August 21, 2018
Ad Top Header

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ  พัฒนาช่องทางการจำหน่ายเนื้อหมู ชิ้นส่วนหมู และผลิตภัณฑ์แปรรูป ด้วยระบบการสั่งซื้อออนไลน์ผ่านเว็ปไซต์ CP SMART ORDER and PAYMENT หรือ CP SMART OP เพิ่มความสะดวกแก่เถ้าแก่เล็กตู้หมูชุมชนและคู่ค้า พร้อมพัฒนาแอพพลิเคชั่นให้ลูกค้าทั่วไปสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ คาดเริ่มใช้ได้ภายในสิ้นปี 2561

 

 

นายสมพร เจิมพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟเล็งเห็นถึงศักยภาพของตลาด E-Commerce ของประเทศไทย ที่เติบโตเฉลี่ยปีละมากกว่า 13% จึงพัฒนา application CP SMART OP ซึ่งเป็น Website application สำหรับบริการคู่ค้าทั้งเถ้าแก่เล็กตู้หมูชุมชน (CP PORK SHOP) รวมถึงกลุ่ม HORECA ผู้จำหน่ายในตลาดสด และร้านอาหารอิสระ ในการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์สุกรจากบริษัทได้โดยตรง สามารถสั่งสินค้าได้ทุกที่ทุกเวลา ทำให้เกิดความสะดวกในการสั่งสินค้า ทั้งยังตรวจสอบรายละเอียดการสั่งซื้อย้อนหลัง และประวัติการชำระเงินได้โดยตรงกับบริษัท ปัจจุบันการให้บริการคู่ค้าของซีพีเอฟในการสั่งซื้อสินค้าเนื้อหมูและผลิตภัณฑ์ของบริษัท ทำได้ง่าย รวดเร็ว และตรวจสอบคำสั่งซื้อได้ตลอดเวลา ขณะนี้มีคู่ค้าอยู่ในระบบสั่งซื้อออนไลน์นี้ร่วม 4,000 ราย

 

 

“บริษัทอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบการสั่งซื้อออนไลน์ CP SMART ORDER เป็นแอพพลิเคชั่น เพื่อต่อยอดความสำเร็จของเถ้าแก่เล็ก CP PORK SHOP ให้ลูกค้าทั่วไปสามารถสั่งซื้อสินค้าหมูสด สะอาด ปลอดภัย และผลิตภัณฑ์ซีพีจากเถ้าแก่เล็กได้โดยตรง ซึ่งจะทำให้ลูกค้าทุกคนสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์หมูปลอดภัยได้มากขึ้น และช่วยเพิ่มความสะดวกแก่กลุ่มลูกค้าเป็นอย่างมาก คาดว่าจะพัฒนาแล้วเสร็จในปี 2561 นี้” นายสมพร กล่าว./

 

เมื่อเร็วๆ นี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมบูธของสมาคมไทยบล็อกเชน โดยให้ความสนใจการสาธิตใช้ตู้เอทีเอ็มเงินดิจิทัล ในชื่อ Crypto ATM จากคอยน์ แอสเซท (Coin Asset) พร้อมทั้งสอบถามถึงรายละเอียดการใช้เงินสกุลดิจิทัลในเมืองไทย ตลอดจนถึงประโยชน์ของการใช้เงินสกุลดิจิทัลด้วย ที่งาน CLMVT FORUM 2018 ณ บางกอก คอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์

ภายในงาน พลเอก ประยุทธ์ ยืนยันว่าประเทศไทยยึดมั่นในหลักการ Stronger Together โดยการเคารพและเกื้อกูลกันแบบทุกฝ่ายได้ประโยชน์ รวมถึงการกระจายโอกาสให้ทั่วถึง การแข่งขันและความร่วมมือจะต้องดำเนินควบคู่กันไปอย่างสมดุล จึงจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน และนำไปสู่การเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

CLMVT FORUM 2018 โดยกระทรวงพาณิชย์ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ทะยานสู่อนาคตด้วยการใช้เทคโนโลยี หรือ CLMVT Taking-Off Through Technology เพื่อกระชับความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจการค้าการลงทุนในกลุ่มประเทศ CLMVT อันได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย

ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ที่ 2 จากขวา) บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย นายพนม กาญจนเทียมเท่า กรรมการผู้จัดการ (ที่ 2 จากซ้าย) บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จํากัด เปิดตัว ‘ปีติ เอกมัย’ คอนโดลักชูรี่แห่งแรก ภายใต้การร่วมทุนบริษัท เสนา ฮันคิว จำกัด บนทำเลศักยภาพสูงสุดย่านเอกมัย ด้วยหลักปรัชญาแนวคิดจากญี่ปุ่น “IKIGAI (อิคิไก)” เข้ามาใช้ผสมผสานทุกรายละเอียดของงาน ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Good LIVING is the new luxury” เน้นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่พรั่งพร้อมด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานอันหลากหลายตามไลฟ์สไตล์ของคนไทย ราคา Pre sales เริ่ม 4.45 ล้านบาท* มูลค่าโครงการรวม 5,000 กว่าล้านบาท โดยเริ่มก่อสร้างในปี 2562 และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2564 พร้อมเปิดให้ชมห้องตัวอย่างแล้ววันนี้ ณ Sale Gallery โครงการ ปีติ เอกมัย หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 1775 กด 63

เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต ลงทุนกว่า 500 ล้านบาทใน 3 ปี พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อยกระดับการให้บริการและเพิ่มประสิทธิภาพใน value chain พร้อมนำ agile methodology มาบริหารโครงการ หวังส่งมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจแก่ลูกค้าผ่านศูนย์บริการลูกค้าและทุกช่องทางการขาย หลังประสบความสำเร็จในการปรับโครงสร้างองค์กรด้วยการรวมสายงานปฏิบัติการและสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศเข้าด้วยกันเมื่อต้นปี 2561 ที่ผ่านมา

นายอภิรักษ์ จิตรานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานเทคโนโลยีและปฏิบัติการ บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เอฟดับบลิวดีมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนมุมมองของคนไทยที่มีต่อการประกันชีวิต และยังคงตั้งใจที่จะส่งมอบความประทับใจให้แก่ลูกค้าด้วยนวัตกรรมใหม่ในทุกจุดการให้บริการ เราจึงลงทุนกว่า 500 ล้านบาท ภายใน 3 ปีนับจากปีนี้ เพื่อนำเทคโนโลยีใหม่มายกระดับการให้บริการและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ตลอดทั้ง value chain ตั้งแต่การนำเสนอผลิตภัณฑ์ การพิจารณารับประกันภัย การชำระเบี้ย และการบริหารหลังการขาย โดยมุ่งสู่ความสำเร็จ 5 ด้าน (5 Winning) ได้แก่

1.Enablement ให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลความคุ้มครอง หรือมูลค่ากรมธรรม์ได้อย่างรวดเร็ว โดยเพิ่มความสะดวกในการวางแผนความคุ้มครองเพิ่มเติม หรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลกรมธรรม์ด้วยตนเอง ชำระเบี้ยประกันภัย และเรียกร้องสินไหมผ่านทางออนไลน์ 
2.Experience มุ่งเปลี่ยนประสบการณ์ของลูกค้าหรือผู้สนใจที่ได้รับจากธุรกิจประกันภัย ให้เกิดความประทับใจ และเข้าใจในผลิตภัณฑ์ได้ง่ายมากขึ้น ใกล้ตัวมากขึ้น ด้วยการเพิ่มเครื่องมือให้พนักงาน และตัวแทนขายสามารถให้คำแนะนำ หรือการบริการแก่ลูกค้าอย่างมืออาชีพ
3.Deliverable สนับสนุนฝ่ายขาย และการตลาดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ให้รองรับความต้องการของลูกค้าและกลุ่มผู้มุ่งหวังได้อย่างทันท่วงที ด้วยการใช้เทคโนโลยีในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเข้าใจแนวโน้ม และทิศทางของผลิตภัณฑ์ทางการเงินและการประกันภัยที่เหมาะกับแต่ละกลุ่มลูกค้า (customer segment) 
4.Quality นำเทคโนโลยีการวิเคราะห์และตรวจสอบข้อมูลที่ทันสมัยมาใช้ เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพการให้บริการและลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการดำเนินงานได้
5.Efficiency เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน โดยการทำงานแบบ cross-functional scrum team พัฒนาการใช้โรบอท และเครื่องมืออื่นๆ เพื่อให้สามารถมอบบริการได้ครบวงจรในช่วงเวลาสั้นๆลดการส่งต่องานหรือโอนสายไปหาหน่วยงานที่รับผิดชอบได้มากกว่า 50%

 

“บริษัทได้นำแนวทางการกำหนดเป้าหมายระยะสั้นและปรับปรุงพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ (agile methodology) มาใช้ในการบริหารโครงการ จึงช่วยให้สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ และบริการตามความต้องการของตลาด ช่วยให้ลูกค้าสามารถวางแผนการจัดการความคุ้มครองด้วยตนเอง ลดขั้นตอนการทำงานของพนักงานให้กระชับอย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนการทำงานของฝ่ายขายได้อย่างทันท่วงที มีความยืดหยุ่น และเหมาะสมกับลูกค้าและผู้มุ่งหวังแต่ละกลุ่ม เราจึงเชื่อว่าจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างแท้จริง และช่วยให้เราส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ให้แก่ลูกค้า” นายอภิรักษ์ กล่าวเพิ่มเติม

 

นายวีรภัทร จันทรวรรณกูล ประธานเจ้าหน้าที่สายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เอฟดับบลิวดีมุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์ใหม่ที่ดีกว่าเดิมแก่ลูกค้า โดยคำนึงถึงความต้องการของลูกค้าเป็นหัวใจในการนำเสนอสินค้าและให้บริการ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว เราจึงนำเทคโนโลยี Big Data and Customer Analytics มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของลูกค้า (customer insights) ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าอย่างรอบด้าน ส่งผลให้เราสามารถนำเสนอกรมธรรม์และบริการที่เหมาะสมสอดคล้องและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าแต่ละบุคคลได้อย่างลึกซึ้งและตรงจุด (Personalized Customer Experience)

“ผมเชื่อมั่นว่าการลงทุนนำเทคโนโลยีมาพัฒนาขีดความสามารถขององค์กรและบุคลากร รวมทั้งการดำเนินธุรกิจผ่านกลยุทธเชื่อมโยงช่องทางการตลาดแบบผสมผสานทั้งออนไลน์และออฟไลน์ให้เป็นหนึ่งเดียว (Omni Channel Strategy) จะช่วยให้เราสามารถนำเสนอกรมธรรม์และบริการที่แตกต่างโดดเด่นเหนือบริษัทประกันชีวิตอื่นสามารถมอบบริการที่ดีกว่าแก่ลูกค้าอย่างสม่ำเสมอผ่านศูนย์บริการลูกค้า ทุกช่องทางขาย และทุกจุดให้บริการ เราจึงมั่นใจว่าลูกค้าจะได้รับประสบการณ์ที่แปลกใหม่และน่าประทับใจ และในที่สุดจะสามารถเปลี่ยนมุมมองที่เขามีต่อการประกันชีวิตได้” นายวีรภัทรกล่าว

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) นำโดยนายชนินท์ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการ และนางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ร่วมเปิดตัวพันธสัญญาใหม่ขององค์กร “Our Way  in Energy: พลังบ้านปูฯ สู่พลังงานที่ยั่งยืน” ตอบโจทย์วิสัยทัศน์ขององค์กร ในการเป็นผู้นำด้านพลังงานแห่งเอเชีย-แปซิฟิก ที่มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยี และความยั่งยืน พร้อมกันนี้ ยังได้เปิดตัวดีไซน์โลโก้ รวมไปถึงอัตลักษณ์ใหม่ขององค์กรที่สะท้อนภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำในธุรกิจพลังงานแบบครบวงจรใน 10 ประเทศ ที่มีความทันสมัย กระฉับกระเฉง และไม่หยุดนิ่งในการสร้างสรรค์และพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจ สังคมและชุมชน

นายไบรอัน สมิธ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต เปิดเผยว่า “ครึ่งปีแรกของปี 2561 อลิอันซ์ อยุธยา สามารถโชว์ผลประกอบการที่แข็งแกร่งจากทุกช่องทาง โดยมีเบี้ยประกันภัยรับรวมเติบโตขึ้นทุกช่องทาง แตะ 1.5 หมื่นล้านบาท เติบโตขึ้น 3.6 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ผลงานที่แข็งแกร่งนี้เป็นผลมาจากการเติบโตของธุรกิจในทุกช่องทางอย่างสมดุล โดยช่องทางตัวแทนยังคงเป็นช่องทางสำคัญที่สุดและทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม มียอดเบี้ยประกันภัยรับรวมถึง 6.4 พันล้านบาท เติบโตขึ้น 2.8% ช่องทางแบงก์แอสชัวรันซ์สร้างยอดเบี้ยประกันภัยรับรวม 5.4 พันล้านบาท เติบโต 3.5% ส่วนช่องทางการตลาดขายตรง ยังคงครองอันดับหนึ่งในตลาดด้วยเบี้ยประกันภัยรับรวมอยู่ที่ 2.5 พันล้านบาท เติบโต 1%

นอกจากนั้น ล่าสุดในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา บริษัทฯได้ทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการอย่างกลุ่มกรุงเทพดุสิตเวชการ กลุ่มธุรกิจการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เปิดตัวประกันสุขภาพเฟิร์ส คลาส@BDMS ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าอย่างดีเยี่ยม ช่วงครึ่งปีจากนี้ไปนับเป็นช่วงที่สำคัญในการสร้างผลงานของทุกช่องทาง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย พิชิตยอดเบี้ยประกันภัยรับรวม 34,000 ล้านบาท

ด้านกลุ่มอลิอันซ์ เยอรมนี ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ บมจ. อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต เดินหน้าทำผลงานได้ดีต่อเนื่อง ด้วยผลประกอบการไตรมาส 2/2561 ที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2561 ธุรกิจประกันชีวิตและสุขภาพ เป็นธุรกิจหลักที่ขับเคลื่อนผลประกอบการ โดยกำไรจากการดำเนินงานลดลง 1.8% อยู่ที่ 5.8 พันล้านยูโร (ประมาณ 2.25 แสนล้านบาท)  เนื่องจากผลกำไรจากการลงทุนปรับเข้าสู่ภาวะปกติและภาวะอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่เอื้ออำนวย ในธุรกิจบริหารสินทรัพย์ ผลกำไรจากการดำเนินงานเติบโตขึ้น จากรายได้ที่เพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ที่อยู่ภายใต้การบริหาร (AuM) ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานของธุรกิจประกันวินาศภัยลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยรวมแล้วผลกำไรจากการดำเนินงานในช่วง 6 เดือนแรกสูงกว่ากึ่งหนึ่งของเป้าทั้งปีของเราเล็กน้อย

"เรายังคงเดินหน้าเพื่อบรรลุเป้าหมายกำไรจากการดำเนินงานในปี 2561 ผมรู้สึกขอบคุณทุกคนในทีมอลิอันซ์ที่ทุ่มเทจนทำให้บริษัทในกลุ่มและในหลายประเทศมีผลการดำเนินงานที่ดีอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ผมจึงมั่นใจว่าเราจะบรรลุเป้าหมายตามกลยุทธ์ระยะ 3 ปีที่เราวางไว้ก่อนหน้านี้อย่างแน่นอน ” นายโอลิเวอร์ เบเทอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มอลิอันซ์ กล่าว

ดร. เยอร์เกน มายน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โคเวสโตร (ประเทศไทย) จำกัด (ซ้าย) มอบหนังสือสำหรับเยาวชน “จุดประกายความคิด เพื่อชีวิตที่สดใส” จำนวน 250 เล่ม ให้แก่โรงเรียนสัจจพิทยา โดยมีนางปรารถนา ลิมะหุตะเศรณี ผู้อำนวยการโรงเรียนฯ เป็นผู้รับมอบ มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้และปลูกฝังจิตสำนึกแก่เยาวชนเรื่องการกำจัดขยะอย่างถูกวิธี
การมอบหนังสือนี้ เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมส่งเสริมวิชาการจัดการขยะและสิ่งแวดล้อมศึกษา เนื่องในวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ประจำปี 2561 

นอกจากนี้ โคเวสโตร ประเทศไทย ยังได้ร่วมมือกับสถานทูตสาธารณรัฐเยอรมนี ประจำประเทศไทย จัดแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อให้ความรู้เรื่องการกำจัดขยะ การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการสร้างความยั่งยืน ในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ

 

 

ดร.เยอร์เกน มายน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โคเวสโตร (ประเทศไทย) จำกัด นำทีมพนักงาน จัดกิจกรรมอาสาสมัครให้ความรู้เรื่องการจัดการขยะและสิ่งแวดล้อม แก่นักเรียนโรงเรียนสัจจพิทยา พร้อมมอบหนังสือสำหรับเยาวชน “จุดประกายความคิด เพื่อชีวิตที่สดใส” เนื่องในวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ

เอไอเอสปักหมุดผู้นำเครือข่ายที่ดีที่สุดเพื่อคนไทย พร้อมเดินหน้ายกระดับคุณภาพการใช้งานของลูกค้าในทุกมิติ หลังประมูลได้คลื่น 1800 MHZ เพิ่ม เป็นการเสริมศักยภาพเครือข่ายไปอีกขั้น ทำให้

  • เอไอเอสมีคลื่นความถี่สำหรับให้บริการ 4G ที่ดีที่สุดในประเทศ ด้วยคลื่นความถี่ 1800 MHz ที่มีแบนด์วิธกว้างที่สุดถึง 40 MHz (20 MHz X 2) ที่ต่อเนื่องกัน ซึ่งเป็นย่านความถี่ที่ดีสุดและเหมาะสมที่สุดในการให้บริการ 4G ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดตามมาตรฐานของเทคโนโลยี ทำให้เอไอเอสเป็นผู้ให้บริการที่ถือครองคลื่นความถี่สำหรับให้บริการ 4G มากที่สุด และมีแบนด์วิธคลื่นกว้างที่สุดเพียงรายเดียวในประเทศ จึงสามารถส่งมอบประสบการณ์ใช้งาน 4G ที่ดียิ่งกว่าให้กับลูกค้าทั่วประเทศ โดยจะมีผลให้ความเร็วของการใช้งาน 4G ของลูกค้าผ่านเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่รองรับ 4G ทุกรุ่นเพิ่มขึ้น 15-30% รวมทั้ง เพิ่มขีดความสามารถในการรองรับการใช้งานของลูกค้าถึง 33 % หลังเปิดใช้งานคลื่นความถี่ใหม่ พร้อมทั้งช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งในการเป็นผู้นำในตลาดของเอไอเอสในฐานะผู้ให้บริการ 4G รายเดียวที่มีคลื่นความถี่ติดกัน
  • ส่งผลให้เอไอเอสก้าวขึ้นเป็น ผู้ให้บริการที่มีคลื่นความถี่ในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวนมากที่สุดในอุตสาหกรรม รวมทั้งสิ้น 120 MHz (60 MHz x 2) ประกอบด้วยคลื่นความถี่ที่ได้รับใบอนุญาตจากกสทช. และจากการทำสัญญาโรมมิ่งกับทีโอที ซึ่งเหมาะสมสำหรับการรองรับการใช้งานของลูกค้าทั้งสิ้นกว่า 40 ล้านเลขหมาย และรองรับการขยายตัวของผู้ใช้บริการที่จะมีการใช้งานดาต้าเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้ง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับบริษัทสามารถสร้างโอกาสและต่อยอดนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้อย่างไร้ขีดจำกัด

 

 

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป เอไอเอส กล่าวว่า “เป้าหมายสำคัญของเอไอเอส คือการมอบประสบการณ์ดิจิทัลที่ดีที่สุดอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อยกระดับการใช้ชีวิตของคนไทยในทุกมิติ วันนี้ เราก้าวล้ำไปอีกขั้น ด้วยการลงทุนด้านเครือข่ายครั้งใหญ่ จากการประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz เพิ่มทำให้ปัจจุบันเอไอเอสเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายที่ถือครองคลื่นความถี่ 1800 MHz ที่ได้รับใบอนุญาตจาก กสทช. มากที่สุด และเป็นรายเดียวที่มีคลื่นต่อเนื่องกันถึง 40 MHz (20 MHz X 2) เรียกว่าเป็น     แบนด์วิธคลื่นสำหรับให้บริการ 4G ในระบบ FDD ที่กว้างที่สุดในประเทศไทย ดังนั้น เมื่อนับรวมคลื่นความถี่ 1800 MHz จำนวน 40 MHz (20 MHz X 2),  คลื่นความถี่ 2100 MHz จำนวน 30 MHz (15 MHz X 2) ที่เป็นของเอไอเอสเอง และอีก 30 MHz (15 MHz X 2) ที่เป็นพันธมิตรร่วมกับ TOT และคลื่นความถี่ 900 MHz อีก จำนวน 20 MHz (10 MHz X 2) ทำให้เอไอเอสมีคลื่นความถี่ในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ รวมทั้งสิ้น 120  MHz (60 MHz x 2) ซึ่งเต็มเปี่ยมประสิทธิภาพ และพร้อมต่อการพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีเครือข่ายในอนาคต

โดยเอไอเอสพร้อมนำคลื่นความถี่ 1800 MHz ที่ประมูลมาได้เพิ่มในครั้งนี้ เตรียมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ เมื่อได้รับใบอนุญาตจาก กสทช. และภายหลังจากบริษัทได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขการดำเนินการอย่างครบถ้วน นับจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้งผลการประมูล และหลังจากที่คลื่นนี้จะหมดสัญญาสัมปทานเดิม

 

 

“การประมูลคลื่น 1800 MHz ในครั้งนี้ มีความสำคัญและมุ่งหมายเพื่อเสริมคุณภาพบริการดาต้าในยุค 4G ให้สูงขึ้น และยกระดับความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมในประเทศไทย โดยถือเป็นทางเลือกที่ให้ประโยชน์และความคุ้มค่าสูงสุดสำหรับการขยายความจุโครงข่ายเพื่อรองรับการเติบโตของ 4G โดยเป็นการเพิ่มช่องสัญญาณจากที่มีอยู่เดิมและใช้ได้กับอุปกรณ์โครงข่าย 4G บนคลื่น 1800 MHz ที่ลงทุนไปแล้ว เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับบริษัทในการให้บริการและเตรียมความพร้อมก้าวสู่เทคโนโลยี 5G” นายปรัธนากล่าว

บริษัท ไทยซัมซุง ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) นำพนักงานจิตอาสาของไทยซัมซุงประกันชีวิต และพนักงานจิตอาสาของซัมซุงประกันชีวิต จากประเทศเกาหลี รวมกว่า 50 ชีวิต ร่วมปลูกป่าชายเลนถาวร ณ สถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 6 จ.เพชรบุรีในโครงการ “Green Global Project...We love Thailand” ครั้งที่ 11

 

 

ซัมซุงประกันชีวิต ประเทศเกาหลี และ ไทยซัมซุงประกันชีวิต เห็นถึงความสำคัญในการดำเนินกิจกรรมเพื่อตอบแทนสังคม หรือ CSR (Corporate Social Responsibility) ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจ ทั้งนี้ ทั้งสองประเทศได้จัดกิจกรรมเพื่อสังคมภายใต้คำขวัญ “We Love & Share” ปลูกฝังจิตสำนึกและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงานในรูปแบบ “จิตอาสา” นำไปสู่การสร้างวัฒนธรรมองค์กร โดยได้ดำเนินการปลูกป่าชายเลนถาวรในโครงการ Green Global Project…We love Thailand” เพื่อรักษาและคืนความสมดุลแก่ระบบนิเวศป่าชายเลนของไทย และยังเป็นการรักษาพื้นที่ชายฝั่งทะเลและแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำอีกทางหนึ่ง  

 

 

“โครงการ Green Global Project…We love Thailand  ได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ซึ่งที่ผ่านมา โครงการนี้จัดขึ้นมาแล้ว 10 ครั้ง ได้ปลูกพันธุ์ไม้ป่าชายเลนต่าง ๆ ไปแล้วกว่า 7,900 ต้น สำหรับครั้งนี้เป็นครั้งที่ 11 ของโครงการฯ และได้ปลูกต้นโกงกางรวม 2,000 ต้น  โดยมีพนักงานจิตอาสาจากซัมซุงประกันชีวิตประเทศเกาหลี และพนักงานจิตอาสาของไทยซัมซุงประกันชีวิตกว่า 50 คน ร่วมลงมือลงแรงกันอย่างเต็มที่ ด้วยความหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการฯ จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชนที่อยู่โดยรอบป่าชายเลนแห่งนี้ในระยะยาว  

 

 

สำหรับกิจกรรมในวันที่สอง พนักงานจิตอาสาจากทั้งสองประเทศ ได้เดินทางไปยังโรงเรียนปัญญาวุฒิกร มอบอุปกรณ์เสริมการเรียนรู้และเงินทุนสนับสนุนด้านการศึกษา รวมทั้งจัดทำและเตรียมอาหารกลางวันให้แก่น้อง ๆ นักเรียน ในช่วงบ่ายได้แบ่งกลุ่มลงมือลงแรงในกิจกรรมจิตอาสา ทั้งปรับปรุงและทาสีเครื่องเล่นในสนามเด็กเล่น รวมทั้งจัดเตรียมแปลงผักสวนครัวกินได้ให้กับทางโรงเรียนอีกด้วย

 

 

แม้ว่าโครงการที่เกิดขึ้น จะเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศป่าชายเลนของประเทศ แต่ซัมซุงประกันชีวิตและไทยซัมซุงประกันชีวิตเชื่อว่า โครงการนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างจิตสำนึกร่วมในการอนุรักษ์ธรรมชาติให้เกิดขึ้นในสังคม โดยบริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นดำเนินกิจกรรมและสานต่อนโยบายด้าน CSR อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าทั้งในการดำเนินธุรกิจและเป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสังคมควบคู่กันไป

เอไอไอ ในฐานะผู้สนับสนุนหลักสโมสรฟุตบอลท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) จัดกิจกรรม Bring The Fans Home เฟ้นหาแฟนสเปอร์สตัวจริง เสียงจริง พาบินลัดฟ้าไปเยือนสนามใหม่ของ Tottenham Hotspur ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ พร้อมชมการแข่งขันฟุตบอลนัดเหย้าระหว่าง Tottenham Hotspur พบกับ Manchester United ในศึก English Premier League ฤดูกาล 2018/2019 ในเดือนมกราคม 2019 และโอกาสพิเศษสำหรับผู้ร่วมทริปไปกับ    เอไอเอ ประเทศไทย จะได้สัมผัสประสบการณ์ในการเข้าชมสนามฝึกซ้อมของทีมผู้เล่นชุดใหญ่ของสโมสรท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ หรือ Enfield Training Centre โอกาสในกระทบไหล่นักเตะ Tottenham Hotspur อย่างใกล้ชิดแบบเอ็กซ์คลูซีฟ

โดยกติกาในการร่วมลุ้นเป็นหนึ่งใน 2 ตัวแทนของประเทศไทย ง่ายๆ เพียงทำคลิป VDO ความยาวไม่เกิน 1 นาที ในหัวข้อ “I am the Real Fan of Tottenham Hotspur” แสดงความเป็นแฟนพันธุ์แท้ของคุณออกมา และส่งอีเมลมาที่ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. พร้อมแนบใบสมัครเข้าร่วมกิจกรรม โดยดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ https://bit.ly/2AQc6Ym สามารถร่วมสนุกได้ตั้งแต่วันนี้ – 29 สิงหาคม 2018 ดูรายละเอียดกิจกรรมและกติกาการร่วมสนุกเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/Thailand.AIA/

Page 1 of 11