให้มีการ เรียนการสอนที่ดี คัดกรองอาจารย์ ที่จะเข้ามาสอนว่าสามารถมอบสิ่งที่ ให้ประโยชน์ทั้งแง่วิชาการและเชิงปฏิบัติ แก่นักศึกษาได้มากน้อยแค่ไหน อำนวย ความสะดวกให้บุคลากรและอาจารย์ใน การทำภารกิจทุกด้านให้บรรลุผลสำเร็จ 

ไม่ว่าจะเป็นการสอน ต้องสนับสนุนการจัด เตรียมแผนการสอนให้เต็มที่ เพื่อให้ หลักสูตรดำเนินไปได้ ทำให้เด็กมีคุณภาพ เน้นการทำวิจัยที่ต้องตอบโจทย์แก้ปัญหา สังคม มีคุณภาพ เป็นไปตามกลยุทธ์ของ สถาบัน นำมาใช้ได้จริง งาน Conference ต่างๆ ที่อาจารย์ไปเข้าร่วมก็ต้องอยู่ภายใต้ ฐาน Scopus หรือ TCI เรื่องการให้บริการ ทางวิชาการกับชุมชนก็ต้องเป็นโครงการที่ ช่วยให้คนในสังคมได้ความรู้และทำให้เกิด Word of Mouth และส่วนที่สำคัญไม่แพ้ กันคือ การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม  ต้องสอนให้นักศึกษามีศีลธรรมจริยธรรม มีอัตลักษณ์ของสถาบันคือ ซื่อสัตย์ ใฝ่รู้  สู้งาน ติดตัวเมื่อเรียนจบออกไปจะได้เป็น ผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ

นอกจากนี้ การดูแลนักศึกษาก็ต้องมี การพาไปศึกษาดูงานตามโรงงาน อุตสาหกรรมหรือบริษัทจริงๆ เพื่อให้เขา สามารถเชื่อมโยงความรู้ที่เลคเชอร์มา กับโลกการทำงานอย่างเห็นภาพ ผู้สอน ต้องสร้างปฏิสัมพันธ์กับนักศึกษา ตัวผม เองจะใช้หลักของการเป็นครู หมายความ ว่าเราดูแลนักศึกษาในทุกๆ ด้านไม่ใช่แค่ การเรียนการสอน พื้นฐานของการอยู่ภายใต้ ความเป็นครอบครัวนี้จะทำให้เมื่อเด็กจบ ไปทำงานก็จะหันกลับมามองครอบครัว เสมอ มีอะไรก็อยากกลับมาช่วยเหลือ พัฒนาคณะให้รุ่นน้องได้รับสิ่งที่ดี เพราะ เรามีความผูกพันระหว่างกัน”

 

ท้ายที่สุดแล้ว ดร.ทัศไนย ได้เปิดเผย ข้อมูลโครงการใหญ่ที่จะเริ่มเห็นเป็นรูปธรรม ในกลางปีนี้คือ โครงการออกแบบปรับปรุง ตึกแอล หรืออาคารบุนนาค (ฝั่งทิศเหนือ) เพื่อใช้เป็นคณะการบริหารและจัดการ “เราใช้งบประมาณในการสร้างกว่า 124 ล้านบาท ซึ่งมาจากการบริหารจัดการราย ได้ของคณะเรา มีการลงสำรวจพื้นที่ ประชุม Workshop กับหลายภาคส่วน เพื่อระดมแนวคิดในการออกแบบปรับปรุง เปลี่ยนโฉมโครงสร้างอาคาร 5 ชั้นนี้ให้สอดคล้องการพัฒนาของคณะและ คำนึงถึงผู้ใช้งานไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา กลุ่มผู้บริหารคณาจารย์ บุคคลภายนอก ทั้งใน และต่างประเทศที่จะเข้ามาติดต่อ รับบริการต่างๆ จากคณะของเรา โดยรูปทรง อาคารภายนอกมีลักษณะโดดเด่นทันสมัย สไตล์อาคารโรมัน ซึ่งนำเอาแนวคิด Raise Your Future ที่มองถึงการยกระดับคุณภาพ ในทุกมิติของคณะการบริหารและจัดการ สู่ระดับสากลมาปรับใช้ สร้างบรรยากาศ แก่นักศึกษาซึ่งอยู่ในสายธุรกิจให้เกิด แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์และรองรับ การพัฒนาขยายหลักสูตรหรือกิจกรรม โครงการในอนาคตให้มากขึ้น ภายในครบ ครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก มีจุดเด่น เป็นห้อง Hall of Fame สำหรับจัดแสดง ผลงานและกิจกรรม ห้องทำสื่อการเรียน การสอนที่เป็น Multimedia ห้องเรียน ขนาดใหญ่และห้องประชุมที่สามารถรองรับ ได้ถึง 200 ที่นั่ง เพื่อรองรับ International Conference ต่างๆ โดยจะเริ่มดำเนินการ ประมาณช่วงปิดเทอมหรือกลางเดือน พฤษภาคมนี้เป็นต้นไป ระยะเวลาใน การสร้างคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในหนึ่งถึง หนึ่งปีครึ่ง ภายในปีหน้าก็จะได้เห็น  FAM ในลักษณะที่พร้อมก้าวสู่ระดับสากล อย่างแท้จริง”


เรื่อง : ณัฐพัชธ์ สุมา 
ภาพ : ฐิติชญาน์ แปลงกูล

การขับเคลื่อนด้านวิชาการและงานวิจัย ถือเป็นส่วนสำคัญที่ก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ในสังคม นำไปสู่การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  เพื่อให้ผู้เรียนก้าวเท่าทันกับโลกที่มีการ เปลี่ยนผ่านแทบทุกวินาที ผศ.ดร. สิงหะ ฉวีสุข  รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิจัย คณะการบริหารและจัดการ หรือ FAM สถาบัน เทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)  ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมให้เกิด การค้นคว้าและประยุกต์สิ่งใหม่ๆ เข้ากับการเรียน ในทุกระดับของหลักสูตรบริหารธุรกิจใน ทศวรรษหน้า

ในส่วนงานวิชาการ หน้าที่หลักคือดูแล การเรียนการสอนของทุกหลักสูตร ทุกระดับ ของคณะ ตั้งแต่ปริญญาตรี โทและเอก รวมถึง หลักสูตรภาษาไทยและนานาชาติ เพื่อให้ได้ บัณฑิตที่มีคุณภาพ มีความสามารถทาง ปัญญาและพฤติกรรม นำไปสู่การพัฒนา วิชาชีพและสร้างความสำเร็จในอนาคตได้

นอกจากภาระหน้าที่หลักในการดูแลทุกกระบวนการจัดการเรียน การสอนของทุกหลักสูตรที่สังกัดในคณะการบริหารและจัดการแล้ว  ยังทำงานร่วมกับส่วนงานวิเทศสัมพันธ์ เพื่อทำความร่วมมือทาง วิชาการกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ตาม ยุทธศาสตร์ด้านวิชาการของคณะฯ ซึ่งส่วนงานวิชาการจะนำ ข้อตกลงความร่วมมือต่างๆ มาวิเคราะห์เพื่อนำจุดแข็งของความ ร่วมมือเหล่านั้นประยุกต์เข้ากับหลักสูตรต่างๆ ของคณะ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับระดับของข้อตกลงความร่วมมือว่าเป็นลักษณะใด เช่น ต้องการสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยหรือระหว่างหลักสูตร  เราก็จะหาจุดแข็งและจุดอ่อนของทั้งสองฝ่าย เพื่อนำมาเสริมสร้าง และพัฒนาให้เกิดการปรับปรุงหลักสูตรและงานวิจัยควบคู่กันไป เป็นต้น ซึ่งคุณประโยชน์หลักที่ได้จากการทำความร่วมมือกับ สถาบันการศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ คือนักศึกษา จะได้เรียนรู้ศาสตร์ที่แตกต่างกันมากขึ้น ได้มีโอกาสเรียนรู้และ มองเห็นศาสตร์ใหม่ๆ ในระดับโลก ก่อให้เกิดการเรียนการสอน และการวิจัยร่วมกัน ซึ่งจะตอบโจทย์ความต้องการด้านการ บูรณาการศาสตร์ต่างๆ เข้ากับศาสตร์การบริหารและจัดการ เชิงธุรกิจ เพื่อนำไปสู่ความอยู่รอดทางธุรกิจอย่างยั่งยืน

ปัจจุบันมีหลายปัจจัยที่เข้ามากระทบการดำเนินงานของ ภาคธุรกิจ ผู้บริหารหรือผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องมีความ พร้อมในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ด้วยข้อมูลที่ ครอบคลุมและทันสมัย ผนวกเข้าศาสตร์การบริหารธุรกิจในแขนง ต่างๆ ซึ่งการเรียนการสอนในหลักสูตรต่างๆ ของคณะ จะเข้ามา ช่วยเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและสร้างความได้เปรียบ ในการแข่งขันให้แก่ทุกกระบวนการของธุรกิจ ซึ่งสอดคล้องกับ นโยบายของรัฐบาล เช่น Thailand 4.0 ++ การยกระดับ ความสามารถให้แก่ทุกกลุ่มอุตสาหกรรม เป็นต้น ทั้งนี้หากการ พัฒนาหลักสูตรยังไม่สอดรับต่อการเปลี่ยนแปลง ก็อาจจะตาม การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ทัน คณะจึงสร้างหลักสูตรสายพันธุ์ใหม่ ขึ้นมา ได้แก่

  1. Entrepreneurial and Science-Based Degree เป็นแบบMultidisciplinary Curriculum บูรณาการศาสตร์ต่างๆ เข้ากับด้าน บริหารธุรกิจ เช่น ศาสตร์ด้านวิศวกรรมหรือเทคโนโลยีสารสนเทศ เข้ากับการบริหารและจัดการ เพื่อธุรกิจที่อยู่รอดอย่างยั่งยืน
  2. Work-Based Degree เป็นหลักสูตรที่มีการเรียนและทำงานในสถานประกอบการจริง ซึ่งได้รับความร่วมมือจาก องค์การขนาดใหญ่ในระดับประเทศ เช่น BETAGO Thai Bev Central หรือ CPAll เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ จากสถานที่ทำงานจริง นำไปสู่การประกอบอาชีพได้อย่างม ประสิทธิภาพในอนาคต
  3. Area-Based Degree เป็นการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นเฉพาะพื้นที่หรือกลุ่มเศรษฐกิจ เช่น ห้องเรียนชุมชนท้องถิ่น ประชารัฐรักสามัคคี ห้องเรียนบริหารธุรกิจ CHINESE ห้องเรียน ASEAN ห้องเรียน CLMV เป็นต้น
  4. Global-Based Sandwich Degree เป็นการทำความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยระดับโลก เช่น University of Oxford หรือ University of Nevada เป็นต้น
  5. Online Degree ซึ่งจะเริ่มต้นจากหลักสูตรระยะสั้นหรือการอบรม เพื่อสร้างทักษะที่จำเป็นในการทำงานยุคนี้ เช่น Digital Marketing หรือ Tech Entrepreneurship เป็นต้น

ส่วนการส่งเสริมด้านงานวิจัย ผศ.ดร.สิงหะ อธิบายว่าการ วิจัย เป็นภาระหน้าที่ที่สำคัญของอาจารย์ไม่น้อยกว่าการสอน เนื่องจากองค์ความรู้ต่างๆ มักจะเกิดขึ้นจากกระบวนการทำวิจัย หากไม่มีงานวิจัย ทฤษฎี แบบจำลอง องค์ความรู้ต่างๆ ก็จะ ไม่ทันสมัย เพราะฉะนั้นการค้นคว้าและนำองค์ความรู้ใหม่เหล่า นี้มาใช้ จึงเป็นการสร้างความทันสมัยให้แก่การถ่ายทอดความรู้ จากอาจารย์ไปสู่ผู้เรียน ดังนั้นการนำการวิจัยที่ทันสมัยมา ประกอบและเสริมการเรียนการสอน จะช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้ที่ แข็งแรง เห็นภาพว่าสถานการณ์ในปัจจุบันเป็นอย่างไร จึงเป็น สาเหตุเพราะเหตุใดอาจารย์จึงต้องมีการทำวิจัยควบคู่กับการ จัดการเรียนการสอนอย่างสม่ำเสมอ

รทำวิจัยจะทำให้เรได้เรียนรู้กระบวนกรแก้ปัญห ที่ถูกต้อง สรถนำไปสู่ผลลัพธ์ของกรวิจัยที่ชัดเจนมกขึ้น เพระถ้แก้ปัญหผิดวิธี ผลลัพธ์ที่ออกมก็ผิดพลดไปด้วย การศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาจะมีหลักสูตรที่พูดถึงการทำ วิทยานิพนธ์ ซึ่งคือการทำวิจัยอย่างหนึ่งที่ต้องมีหัวข้อชัดเจน ผลลัพธ์ที่ได้มาจะนำไปใช้เป็นองค์ความรู้ใหม่หรือการประยุกต์ ได้อย่างถูกต้อง ดังนั้น การส่งเสริมงานวิจัยของคณะจึงมี 2 มิติ คือ 1. เพื่อสนับสนุนให้นักศึกษาบรรลุวัตถุประสงค์ตามหลักสูตรบัณฑิตศึกษาโดยให้สามารถเผยแพร่งานวิจัยในระดับนานาชาติ ที่อยู่ในฐานข้อมูลที่เป็นที่ยอมรับมากขึ้น 2. เพื่อสนับสนุน คณาจารย์ของคณะ ให้ได้มีโอกาสนำเสนอผลงานวิจัยในเวที ระดับนานาชาติ ทั้งนี้ประโยชน์เสริมคืออาจารย์จะได้นำเอา ทักษะการทำวิจัยและนำผลลัพธ์จากการวิจัยไปเป็นเครื่องมือ สนับสนุนการสอนนักศึกษา โดยเฉพาะนักศึกษาระดับปริญญาเอก  ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษา ค้นคว้าหาองค์ความรู้ใหม่ หมายความว่า ผู้เรียนจะต้องทำการศึกษาเพื่อให้ได้มาซึ่งวิธีการ แก้ปัญหาอย่างถูกต้อง เช่น หากกล่าวถึงการใช้เทคโนโลยีใน ธุรกิจ เป้าหมายโดยทั่วไปคือการทุ่นแรงและสร้างความแม่นยำ ในการวิเคราะห์ข้อมูล แต่โจทย์ใหม่ คือพฤติกรรมของผู้บริโภค ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้หากประยุกต์ใช้ เทคโนโลยีต่างๆ ได้ตรงกับสภาพแวดล้อมทางการแข่งขันได้ อย่างเชี่ยวชาญ ธุรกิจก็จะมีโอกาสประสบความสำเร็จได้สูงยิ่งขึ้น

ซึ่งการนำเอางานวิจัยมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ได้จริงนั้น จำเป็นต้องมีการพิจารณาอย่างรอบด้าน ยกตัวอย่าง หาก ประเทศไทยเป็นหน่วยที่ใช้ศึกษา การดำเนินการวิจัยจำเป็นต้อง มีขั้นตอนและกระบวนการที่ชัดเจน เพื่อค้นคว้าและพิสูจน์ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทยมีปัญหาใดบ้าง จากนั้นจึงศึกษาผลงานวิจัยในอดีตที่ผ่านมา ว่าสามารถนำไปสู่การ แก้ปัญหาในรูปแบบใดได้บ้าง ยังคงเหลือปัญหาหรือจุดอ่อนใด ที่ยังไม่ถูกนำมาแก้ไข ซึ่งปัญหาของประเทศไทยเปรียบเสมือน เป็นกล่องใบหนึ่งที่มีหลายด้าน อาจมีเพียงด้านเดียวเท่านั้น ที่ได้รับการแก้ไขไปแล้ว ยังคงเหลืออีกหลายด้านที่รอการแก้ไข ดังนั้นกระบวนการค้นคว้าวิจัยจะทำให้ภาพรวมของกล่องใบดังกล่าว มีภาพลักษณ์และคุณสมบัติที่ดีขึ้นกว่าเดิม

อีกแง่หนึ่งในการกลั่นกรองปัญหาเพื่อทำงานวิจัย อาจพิจารณา จากนโยบายระดับโลก ระดับชาติ หรือระดับหน่วยงานเพิ่มเติมได ้ อาทิ หากมองประเด็นของ Thailand 4.0 จะทำให้เห็นภาพว่า ต้องมีการขับเคลื่อนในส่วนใดบ้าง เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายนั้น  และเมื่อมาผนวกกับความเชี่ยวชาญของคณะในฐานะหน่วยงาน การศึกษา จึงตั้งเป้าเป็น Education 4.0 ที่เน้นการพัฒนาบุคลากร ในประเทศชาติให้มีศักยภาพและอยู่รอดในโลกปัจจุบันให้ได้ มากยิ่งขึ้น จึงส่งผ่านมาที่ Curriculum 4.0 เพื่อสร้างหลักสูตรที่ เสริมสร้างความสามารถของบุคลากรในชาติได้ หากขณะนี้เรา อยู่ที่ 3.0 แล้ว จึงพิจารณาต่อว่ามีประเด็นใดบ้างที่จะนำเราไปถึง 4.0 ได้ นี่คือความสำคัญของงานวิจัยที่จะเกิดขึ้นเพื่อสร้างและ นำไปใช้แก้ไขให้ตรงตามเป้าหมาย ซึ่งแน่นอนว่าจำเป็นต้อง อาศัยความร่วมมือจากภาคอุตสาหกรรมและส่วนงานต่างๆ พร้อมกับการนำองค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยไปเสริมสร้างความ สามารถในการแข่งขันต่อไปได้ ยิ่งไปกว่านั้นคณะยังมีเป้าหมาย บูรณาการการวิจัยและการเรียนการสอน เพื่อเตรียมความพร้อม ในการเข้าสู่ยุค Society 5.0 อีกด้วย

คุณลักษณะหลักของการวิจัยด้านการบริหารและจัดการ  ซึ่งถือเป็นการวิจัยในมิติของสังคมศาสตร์ คือการนำเอาศาสตร์ ทางวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์มาประยุกต์ใช้ร่วมกัน เพื่อให้ได้ ผลลัพธ์ที่นำไปสู่การพัฒนาและตอบสนองความต้องการของ สังคมได้อย่างเหมาะสม จึงเป็นเหตุให้คณะมีนโยบายส่งเสริม การทำวิจัยอย่างเข้มข้น เช่น การสนับสนุนคณาจารย์ให้มีโอกาส พัฒนาตนเอง การสนับสนุนทุนวิจัย ซึ่งจัดแบ่งเงื่อนไขเป็นกรณีไป  กล่าวคือหากเป็นอาจารย์ที่มีประสบการณ์ทำวิจัย คณะมีการสนับสนุนทุนวิจัยที่ค่อนข้างสูง ซึ่งแน่นอนว่าคณะก็คาดหวัง ผลลัพธ์ที่มีคุณภาพสูงเช่นกัน ส่วนคณาจารย์ใหม่ คณะมีนโยบาย สนับสนุนการวิจัยแบบเป็นขั้นบันไดอย่างเหมาะสม รวมถึงมี อาจารย์พี่เลี้ยงเพื่อช่วยให้คำแนะนำและเพิ่มมุมมองอย่างรอบด้าน นำไปสู่การดำเนินงานวิจัยที่รวดเร็วและราบรื่นได้ยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยัง ผลักดันให้คณาจารย์ของคณะ ขอรับทุนวิจัยจากหน่วยงานภายนอก โดยการสนับสนุนของคณะจะเกิดขึ้นในทุกกระบวนการภายใต้ ชื่อ สจล. อย่างเต็มภาคภูมิ รวมถึงมีการบูรณาการร่วมกับ หน่วยงานต่างๆ เช่น คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ คณะเทคโนโลยีการเกษตร คณะอุตสาหกรรมเกษตร และ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นต้น เพื่อช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ให้แก่ผลงานวิจัย รวมทั้งเพิ่มความหลากหลายให้ครอบคลุม บริบทของภาคธุรกิจในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนเหล่าน้ี เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งสถาบัน นอกจากนี้ ผศ.ดร.สิงหะ ยังมี แนวทางในการผลักดันเพื่อนำเอางานวิจัยที่เกิดขึ้นเหล่านี้ไปสู่ ระดับสากล (World Ranking) ตามนโยบายของสถาบันและ คณะอีกด้วย

ขณะนี้สถาบันมีเป้าหมายในการเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก  หมายความว่าคนทั่วโลกต้องมองเห็นผลงานของเรามากยิ่งขึ้น แนวทางในการสนับสนุนของคณะ คือการจัดหาเวทีที่เหมาะสม เพื่อใช้เผยแพร่ผลงานวิชาการของทั้งคณาจารย์และนักศึกษา  ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จากการเผยแพร่จะเกิดขึ้นในสองมิติ คือ การได้มี โอกาสนำเสนอและเผยแพร่ผลงานเหล่านั้นให้แก่บุคคลภายนอก ได้รับทราบ นำมาซึ่งการได้รับคำแนะนำเพิ่มเติมจากมุมมองของ ผู้อื่น เพื่อให้นักวิจัยได้นำคำแนะนำเหล่านั้นไปปรับปรุงพัฒนา แก้ไขให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยมากยิ่งขึ้น แน่นอน ว่าการดำเนินการเช่นนี้ จะเสมือนเป็นการสร้างผลงานวิจัยขึ้นมา อีกหนึ่งชิ้น ซึ่งสามารถนำไปเผยแพร่ได้ต่อไปอีกด้วย นอกจากนั้น ยังก่อให้เกิดกระบวนการพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็น นำไปสู่การสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งส่วนการพัฒนางานวิจัย และการจัดการเรียนการสอนตามมาได้อีกด้วย

“อีกแนวทางหนึ่ง คือการเผยแพร่ผลงานวิจัยในวารสารซึ่ง อยู่ในฐานข้อมูลที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ เมื่อผู้อ่าน ได้พบเห็นผลงานวิจัย จะทราบว่าเราเป็นใคร พัฒนาผลงานวิจัย ในรูปแบบใดบ้าง รวมถึงหากเป็นลักษณะงานวิจัยที่เกี่ยวเนื่องกัน  ผู้อ่านสามารถนำไปอ้างอิงหรือพัฒนาต่อยอดได้ การดำเนินงาน เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาองค์ความรู้ร่วมกัน เปิดโอกาส ให้คนทั่วโลกพูดถึงคณะ (FAM) และสถาบัน (KMITL) ของเรา มากยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการก้าวสู่มหาวิทยาลัยระดับโลกได้  การดำเนินงานลักษณะนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนตาม นโยบายของท่านคณบดี คือ FAM to FAMOUS ที่ต้องการนำผลงานวิจัยไปใช้สร้างประโยชน์หรือสร้างชิ้นงานใหม่ให้แก่ธุรกิจได (Innovation and Licensing) ไม่เป็นเพียง Invention Ideas ยิ่งกว่านั้น หากนำกระบวนการวิจัยและผลงานวิจัยประยุกต์เข้ากับการ ดำเนินงานในภาคธุรกิจแล้ว จะยิ่งก่อให้เกิดองค์ความรู้  เกิดความคิดสร้างสรรค์ที่สนับสนุนการดำเนินงานของธุรกิจ  รวมถึงสามารถยกระดับและพัฒนาสังคมได้อย่างยั่งยืนต่อไป”


เรื่อง : กองบรรณาธิการ

ภาพ : ฐิติชญาน์ แปลงกูล

ในฐานะ รองคณบดี ฝ่ายบริหารวิชาการและต่างประเทศ ผศ.ดร.สุทธิ สูอำพัน คือ ผู้ที่มาให้คำอธิบายเรื่องการใช้เครือข่าย ต่างประเทศที่คณะการบริหารและจัดการ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง มีอยู่เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ให้กับคณะนี้

ผศ.ดร.สุทธิ เล่าถึงกิจการวิเทศสัมพันธ์ ของคณะว่าสามารถแบ่งได้เป็น 2 ด้าน คือ  ขาเข้า (Inbound) และขาออก (Outbound)  โดยวิวัฒนาการของกิจกรรมด้านนี้ในยุคแรก จะเริ่มจากขาออก คือการเตรียมนักศึกษา ให้พร้อมสำหรับการไปศึกษาต่อในต่างประเทศ ด้วยการเสริมความรู้ด้านภาษาอังกฤษให้กับ นักศึกษา และเริ่มส่งนักศึกษาไปแลกเปลี่ยน เยี่ยมเยียนสถาบันการศึกษาในต่างประเทศ ที่คณะมีสายสัมพันธ์อยู่ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ ก็ยังคงมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

แต่ความท้าทายของ FAM คือการทำให้ขาเข้าเพิ่มปริมาณขึ้น จะทำอย่างไรให้นักศึกษาจากต่างประเทศเข้ามาเรียนเพิ่มขึ้น  จะทำอย่างไรให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกันมากขึ้น เหล่านี้ คือโจทย์สำคัญสำหรับงานนี้ เพราะการมีนักศึกษาและ อาจารย์จากต่างประเทศเข้ามาจะช่วยให้นักศึกษาไทยได้มี โอกาสฝึกฝนความเป็นเจ้าบ้านที่ดี นอกเหนือจากเรื่องความรู้ และทักษะทางด้านวิชาการและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความคิดเห็น ของคนที่มาจากต่างวัฒนธรรมกัน

ผศ.ดร.สุทธิ มองว่าเป้าหมายของงานนี้ไม่ใช่แค่ปริมาณ  แต่ยังต้องการความหลากหลายของเชื้อชาติที่จะเข้ามา จากเดิม ที่นักศึกษาแลกเปลี่ยนของคณะจะมาจากยุโรปและญี่ปุ่นที่ ส่วนใหญ่เข้ามาเรียนครั้งละ 1 เทอม ก็อยากจะเพิ่มสัดส่วน ของนักศึกษาจากประเทศในอาเซียนที่อาจจะเลือกมาเรียนที่ FAM ตลอดทั้งหลักสูตร 4 ปีให้มีจำนวนมากขึ้น

ที่ผ่านมาเริ่มมีคณะจากต่างประเทศที่เข้ามาเยี่ยม FAM  อยู่เป็นระยะ เป็นจุดเริ่มต้นของการแลกเปลี่ยนระหว่างกัน  รองคณบดีฝ่ายบริหารวิชาการและต่างประเทศเล่าตัวอย่างว่า มหาวิทยาลัยเทมาเสกโพลิเทคนิคของสิงคโปร์ มาเยี่ยมคณะเมื่อ เดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยเป็นคณะนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ จำนวน 30 คน พร้อมอาจารย์ 3 คน ที่ขอมาเรียนบทเรียน ในประเทศไทย เพื่อเปิดโลกทัศน์และมองหาโอกาสใหม่ๆ

“ผมจัดเป็นเลคเชอร์ชื่อว่า “Technological Development and Thailand 4.0” บอกว่า เทคโนโลยีคือส่วนของคุณ คุณเก่งอยู่แล้ว แต่ไทยแลนด์ 4.0 คือ เทคโนโลยีของคุณแต่โอกาสของเรา สรุปงานเลคเชอร์ครั้งนั้นเราชี้ให้เห็นว่า เราเป็นประเทศที่มิกซ์ทุกอย่าง 1.0 2.0 เราก็มีเรามีหมดเลย แต่ส่วนที่เราอยากเติมและเป็นโอกาสให้เขาคือ ส่วนของ 4.0 สุดท้ายผมก็บอกเขาว่าให้กลับไปทำการบ้านว่า โอกาสที่จะเกิดขึ้นในไทยแลนด์ 4.0 จะมีอะไรบ้าง และโอกาสที่เขาสามารถเข้ามามีบทบาทคืออะไรบ้าง ให้ไปสรุปกับอาจารย์ของเขา”

ตามตารางที่เตรียมไว้ยังมีมหาวิทยาลัยจากต่างประเทศ อีกหลายแห่งที่ขอเข้ามาเยี่ยมชมคณะการบริหารและจัดการ  ทั้งเพื่อมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และมีบางส่วนก็กำลังมองหาสถานที่ สำหรับเรียนต่อ อาทิ จากประเทศจีน เมียนมา ซึ่งจะมีส่วนช่วย ให้ขาเข้าด้านความรู้ของ FAM มีความคึกคักมากขึ้น

อีกทางหนึ่ง ในระดับผู้สอนอาจารย์จากต่างประเทศก็มี เข้ามาที่คณะทั้งเพื่อทำงานวิจัยและมาร่วมบรรยาย อีกทั้ง สจล. ยังมีกองทุน Academic Melting Pot ซึ่งเป็นทุนที่ให้กับอาจารย์ จากภายนอกให้เข้ามาหลอมรวมกับอาจารย์ภายในสถาบันก็จะ มีส่วนช่วยทำให้งานด้านนี้พัฒนาได้เร็วขึ้น

งานสำคัญอีกงานหนึ่งที่จะช่วยให้งานด้านต่างประเทศ เดินหน้า คือการนำคณะเข้าสู่การจัดอันดับ โดย ผศ.ดร.สุทธิ มองว่าหากได้รับการจัดอันดับที่น่าเชื่อถือก็จะช่วยเพิ่มการรับรู้ ในระดับนานาชาติให้กับ FAM โดยได้เลือกจะเข้าร่วมการ จัดอันดับของ Eduniversal ที่รวบรวมโรงเรียนธุรกิจที่มีมาตรฐาน ทั่วโลกกว่า 154 ประเทศ มาจัดอันดับ 1-1,000

ในนั้นยังมีการแบ่งใครคือ Top 200 Top 400 Top 600 Top 800 จนถึง Top1,000 ก็เป็นความตั้งใจให้เรามีชื่อในนั้น ถ้าเราทำได้ ผมคิดว่าจะเป็นการสร้างที่ยืนให้เรา จากผลงานในอดีตหรือศักยภาพนอนาคต เพียงพอที่จะบอกว่าเราคือใคร

อีกภารกิจด้านต่างประเทศที่สำคัญ คือการจัดการประชุม วิชาการนานาชาติ เพื่อสร้างความคึกคักให้กับงานวิชาการ ของคณะ จากเดิมที่สถานที่คับแคบไม่เหมาะกับการจัดงานใหญ่ เช่นนี้ เมื่อคณะกำลังจะมีตึกใหม่ ที่มีห้องประชุมและสถานที่ และบรรยากาศที่เหมาะกับการจัดการประชุมสัมมนาก็จะทำให้ การจัดประชุมสัมมนาทางวิชาการทำได้สะดวกมากขึ้น

ผศ.ดร.สุทธิ บอกว่าจะทำให้ FAM เป็นแหล่งรวมทาง ปัญญาในระดับนานาชาติ ที่ไม่ใช่แค่มีนักศึกษามาเรียน แต่เป็น Knowledge Think Tank เป็นการ Inbound Knowledge และ จะต่อยอดไปถึงการที่สจล. มีสถานที่ตั้งอยู่ใกล้กับ EEC ก็จะทำให้กลายเป็น Thailand 4.0 Business School ที่ผู้ที่มา ร่วมกิจกรรมสามารถใช้เวลาไม่นานก็เดินทางไปดูงานที่ EEC ต่อได้

เป้าหมายของงานด้านต่างประเทศที่วางแผนไว้ทั้งหมด  ก็เพื่อยกระดับ FAM ให้ก้าวสู่ความเป็นสถาบันระดับนานาชาติ สามารถผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ด้านบริหารจัดการและมีความ เข้าใจในเทคโนโลยี ตอบสนองความเปลี่ยนแปลงบนโลกใบนี้  ให้เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศไทยและโลกได้

สอนให้รู้ว่าโลกเปลี่ยน

ทางด้านวิชาการในยุค Disruptive สิ่งที่เราเห็นกันอยู่คือ การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งในรูปแบบการใช้ชีวิต สินค้า และบริการต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยผลพวงจากเทคโนโลยีต่างๆ  ที่เข้ามาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ FAM เตรียมไว้รองรับ โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คือการสอนให้ผู้เรียนรู้ว่าโลก กำลังเปลี่ยน เป็นหลักในการออกแบบหลักสูตรที่ ผศ.ดร.สุทธิ อธิบาย

เขายกตัวอย่างวิชา Fundamental of Managing Technology ซึ่งเป็นวิชาในหลักสูตรนานาชาติว่า หากดูตาม ตำราเรียนก็จะพบว่าเป็นวิชาสำหรับนักศึกษาปริญญาโทแต่ก็มี การนำมาย่อยเพื่อใช้เรียนและสอนในระดับปริญญาตรี เราใส่ วิชานี้ลงในปี 1 เทอม 1 วิชานี้ทำให้เขาได้คุ้นเคยและ ได้เห็นภาพ เท่าทัน และพร้อมจะเห็นว่า Disruptive World จะไปในทิศทางไหน ถ้าเราไม่มีกลุ่มวิชาตรงนี้  คำนี้ก็จะเป็นเหมือนคำเท่ๆ ที่พูดไปอย่างนั้นแต่ไม่รู้ว่า คืออะไร แต่การเรียนที่นี่ ทำให้เขาเห็น วิชาอย่างนี้ เป็นเสมือนการสร้างความรู้สึกร่วม ว่าโลกเปลี่ยน ทำให้มุมมองผู้เรียนเปลี่ยน

โดยภายในวิชาจะให้นักศึกษาได้ค้นคว้าเรียนรู้เกี่ยวกับ เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่นหุ่นยนต์ ยานยนต์ไร้คนขับ ปัญญาประดิษฐ์ ที่เกิดขึ้นแล้ว และมองเห็นว่าจะใช้งานเทคโนโลยีเหล่านี้ ได้อย่างไร

รองคณบดีฝ่ายวิชาการและต่างประเทศอธิบายต่อว่า  ในฐานะนักบริหารเราเรียนเพื่อให้กล้าใช้ จะใช้งานได้อย่างไร เห็น AI เป็นเหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์ตัวหนึ่ง ในอนาคตข้างหน้า ก็พัฒนาสิ่งเหล่านั้นมาใช้บรรยากาศการเรียนเรื่อง AI ในคลาสจะไม่ได้ตื่นเต้นว่าผมจะไม่มีงานทำ จะเป็นแบบว่า ผมจะเป็นนาย AI มากกว่า และเราก็ไม่ได้กลัว หุ่นยนต์หรืออะไร มองเหมือนเป็นลูกจ้างคนหนึ่ง

เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเช่นนี้ถูกสอดแทรกเข้าไป ในแก่นแกนของหลักสูตรของคณะ รวมถึงวิชาเลือกที่เกี่ยวข้อง กับทางอุตสาหกรรม เช่น วิชา Industrial Design วิชา Industrial Production System เป็นต้น ประกอบกับการที่คณะอยู่ใน  สจล. ซึ่งมีความโดดเด่นด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีอยู่แล้ว ทำให้ผู้เรียนของ FAM มีเพื่อนฝูงต่างคณะที่สามารถร่วมทำ กิจกรรมด้วยกัน ผสมผสานระหว่างความเป็นนักบริหารกับ นักวิทยาศาสตร์ได้อีกทางหนึ่ง

ซึ่งคำว่าเทคโนโลยีนี้ไม่ได้หมายถึงแค่อะไรที่เป็นดิจิทัล เท่านั้น แต่ยังรวมถึงเทคโนโลยีที่เกิดจากการวิจัยและพัฒนา  เช่น ในการเรียนการสอนอาจจะมีการตั้งคำถามว่าจะทำอย่างไร ให้เครื่องสำอางไทยมีจุดเด่นในระดับโลกได้ ซึ่งที่สุดผู้เรียนก็ต้อง ย้อนกลับไปที่การวิจัย เพื่อหาจุดเด่นที่จะมาทำผลิตภัณฑ์นั้น

ผศ.ดร.สุทธิ ปิดท้ายว่า ด้วยนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ทำให้ จากนี้ไปเทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องในห้องแล็ปหรือโรงงานอีกแล้ว โรงเรียนธุรกิจในสถาบันเทคโนโลยีก็ควรจะเติบโตไปใน ทิศทางนั้น โดยเห็นตัวอย่างได้จากโรงเรียนธุรกิจชั้นนำ เช่น  MIT SLOAN ที่อยู่ในสถาบัน MIT ซึ่งมีความโดดเด่นทางด้าน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การที่ FAM อยู่ใน สจล.ที่มี ความโดดเด่นทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเช่นกัน จึงมี สภาพแวดล้อมที่จะพัฒนาไปในทิศทางเดียวกัน


 

เรื่อง : กองบรรณาธิการ

ภาพ : ฐิติชญาน์ แปลงกูล

 

ศ.ดร.กัลปพฤกษ์ ผิวทองงาม ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ร่วมกับ ศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน (Ecber)  มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดโครงการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ให้บริการ SMEs สู่อาเซียน โดยเปิดให้ผู้สนใจร่วมกิจกรรมเพื่อพัฒนาศักยภาพและสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการกับประเทศอาเซียน +8 พร้อมกับให้ความรู้ผู้ประกอบการในการใช้ประโยชน์จากการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน+8  นอกจากนี้ยังจะเป็นการเชื่อมโยงผู้ให้บริการ SMEs ไทยสู่อาเซียนและกลุ่มประเทศอาเซียน+8 ด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่มีตลาดขนาดใหญ่และมีวัฒนธรรมการบริโภคสินค้าและพฤติกรรมผู้บริโภคที่ใกล้เคียงคนไทย  อาทิ  จีน  อินเดีย พม่า และกัมพูชา

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่สมัครเข้าร่วมโครงการ และได้รับการคัดเลือกจะได้ร่วมเดินทาง  1 ใน 4 ประเทศ ประกอบด้วย จีน  อินเดีย พม่า และกัมพูชา โดยได้รับทุนสนับสนุนค่าใช้จ่ายถึง 60% และได้ร่วมพบปะพร้อมทั้งขอคำแนะนำการลงทุนกับเครือข่ายทางธุรกิจใน 4 ประเทศ อย่างใกล้ชิด ทั้งยังร่วมลงพื้นสำรวจตลาดและBusiness Dinner ร่วมกับเครือข่ายธุรกิจท้องถิ่น พร้อมนำเสนอสินค้ากับตัวแทนจำหน่ายและ Supplier ท้องถิ่น อีกด้วย

ศ.ดร.กัลปพฤกษ์ กล่าวอีกว่า ทั้ง 4 ประเทศ มีความน่าสนใจแตกต่างกัน โดยเฉพาะจีนเป็นตลาดขนาดใหญ่และเป็นประเทศคู่ค้าอันดับ 1 ซึ่งเป็นทั้งตลาดส่งออกและแหล่งนำเข้าอันดับ 1 ของไทย ผู้บริโภคชาวจีนได้หันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพมากจึงหันมาใช้สินค้าที่มีคุณภาพมากขึ้น จากเดิมที่สนใจเฉพาะเรื่องของราคา ดังนั้น สินค้าของไทยซึ่งมีชื่อเสียงและได้รับความไว้วางใจด้านคุณภาพจึงได้รับความสนใจจากชาวจีนจำนวนมาก ขณะที่ประเทศอินเดียมีประชากรฐานะปานกลาง จำนวน 267 ล้านคน คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 547 ล้านคน ภายในปี 2026 กลุ่มนี้สนใจสินค้านำเข้าที่มีคุณภาพเช่นกัน อาทิ ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสมุนไพรธรรมชาติ อุตสาหกรรมเครื่องหนังและรองเท้ามีโอกาสขยายตลาดสูง ส่วนพม่าและกัมพูชานั้น รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจและเสริมสร้างความเชื่อมโยงสูงกับภูมิภาคจึงเป็นโอกาสดีของนักลงทุนไทยในการมองหาตลาดต่างประเทศที่มีพฤติกรรมผู้บริโภคใกล้เคียงกับคนไทย

ผู้ประกอบการที่สนใจ สมัครเข้าร่วมโครงการได้ที่  https://goo.gl/forms/WALWSP9gQ4zXC1G13 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่  คุณนัฐมล ขีดเขียว ศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน มหาวิทยาลัยขอนแก่น  โทรศัพท์ 043-202566 ,084-231 6705  หรือ e-mail : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.  

Page 1 of 23