November 21, 2018

สำนักพิมพ์วิช ขอแนะนำหนังสือ “เล็กน้อย x สม่ำเสมอ = มหาศาล” โดย เซนเซเล็ก ศุภวิทย์ ภาษิตนิรันดร์ และเซนเซแป๊ะ วิฑูรย์ สูงกิจบูลย์ นักเขียน นักพูด และวิทยากรชื่อดัง ซึ่งได้รวบรวมและกลั่นกรองจากความรู้ระดับโลก ผ่านแนวคิดและมุมมองจากการถอดรหัสความสำเร็จของคนญี่ปุ่นเมื่อครั้นได้มีโอกาสไปทำงานร่วมกับองค์กรระดับโลก ณ ประเทศญี่ปุ่น  เป็นการรวมบทความในแฟนเพจ Leanovative Thinking By Sensei Lek & Sensei Pae กว่า 200 บทความ มาคัดเลือกและย่อยให้ง่ายเพื่อคนไทยโดยเฉพาะ ให้เป็นคู่มือพัฒนาศักยภาพส่วนบุคคล รวมถึงบุคลากรคนทำงานในองค์กรทุกระดับ ได้รู้ความลับความสำเร็จของคนญี่ปุ่น ที่เริ่มต้นจากระบบความคิดที่ชาญฉลาด เรียบง่าย และนำไปใช้ได้จริง

ในยุคของการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและสภาวะที่มีการแข่งขันอย่างรุนแรงในสังคมโลกปัจจุบัน ทำให้องค์กรต่างๆ ต้องหันกลับมาทบทวนตนเอง และให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรบุคคลมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการมุ่งเน้นที่จะสร้างทุนมนุษย์และการจัดการความรู้ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการเป็นผู้นำการปรับตัวให้ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก ดังนั้น องค์กรที่อยู่รอดได้ คือองค์กรที่สามารถปรับตัวตามกระแสการเปลี่ยนแปลงได้แต่องค์กรที่จะประสบความสำเร็จได้จะต้องสามารถคาดคะเนความเปลี่ยนแปลงล่วงหน้าและปรับตัวได้ก่อนและการที่จะเป็นองค์กรแห่งความเป็นเลิศได้นั้น องค์กรจะต้องสามารถตอบสนองการเปลี่ยนแปลง และสามารถกำหนดทิศทางขององค์กรได้

การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ หมายถึง การส่งเสริมให้คนในประเทศ หรือบุคลากรในองค์กรนั้นมีความรู้ความสามารถ มีสมรรถนะในการทำงานสูงยิ่งขึ้น มีทักษะ มีอุปนิสัย ทัศนคติ และวิธีการทำงานที่นำไปสู่ ประสิทธิภาพในการทำงานแบบมืออาชีพและมีประสิทธิผล  ดังนั้น การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์มีความสำคัญต่อประเทศ และองค์กร อันเนื่องมาจากทรัพยากรมนุษย์ เป็นปัจจัยที่สำคัญที่จะทำให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น

 

 

เซนเซเล็ก ศุภวิทย์ ภาษิตนิรันดร์ กล่าวว่า “คนที่ประสบความสำเร็จบนโลกนั้นมีมากมายและวิธีการที่เขาใช้ในการนำพาความสำเร็จมาให้ตัวเองก็หลากหลายเช่นกัน แต่จากประสบการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตผมให้ประสบความสำเร็จ ได้แก่  1. จากคนที่เคยทำอะไรเยอะๆ จนหลายครั้งก็เบียดเบียนชีวิตหลายๆด้าน สู่การเป็นคนที่ทำอะไรวันละเล็กละน้อย ไม่ฝืนตัวเอง 2. จากคนที่ทำอะไรนานๆ ครั้งทำเป็นพักๆ แล้วแต่เวลาจะสะดวก หรือจะทำแค่เฉพาะตอนที่มีพลังใจ สู่การเป็นคนที่ทำอย่างสม่ำเสมอ หาเวลาให้กับการทำงานนั้นๆ ไม่ต้องรอให้มีเวลาว่างอีกต่อไปและพวกเราพบว่า นี่คือหนึ่งในสูตรสำเร็จของคนสำเร็จ เป็นพลังของการทำสิ่งเล็ก ๆ แต่ทำอย่างต่อเนื่อง

เซนเซแป๊ะ วิฑูรย์ สูงกิจบูลย์ กล่าวว่า “ในปี 2013 มีคุณพ่อของเด็กน้อยคนหนึ่ง ได้โพสต์รูปป้ายหน้าห้องของครูใหญ่โรงเรียน Katsuyama ไว้ ซึ่งสร้างยอดแชร์ กว่า 11,000 ครั้ง เนื้อหากล่าวว่า

“1.01 ต่างจาก 1.00 อยู่ 1% และ 0.99 ก็ต่างจาก 1.00 อยู่ 1% เช่นกัน หากเราทำอะไรให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกๆ วัน วันละ 1% ดังนั้น 1.01 เมื่อยกกำลัง 365 = 37.8% นั้นก็หมายความว่าเราจะเก่งขึ้นดีขึ้นในเรื่องนั้นๆ 38 เท่าโดยประมาณ แต่ถ้ากลับกัน หากเราหย่อนยานอะไรก็ตามอย่างต่อเนื่องเช่นกัน 0.99 ยกกำลัง 365 = 0.03 ความสามารถที่เรามีก็แทบจะหายไป

ดังนั้น หนังสือเล่มนี้จะเกิดขึ้นจากหลักการเดียวกัน ถึงแม้ 1% จะดูเล็กน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับ 100% แต่มันกลับสามารถสร้างผลลัพธ์มหัศจรรย์ให้เราได้หากเราเติมอีกสิ่งที่เรียกว่า “ความสม่ำเสมอ” เข้าไปกลายเป็นหนึ่งในสูตรสำเร็จ ที่เรียกว่า เล็กน้อย x สม่ำเสมอ = มหาศาล

 

 

สำหรับโดยเนื้อหาในหนังสือ “เล็กน้อย x สม่ำเสมอ = มหาศาล” ได้แบ่งเป็น 3 หมวดใหญ่ 30 ข้อย่อย ได้แก่ ภาคที่ 1 กำลังใจดี ผู้อ่านจะได้รับแรงบันดาลใจชั้นยอด จากเรื่องราวที่ทำให้ใจคุณมีพลังอีกครั้ง พร้อมก้าวข้ามอุปสรรค และพิชิตเป้าหมายได้อย่างชาญฉลาด ภาคที่ 2 คิดดี ผู้อ่านจะได้รับหลักคิดสไตล์คนญี่ปุ่น ที่คุณนำไปพัฒนาตัวเองได้ทันที และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอย่างน่าทึ่ง ไม่ว่าจะเป็น วิธีคิดที่เฉียบคม วิธีนำเสนออย่างมืออาชีพ เป็นต้น และ ภาคที่ 3 ทำดี ผู้อ่านจะได้รับวิธีการลงมือทำที่ง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน เป็นขั้นเป็นตอน  แต่ได้รับผลลัพธ์มหาศาล

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้มุ่งหวังให้ผู้อ่านเปลี่ยนเรื่องยิ่งใหญ่ที่ไกลเกินเอื้อม แต่จะแสดงให้เห็นว่า การจะประสบความสำเร็จในชีวิต หรือการนำพาองค์กรไปสู่ความยิ่งใหญ่ เราต้องเริ่มต้นจากเปลี่ยนเรื่องเล็กน้อยให้มีประสิทธิภาพ เปลี่ยนสิ่งที่ทำประจำให้ได้มาตรฐาน เปลี่ยนวิธีคิดที่ยากให้นำไปสู่การลงมือทำที่ง่าย แล้วเราจะเปลี่ยนเป็นคนใหม่ที่มีคุณภาพ เป็นที่ต้องการ และประสบความสำเร็จในที่สุด

 

 

สำหรับผู้ที่สนใจหนังสือ “เล็กน้อย x สม่ำเสมอ = มหาศาล” สามารถเป็นเจ้าของได้ที่ร้าน ซีเอ็ดบุ๊ค ทุกสาขาทั่วประเทศ ในราคา 249 บาท หรือ www.se-ed.com สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-826-8753-4

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี(ที่ 3 จากขวา) ให้เกียรติเยี่ยมชมบูธ ก.ล.ต.ในงาน SET in the City 2018 โดยมีนายรพี สุจริตกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) (ที่ 3 จากซ้าย) พร้อมผู้บริหารระดับสูงให้การต้อนรับ โดยปีนี้ ก.ล.ต. มีแนวคิดในการสร้างภูมิคุ้มกัน เติมความมั่นใจด้านการลงทุนให้แก่ผู้ลงทุนไทย ณ พารากอนฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน เมื่อเร็วๆนี้

กระทรวงพาณิชย์ จับมือ บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก SME Bank และ สมาคมการค้าผู้แทนจำหน่ายสถานีบริการน้ำมัน PTT Station นำผลิตภัณฑ์ชุมชนเข้าจำหน่ายภายในร้านขายของฝากสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ภายใต้แคมเปญ “ไทยเด็ด” คิ๊กออฟเฟสแรก 14 ปั๊มน้ำมันกระจายทุกภูมิภาค พร้อมจัดงาน “ไทยเด็ด แมชชิ่งเดย์” เปิดโอกาสให้ผู้แทนจำหน่ายสถานีบริการน้ำมัน PTT Station จับคู่ธุรกิจพร้อมคัดสรรผลิตภัณฑ์ชุมชนเข้าจำหน่าย ณ จุดขายของฝากให้ตรงใจผู้บริโภค นำร่องโมเดลแรกจังหวัดนครราชสีมา มั่นใจ!! ช่วยขยายช่องทางการตลาด/กระจายผลิตภัณฑ์ชุมชนมากขึ้น สร้างความเข้มแข็งและเพิ่มรายได้ให้ชุมชน เศรษฐกิจฐานรากแข็งแกร่ง ...เศรษฐกิจประเทศมั่นคง ยั่งยืน

 

 

นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “รองนายกรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) ได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เร่งขยายช่องทางการตลาดให้แก่ผลิตภัณฑ์ชุมชนของไทย โดยคำนึงถึงความหลากหลายของแหล่งกระจายสินค้าให้เข้าถึงผู้บริโภคได้ทุกกลุ่ม รวมถึงเป็นสถานที่ที่ประชาชนสามารถเลือกซื้อสินค้าได้สะดวก พร้อมที่จะนำไปอุปโภคบริโภคหรือนำไปเป็นของฝากของกำนัล กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จึงได้จับมือกับ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ PTTOR ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME Bank และ สมาคมการค้าผู้แทนจำหน่ายสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ดำเนินการสร้างและพัฒนาจุดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน ณ จุดจำหน่ายสินค้าภายในร้านขายของฝาก สถานีบริการน้ำมัน PTT Station ภายใต้แคมเปญ “ไทยเด็ด” และจะใช้แคมเปญนี้เป็นสื่อในการประชาสัมพันธ์เพื่อเชิญชวนให้ประชาชนเข้ามาเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชนดังกล่าว”

 

 

“เบื้องต้น จะนำผลิตภัณฑ์ชุมชนของผู้ผลิตที่มีแหล่งผลิตสินค้าบริเวณใกล้เคียงสถานีบริการน้ำมัน PTT Station เข้าจำหน่าย ณ จุดจำหน่ายสินค้าภายในร้านขายของฝาก โดยผู้ที่ต้องการอุดหนุนผลิตภัณฑ์ชุมชนคุณภาพดี ณ สถานีบริการน้ำมัน PTT Station ให้สังเกตป้ายประชาสัมพันธ์ “ไทยเด็ด” เป็นหลัก ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ได้รับการคัดสรรเป็นอย่างดีจากผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน PTT Station เพื่อให้ประชาชนที่เข้ามาใช้บริการได้เลือกซื้อนำกลับไปอุปโภคบริโภคหรือนำไปเป็นของฝากของกำนัล เฟสแรกเริ่มจำหน่ายในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station จำนวน 14 แห่ง ประกอบด้วย ภาคเหนือ 3 แห่ง : จ.พิจิตร (2 แห่ง) จ.กำแพงเพชร (1 แห่ง) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 8 แห่ง : จ.นครราชสีมา (2 แห่ง) จ.บุรีรัมย์ (3 แห่ง) จ.มหาสารคาม (2 แห่ง) และ จ.อุบลราชธานี (1 แห่ง) ภาคตะวันออก 2 แห่ง : จ.ระยอง (1 แห่ง) และ จ.จันทบุรี (1 แห่ง) ภาคใต้ 1 แห่ง : จ.สุราษฎร์ธานี หลังจากนั้น จะทำการประเมินผลสำเร็จ วิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็ง และนำมาปรับปรุงรูปแบบการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนและคุณภาพการให้บริการต่อไป”

 

 

“นอกจากนี้ ในวันนี้ (วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน 2561) กรมฯ และหน่วยงานพันธมิตรดังกล่าวข้างต้น ได้ร่วมกันจัดงาน “ไทยเด็ด แมชชิ่งเดย์” (THAI DET Matching Day) ขึ้น ณ สถานีบริการน้ำมัน PTT Station หจก.สยามด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ได้เจรจาจับคู่ธุรกิจกับผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ชุมชนเพื่อคัดสรรสินค้าเข้าจำหน่าย ณ จุดจำหน่ายสินค้า ซึ่งผู้ประกอบการปั๊มน้ำมันในพื้นที่จะเข้าใจความต้องการของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการในการเลือกซื้อสินค้าทั้งประเภทสินค้า รูปลักษณ์ การบรรจุหีบห่อ (Packaging) การใช้ประโยชน์ ฯลฯ ซึ่งจะทำให้โครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี รวมทั้ง เป็นประโยชน์ต่อผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ชุมชนที่จะได้รับคำแนะนำจากผู้ประกอบการปั๊มน้ำมันในการพัฒนาสินค้าให้ตรงความต้องการของลูกค้าและตลาด ทำให้ผลิตภัณฑ์ชุมชนมีโอกาสที่จะขยายตลาดครอบคลุมกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ สถานีบริการน้ำมัน PTT Station หจก.สยามด่านขุนทด เป็นสถานีบริการน้ำมัน PTT Station นำร่องในการนำผลิตภัณฑ์ชุมชนเข้ามาจำหน่ายในจุดจำหน่ายสินค้าภายในร้านขายของฝาก และจะเป็นโมเดลสำหรับสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอื่นๆ ต่อไป”

อธิบดีฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ความร่วมมือระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กับหน่วยงานพันธมิตรในครั้งนี้ เป็นการยกระดับและพัฒนาสินค้าวิสาหกิจชุมชน หรือ เอสเอ็มอีรายย่อยให้มีความเข้มแข็ง สินค้าได้รับการพัฒนาให้มีมาตรฐานเดียวกัน สามารถขยายตลาดและมีแหล่งกระจายสินค้าได้ครอบคลุมทั่วประเทศ ทำให้เกิดการจ้างงาน ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจฐานรากของประเทศมีความแข็งแกร่ง ซึ่งจะส่งผลถึงระบบเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศที่จะมีความมั่นคง และยั่งยืน มากขึ้น”      

นายสมภพ ศักดิ์พันธ์พนม (ที่ 6 จากซ้าย) ประธานกรรมการ บริษัท APM (Cambodia) Securities จำกัด ในฐานะบริษัทย่อยของบริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด (APM) ในประเทศไทย ได้รับใบอนุญาตที่ปรึกษาทางการเงินเป็นบริษัทแรกในประเทศกัมพูชาจาก H.E.Sou Sucheat (ที่ 5 จากซ้าย) เลขาธิการ Securities and Exchange Commission of Cambodia (SECC) เพื่อปฏิบัติหน้าที่ที่ปรึกษาทางการเงินภายใต้การรับรองของ SECC ที่โรงแรม The Great Duke Hotels ณ ประเทศกัมพูชา เมื่อเร็วๆนี้

บมจ.ไทยสมุทรประกันชีวิต รักคือพลังของชีวิต เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในช่วง 3 ไตรมาสที่ผ่านมา บริษัทสามารถสร้างการเติบโตโดยมีเบี้ยประกันชีวิตรับรายใหม่  (New Business Premium) เพิ่มขึ้น 16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน พร้อมก้าวสู่ “70 ปีแห่งรัก” ในปี 2562 เดินหน้าใช้พลังความรักสร้างสรรค์นวัตกรรมและเทคโนโลยี นำความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งกว่าสู่คนไทย ด้วยการทำให้การประกันชีวิตเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน

คุณนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยสมุทรประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เผยผลการดำเนินงานของบริษัทใน 3 ไตรมาสที่ผ่านมา (ม.ค.-ก.ย. ปี 2561) บริษัทสามารถสร้างการเติบโต โดยมีรายได้จากเบี้ยประกันชีวิตรับรายใหม่ (New Business Premium) จำนวน  2,162 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสัดส่วนจากช่องทาง Digital Sales เติบโตสูงถึง 305% รองลงมาเป็นช่องทางประกันชีวิตกลุ่ม 70% และช่องทาง Bancassurance 59% และเบี้ยประกันชีวิตรับรวม 9,750 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 3.27%  ในขณะที่มีผลตอบแทนจากการลงทุน 5.79% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการใช้ความรักเป็นพลังในการสร้างการเปลี่ยนแปลง ตลอดจนพัฒนาศักยภาพและประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจอยู่ตลอดเวลา พร้อมมุ่งมั่นยกระดับการบริการลูกค้าอย่างเหนือความคาดหมาย สร้างความพึงพอใจ และประสบการณ์ที่น่าประทับใจอยู่เสมอ ทำให้บริษัทขับเคลื่อนธุรกิจท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล และสามารถเดินหน้าสร้างสำเร็จได้อย่างยั่งยืนตลอดไป

ปี 2561เป็นปีแห่งความภาคภูมิใจ ที่ OCEAN LIFE ไทยสมุทรสามารถใช้พลังความรักนำความสำเร็จ ด้วยรางวัลบริษัทประกันชีวิตที่มีการบริหารงานดีเด่น อันดับ 2 จาก สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) การันตีความมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรมในการบริหารองค์กร รางวัลศูนย์รับเรื่องร้องเรียนและแก้ไขปัญหาให้กับผู้บริโภคดีเด่น 3 ปีซ้อน จากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค จากการใส่ใจทุกปัญหาจากลูกค้า เพื่อพัฒนาปรับปรุงในทุกด้าน  รางวัลสถานประกอบกิจการดีเด่นด้านการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน 5 ปีซ้อน จากกระทรวงแรงงาน ด้วยการเพิ่มศักยภาพบุคลากร  สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ยุค 4.0  

สำหรับในวาระครบรอบ 70 ปี แห่งการดำเนินธุรกิจ ในปี 2562 OCEAN LIFE ไทยสมุทรได้เดินหน้าใช้พลังความรักสร้างสรรค์และพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่เหนือความคาดหมาย เพื่อสร้างประสบการณ์ที่สุดประทับใจ สามารถตอบโจทย์ความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า เพื่อสร้างความมั่นคงยั่งยืน เคียงข้างคนไทยและสังคมไทยจากวันนี้และตลอดไป พร้อมทั้งเตรียมของขวัญชิ้นสำคัญให้กับคนไทยด้วยความรัก โดยการคิดค้นและสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ยกระดับการบริการไปอีกขั้น กับOCEAN CLUB Application” อภิสิทธิ์สำหรับคนรักการใช้ชีวิตที่ครอบคลุมทั้งการบริการหลังการขายสำหรับลูกค้า พร้อมกิจกรรมดี ๆ และสิทธิประโยชน์มากมายที่คัดสรรจากพันธมิตรชั้นนำทั่วประเทศสำหรับสมาชิก ยิ่งไปกว่านั้น OCEAN CLUB App. ยังเอาใจคนรักการใช้ชีวิต โดยการสนับสนุนให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดี ด้วยการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมีคุณภาพ เพียงนอนดี หรือออกกำลังกายด้วยการ เดิน วิ่ง หรือปั่นจักรยาน ก็สามารถสนุกกับการสะสมเหรียญ Ochi Coin ได้ง่าย ๆ เพื่อแลกสิทธิพิเศษมากมาย สนใจสมัครสมาชิก OCEAN CLUB ได้ที่ Line @OceanLife และเตรียมพบกับ OCEAN CLUB Application” อย่างเต็มรูปแบบได้เร็ว ๆ นี้

 

 

โดยในปี 2561 OCEAN LIFE ไทยสมุทรประกันชีวิต มีการเปลี่ยนแปลงองค์กรครั้งสำคัญ โดยริเริ่มขยายตลาดกลุ่มคนเมือง (Urban Move) ด้วยการเปิดตัว Brand Ambassador คนแรก “มาริโอ้ เมาเร่อ” พระเอกขวัญใจคนไทยและเอเชียในแคมเปญ “คุ้มทวี” ประกันฉบับแรกที่ “โอ้” เลือก ทำง่ายจ่ายสบาย ใครก็ทำได้ ให้เป็นประกันฉบับแรกของคนไทย พร้อมตอบสนองพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคดิจิทัล ที่รูปแบบการใช้ชีวิตและความต้องการของเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ด้วยการเดินหน้าปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ควบคู่กับการคิดค้นนวัตกรรมในรูปแบบของผลิตภัณฑ์และบริการที่ก่อให้เกิดประสบการณ์ที่ดีสำหรับลูกค้าตลอดระยะเวลาที่บริษัทให้ความคุ้มครอง อาทิ www.oceanlifeonline.com ช่องทางการขายประกันออนไลน์ ที่ OCEAN LIFE ไทยสมุทร ริเริ่มพัฒนาเป็นเจ้าแรก ๆ ทั้งยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าซื้อกรมธรรม์ผ่านระบบออนไลน์ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย ด้วยการขึ้นทะเบียนรับรองตามประกาศของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) / Ocean Pad Application เครื่องมือช่วยตัวแทนประกันชีวิตให้นำเสนอขายประกันให้กับลูกค้าได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว / ประกันโอชิ นวัตกรรมของการประกันชีวิต ที่ความคุ้มครองมาพร้อมกับความน่ารัก ที่มาภายใต้คอนเซปต์ “รักใครให้โอชิคุ้มครอง / บริการ Best Doctors จาก OCEAN LIFE ไทยสมุทร บริการความเห็นที่สองทางการแพทย์จากแพทย์ระดับโลก เพื่อให้คนไทยทุกคนได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงการวินิจฉัยจากแพทย์ระดับโลก / Ocean Branch Fully Automated เชื่อมต่อกันระหว่างสาขาแบบครบวงจร ให้ลูกค้าติดต่อรับบริการจากสาขาใดก็ได้ 171 สาขาทั่วประเทศ Ocean Life iService บริการออนไลน์ ที่อำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าเข้าถึงข้อมูลกรมธรรม์และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ  / E-Ocean Care Card บัตรใบเดียวใน Smartphone ให้ลูกค้าแสดงสิทธิ์คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเครือข่ายกว่า 300 แห่งทั่วประเทศ / Ocean Web Claim ระบบตรวจสอบสิทธิและการบริการประกันสุขภาพของผู้เอาประกัน  ที่เพิ่มความสะดวก รวดเร็ว ให้กับลูกค้า / Online Money Transfer ความร่วมมือกับธนาคารกรุงเทพ ให้ลูกค้ารับเงินผลประโยชน์สะดวกรวดเร็วทั่วประเทศ / Ocean Life Easy Pay บริการ Barcode SMS แจ้งเตือนชำระเบี้ยโดยลูกค้าสามารถนำไปชำระ ณ จุดบริการ Bill Payment และธนาคารต่าง ๆ

พร้อมเดินหน้าสร้างแบรนด์ให้อยู่ในหัวใจคนไทยด้วยกลยุทธ์ต่าง ๆ ที่หลากหลาย อาทิ กลยุทธ์Music Marketing สนับสนุนคอนเสิร์ตระดับโลก KATY PERRY witness on tour และร่วมกับช่อง 3 และช่อง 8 สนับสนุนคอนเสิร์ตพร้อมศิลปินดาราชั้นนำลงพื้นที่ทั่วประเทศ กลยุทธ์ Sport Marketing สนับสนุนกิจกรรม เดิน – วิ่งการกุศล Fit Your Bone Run for Healthy Bone 2018 ส่งเสริมให้คนไทยใส่ใจรักสุขภาพโดยการออกกำลังกายให้แข็งแรง และกิจกรรม Eazy FM 105.5 Running of the Brides สนับสนุนให้กับทุกคู่รักที่ทุ่มเทชีวิตสุดพลังเพื่อคนที่รัก ส่งผลให้บริษัทก้าวสู่การเป็นอันดับ 8 บริษัทประกันชีวิตที่น่าเชื่อถือที่สุด 2017 Thailand’s Most Admired Brand จากนิตยสาร BrandAge นอกจากนี้ บริษัทยังส่งมอบความรักคืนสิ่งดี ๆ สู่สังคม ด้วยการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ชุมชนเข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการ “ไทยสมุทรรักชุมชนไทย” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 มีชุมชนเข้าร่วมโครงการกว่า 90 ชุมชน และมีสมาชิกร่วมกิจกรรมแล้วกว่า 3,600 คน ด้วยเจตนารมณ์ “ปั้นแบรนด์ไทย ไปอินเตอร์” โดยได้รับคัดเลือกจากศูนย์ความรู้ด้านการออกแบบ และความคิดสร้างสรรค์ : Thailand Creative & Design Center (TCDC) ให้เป็นหนึ่งในชิ้นงานที่ได้ร่วมแสดงในเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ หรือ Bangkok Design Week 2018

นอกจากนั้น บริษัทยังให้ความสำคัญกับการเชื่อมต่อบนโลก Social Media ซึ่งนับวันจะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook / Instagram / Youtube หรือ LINE@ โดยเฉพาะช่องทาง Facebook ที่ใช้เทคโนโลยี Chatbot เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า โดยสามารถให้บริการตอบคำถามได้ตลอด 24 ชั่วโมง ส่งผลให้บริษัทได้รับการคัดเลือกจากนิตยสาร BrandAge ให้รับรางวัลรางวัลอันดับ 4 ของแบรนด์ธุรกิจประกันชีวิต ที่ทรงพลังบนโลกโซเชียล Thailand’s Most Social Power Brand 2018
ในขณะเดียวกัน บริษัทยังให้ความสำคัญต่อการพัฒนาบุคลากร เพื่อเสริมศักยภาพให้พนักงานรู้รอบด้าน ก้าวสู่ Digital Transformation มุ่งสู่องค์กร Innovation ที่เท่าทันทุกการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล พร้อมยกระดับพนักงาน 171 สาขาทั่วประเทศ เพื่อการบริการลูกค้าอย่างมืออาชีพในทุกมิติ และยังคงติดอาวุธให้ตัวแทน ต่อยอดความรู้ยกระดับสู่ที่ปรึกษาการเงิน  ด้วยการกิจกรรมใหม่ ๆ ก้าวสู่ประกันชีวิตยุคใหม่ ส่งผลในปี 2561 บริษัทมีตัวแทนคุณภาพรับรางวัล Thailand National Quality Award ตัวแทนคุณภาพดีเด่นแห่งชาติ มากเป็นอันดับ 5 ในธุรกิจประกันชีวิต พร้อมยกระดับให้เข้าสู่เวทีคุณวุฒิระดับโลก MDRT – Million Dollars Round Table เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

SIRI เผยยอดขายรวม 10 เดือน ทะลุ 43,600 ล้านบาท คิดเป็นเกือบ 90% จากเป้าหมายยอดขายที่มีการปรับล่าสุดเป็น 50,000 ล้านบาท และเติบโตขึ้นถึง 64% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ผลงานโดดเด่นทุกกลุ่มที่อยู่อาศัย ทั้งทาวน์เฮาส์ที่ตอกย้ำความสำเร็จในปีนี้จากการรุก แบรนด์ สิริ เพลส ทั้ง 7 ทำเลรอบกรุงเทพฯ บ้านเดี่ยวเซกเมนต์ระดับกลางจนถึงซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ โครงการบุราสิริ พัฒนาการ, เศรษฐสิริ กรุงเทพกรีฑา, เศรษฐสิริ พหล-วัชรพล, เศรษฐสิริ บางนา และบ้านแสนสิริ พัฒนาการซึ่งเป็นโครงการแฟล็กชิพบ้านเดี่ยวระดับซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ คอนโดมิเนียมแบรนด์ใหม่ล่าสุด XT , คอนโดมิเนียมแบรนด์เดอะ เบสและดีคอนโด รวมถึงยอดขายจากตลาดต่างชาติที่พุ่งสูงถึง 12,600 ล้านบาท หรือคิดเป็น 97% จากเป้าหมายยอดขายตลาดต่างชาติที่ตั้งไว้ 13,000 ล้านบาท ขณะที่ผลการดำเนินงานไตรมาส 3/61 ลูกค้าแห่โอน ส่งผลโกยรายได้รวม 6,882 ล้านบาท เติบโตขึ้น 23% จากไตรมาสก่อน มั่นใจปีนี้ทุบสถิติสร้างประวัติศาสตร์ยอดขายสูงสุด #SansiriBestYearEver เผยเตรียมจับตาผลประกอบการพีคสูงสุดในช่วงไตรมาส 4 จากปัจจัยหนุนในช่วงไฮซีซั่นและลูกค้าเร่งโอนก่อนการบังคับใช้มาตรการวางเงินดาวน์ใหม่ พร้อมจ่อคิวเปิดอีก 2 โครงการใหม่ในตลาดต่างจังหวัด เชียงใหม่ – หัวหิน มูลค่ารวมเกือบ 3,000 ล้านบาท

นายวันจักร์  บุรณศิริ ประธานผู้บริหารสายงานการเงินและสนับสนุนธุรกิจ บริษัท แสนสิริ จำกัด(มหาชน) (SIRI) เปิดเผยว่าปี 2561 นับเป็นปีที่ลูกค้าให้การตอบรับดีและเป็นปีที่บริษัทสามารถทำยอดขายได้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดบริษัทสามารถสร้างยอดขายรวมทะลุไปถึง 43,600 ล้านบาท คิดเป็นเกือบ 90% จากเป้าหมายยอดขายใหม่ที่มีการปรับเป็น 50,000 ล้านบาท โดยบริษัทประสบความสำเร็จจากการพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ลูกค้าในทุกกลุ่มที่อยู่อาศัย ทั้งทาวน์เฮาส์ที่ตอกย้ำความสำเร็จในปีนี้จากการรุกแบรนด์ สิริ เพลส ทั้ง 7 ทำเลรอบกรุงเทพฯ ด้วยการสร้างปรากฎการณ์สะเทือนวงการอสังหาฯ ลูกค้าชื่นชอบให้การตอบรับดีจนสามารถสร้างยอดขายถล่มทลายในทุกโครงการที่เปิดการขาย บ้านเดี่ยวเซกเมนต์ระดับกลางจนถึงระดับซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ ทั้งแบรนด์บุราสิริ ภายใต้แนวคิด “Find Your Peace of Mind บ้านเพื่อการพักผ่อนอย่างแท้จริงและโครงการบ้านเดี่ยวภายใต้แบรนด์ เศรษฐสิริภายใต้แนวคิด “Portrait of Success ภาพของชีวิตที่ภาคภูมิ” ในระดับราคา 10 – 25 ล้านบาท ได้รับการตอบรับที่ดี อาทิ โครงการบุราสิริ พัฒนาการ, โครงการเศรษฐสิริ พหล – วัชรพล, เศรษฐสิริ บางนา และเศรษฐสิริ กรุงเทพกรีฑา รวมถึง บ้านแสนสิริ พัฒนาการ ซึ่งเป็นโครงการแฟล็กชิพบ้านเดี่ยวระดับซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ของแสนสิริ ก็มียอดขายแล้ว 70% มูลค่ารวมกว่า 2,850 ล้านบาท นับเป็นการตอบรับที่รวดเร็วในกลุ่มบ้านเดี่ยวในระดับราคา 65 – 240 ล้านบาท

 

 

นอกจากนี้ที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมก็ได้รับการตอบรับที่ดี ทั้งคอนโดมิเนียมแบรนด์ใหม่ล่าสุด XT  คอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์เดอะ เบส และคอนโดมิเนียมแบรนด์ดีคอนโด ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด อาทิ โครงการเดอะ เบส เซ็นทรัล – ภูเก็ต และดีคอนโด แคมปัส โดม-รังสิต ที่มีกระแสตอบรับที่ดีมากจนสามารถปิดการขายทันทีในวันแรกที่เปิดพรีเซล รวมถึงดีคอนโด หาดใหญ่ ที่มียอดขายแล้วกว่า 80% รวมถึงบริษัทยังประสบความสำเร็จจากการสร้างยอดขายในตลาดต่างชาติ ที่ทำได้ถึง 12,600 ล้านบาท คิดเป็น 97% จากเป้าหมายยอดขายตลาดต่างชาติที่ตั้งไว้ในปีนี้ 13,000 ล้านบาท ทั้งนี้ปัจจุบันแสนสิริยังนับเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ไทยที่ครองส่วนแบ่งการตลาดลูกค้าต่างชาติที่สูงที่สุด จากการเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ไทยบริษัทเดียวที่เปิดการขายโครงการในต่างประเทศพร้อมกัน (Global Launch) และจัดกิจกรรมหลังการขายกับลูกค้าต่างชาติอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2561 บริษัทมีรายได้รวม 6,882 ล้านบาท เติบโตขึ้น 23% จากไตรมาสก่อน โดยรายได้จากการขายเพิ่มขึ้นจากการโอนโครงการแนวราบและโครงการคอนโดมิเนียมในสัดส่วน 60 : 40 โดยเริ่มโอนโครงการ ดีคอนโด พิงค์ เชียงใหม่ ที่เริ่มรับรู้การโอนในไตรมาสนี้ นอกจากนี้บริษัทยังมีรายได้จากการบริหารโครงการภายใต้บริษัทร่วมทุนกับบีทีเอสอีก 1,120 ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิในช่วง 9 เดือนอยู่ที่ 1,000 ล้านบาท

“ไตรมาสสุดท้ายของปี 2561 ยังนับเป็นไตรมาสที่สำคัญของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จากการที่ลูกค้าจะตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย นอกจากนี้คาดว่าลูกค้าจะเร่งตัดสินใจซื้อและโอนที่อยู่อาศัย ก่อนมาตรการวางเงินดาวน์ใหม่ที่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2562 เป็นต้นไป ทั้งนี้ บริษัทยังมีแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ในตลาดต่างจังหวัดตามแผนการดำเนินงานและเพื่อตอบรับความต้องการลูกค้าในเชียงใหม่ และหัวหิน อีก 2 โครงการ มูลค่ารวมเกือบ 3,000 ล้านบาท รวมถึงการเตรียมโอนโครงการใหม่ ได้แก่ ดีคอนโด แคมปัส กำแพงแสน มูลค่าโครงการ 1,222 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันมียอดขายแล้วกว่า 70% ซึ่งจะส่งผลดีต่อเนื่องในผลประกอบการของบริษัทในช่วงที่เหลือของปีนี้ ก้าวสู่เป้าหมายยอดขายที่วางไว้และเป็นปีที่ดีที่สุดของแสนสิริ #SansiriBestYearEver

คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ม.ธรรมศาสตร์ ครบรอบ 80 ปี เผยผลค้นคว้าและวิจัย เรื่อง The Next Gen Corporation of Design : CoD สูตรสำเร็จองค์กรมีดีไซน์ยุคดิจิทัล ผสมผสาน 3 ส่วน คือ A - Aesthetic -สุนทรียะ , T คือ Technology –เทคโนโลยี , P คือ Process- กระบวนการ ที่ผ่านการออกแบบอย่างดีเยี่ยมจนเป็นเนื้อเดียวกันเพื่อขับเคลื่อนองค์กรในทุกจุด มาร่วมไขความลับสู่เส้นทางความสำเร็จในยุคเทคโนโลยีพลิกโลก!!! ในงานสัมมนาครั้งยิ่งใหญ่ วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2561 เวลา 9.00 - 16.30 น. ณ ห้อง World Ballroom ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ สนใจร่วมลงทะเบียนได้ที่ http://seminar.tbs.tu.ac.th/index.aspx หรือสอบถามเพิ่มเติม 02 696 5730, 02 696 5751

กระทรวงอุตสาหกรรมร่วมมือกับจังหวัดมิเอะ ประเทศญี่ปุ่น เปิดศูนย์นวัตกรรม “มิเอะ-ไทยแลนด์ อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ ” (Mie- Thailand Innovation Center) ศูนย์ยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยให้เป็นผู้นำสู่ระดับสากลด้วยเทคโนโลยีการผลิตระดับสูง ผ่านแนวทางในการขับเคลื่อน  3 ด้าน ได้แก่ 1.การถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมการแปรรูปอาหาร 2. การพัฒนาบุคลากร  และ 3. การพัฒนาเครือข่ายผู้ประกอบการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของภาคการผลิต ทั้งในด้านคุณภาพและมาตรฐาน และการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรมควบคู่ไปกับการขยายโอกาสทางการตลาดในประเทศให้กว้างขึ้นไปสู่ระดับโลกอีกด้วยและนวัตกรรม  

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า จากที่กระทรวงอุตสาหกรรมและบีโอไอได้ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือกับจังหวัดมิเอะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรม และเทคโนโลยีการผลิตระดับสูง รวมทั้งการวิจัยและพัฒนา  ด้านเกษตรอาหาร เทคโนโลยีชีวภาพ การปรับปรุงพันธุ์ และบริการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ จึงได้ร่วมกันจัดตั้งศูนย์นวัตกรรม “มิเอะ-ไทยแลนด์ อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ ”  (Mie- Thailand Innovation Center) โดยมีวัตถุประสงค์ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมการแปรรูปอาหาร  เพื่อขับเคลื่อนยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยให้เป็นผู้นำได้ในระดับสากล พร้อมสนับสนุนการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการผลิตมาผนวกกับเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยปฏิรูปอุตสาหกรรมอาหารทั้งระบบ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของภาคการผลิต ทั้งในด้านคุณภาพและมาตรฐาน และการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรมควบคู่ไปกับการขยายโอกาสทางการตลาดในประเทศให้กว้างขึ้นไปสู่ระดับโลก

 

 

นายอุตตม กล่าวต่อว่า สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนศูนย์นวัตกรรมดังกล่าว กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียม 3 กรอบการดำเนินงานที่สำคัญไว้เพื่อขับเคลื่อนยกระดับภาคอุตสาหกรรมและการส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างอุตสาหกรรมทั้ง 2 ฝ่าย ได้แก่

1. การถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมการแปรรูปอาหาร ประกอบไปด้วยการจัดกิจกรรมสัมมนา เวิร์คช็อป (Workshop) มุ่งเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการแปรรูปอาหารของบริษัทจากจังหวัดมิเอะ การทำวิจัยและทำต้นแบบผลิตภัณฑ์แปรรูปอาหารเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ผลักดัน SMEs ให้มีศักยภาพด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมมากขึ้น นอกจากนี้ ยังนำร่องมุ่งเน้นใน 2 พื้นที่ ที่มีศักยภาพ คือ จังหวัดสงขลา เป็นศูนย์กลางในการแปรรูปอาหารในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลหรือของสด ให้กับ 14 จังหวัดภาคใต้   และ จังหวัดเชียงใหม่ จะต่อยอดการดำเนินงานยุทธศาสตร์ Northern Food Valley ในพื้นที่ภาคเหนือ ผ่านโครงการร่วมมือเช่น เช่น Lanna Matsusaka Beef โดยอาศัยจุดเด่นของจังหวัดมิเอะที่มีชื่อเสียงในเรื่องของเนื้อ Matsusaka ให้ถ่ายทอดพันธ์เนื้อมาต่อยอดการเลี้ยงวัวในภาคเหนือ รวมถึงโครงการ Medical and Bio-Technology  การถ่ายทอดเทคโนโลยีการสกัดสมุนไพรจากพืชชนิดต่างๆ และ ความร่วมมือเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และวัฒนธรรม ระหว่างจังหวัดเชียงใหม่กับจังหวัดมิเอะ ซึ่งจังหวัดทั้ง 2 มีจุดแข็งในด้านเดียวกัน

2. การพัฒนาบุคลากร ผ่านการพัฒนาหลักสูตรของ Mie Industry and Enterprise Support Center (MIESC) ซึ่งเป็นหลักสูตรการสร้างบุคลากรในระดับ “Leader” ของผู้ประกอบการ SMEs ที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างบุคลากรที่จะเข้ามาลดช่องว่างของกลุ่มแรงงานและผู้บริหาร เป็นหลักสูตรที่ได้รับผลตอบรับที่ดีมากจากบริษัทในจังหวัดมิเอะ ซึ่งจะมีการปรับหลักสูตรการฝึกอบรมให้ตรงต่อความต้องการของผู้ประกอบการไทย และให้มีเนื้อหาการฝึกอบรมที่เหมาะสมต่อวัฒนธรรมของประเทศไทย จากนั้นจะมีการกำหนดแผนการฝึกอบรมที่เป็นรูปธรรมร่วมกัน โดยได้คาดหวังว่าหลักสูตรนี้จะช่วยยกระดับให้กับภาคอุตสาหกรรมในประเทศ

3. การพัฒนาเครือข่ายผู้ประกอบการ (Business Networking) มุ่งหมายให้เกิดความร่วมมือระหว่างกัน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและเกิดประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายต่อไปในอนาคต ซึ่งจะช่วยให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ของประเทศไทยเติบโตได้ในระยะยาว

 

 

ด้าน นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า ได้ร่วมมือกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และจังหวัดมิเอะ ในการผลักดันผู้ประกอบการเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตด้วยนวัตกรรม และการวิจัยและพัฒนาเพื่อสรรค์สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ควบคู่ไปกับการขยายโอกาสทางการตลาดในประเทศให้กว้างขึ้น โดยทั้งไทยและญี่ปุ่นได้ต่อยอดความร่วมมือที่ผ่านมาได้แก่ การวิจัยเกี่ยวกับ Thai snack จากข้าวหอมมะลิไทยที่มีลักษณะของการวิจัยเพื่อการผลิตสินค้าเชิงพาณิชย์ และการบริการในการทำตัวอย่างสินค้าให้กับกลุ่มผู้ประกอบการที่เป็น Start Up ที่ต้องการผลิตเพื่อทดลองสินค้าและตลาด พร้อมทั้งการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรเป็นสินค้าอาหารเจ ซึ่งได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวไทย นอกจากนี้จะได้รับสิทธิประโยชน์การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นเวลา  5 - 10 ปี ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว ยังจะได้รับสิทธิเพิ่มเติมเป็นพิเศษ เช่น การลดหย่อนอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ 50 เป็นเวลา 5 ปี

ทั้งนี้ การจัดตั้งศูนย์นวัตกรรม “มิเอะ-ไทยแลนด์ อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ ”  (Mie- Thailand Innovation Center) เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือการที่จะช่วยยกระดับและพัฒนาบุคลากรในภาคอุตสาหกรรม สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี งานวิจัย และนวัตกรรมที่เหมาะสมที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการ และยกระดับอุตสาหกรรมอาหารของประเทศให้เป็นผู้นำได้ในระดับสากล และที่สำคัญคือการเชื่อมโยงสร้างเครือข่ายระหว่างภาคอุตสาหกรรมของทั้ง 2 ประเทศ ที่จะช่วยให้เกิดความร่วมมือที่ขยายวงไปในด้านการค้า การลงทุน รวมถึงการท่องเที่ยวระหว่างกัน ได้ต่อไปในอนาคต นายยงวุฒิ กล่าวสรุป

EXIM BANK สนับสนุนทางการเงินจำนวน 5 ล้านบาทให้แก่บริษัท กิสโค จำกัด ผู้ผลิตและส่งออกเครื่องจักรและอุปกรณ์สำหรับงานหล่อโลหะ ภายใต้เทคโนโลยีและแบรนด์สินค้าของตนเอง “GISS Technology” ซึ่งเป็นที่รู้จักและได้รับรางวัลระดับโลก สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของ EXIM BANK ในการสนับสนุนทางการเงินให้ SMEs ที่มีศักยภาพ มุ่งเน้นการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตสินค้าให้แข่งขันได้ในตลาดโลก

นางวรรธนา มงคลศรี รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ลงนามในสัญญาสนับสนุนทางการเงินของ EXIM BANK จำนวน 5 ล้านบาท ให้แก่บริษัท กิสโค จำกัด โดยมี นายสงบ ธนบำรุงกูล กรรมการผู้จัดการ และ รศ.ดร.เจษฎา วรรณสินธุ์ ประธานบริหารและผู้ถือหุ้นหลัก เป็นผู้ร่วมลงนาม ณ EXIM BANK สำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2561 เพื่อให้บริษัทนำไปใช้ขยายกิจการผลิตและส่งออกเครื่องจักรและอุปกรณ์สำหรับงานหล่อโลหะ โดยใช้นวัตกรรมเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสำหรับป้อนผู้ผลิตรายใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ อาทิ โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน ในญี่ปุ่น ฮุนได มอเตอร์ และแอลจี อีเลคทรอนิคส์ ในเกาหลีใต้

รองกรรมการผู้จัดการ EXIM BANK เปิดเผยว่า EXIM BANK สนับสนุนทางการเงินในครั้งนี้ โดยสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ของ EXIM BANK ที่จะพัฒนา SMEs ที่มีศักยภาพให้ขยายการส่งออกได้มากขึ้น โดยมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิต ซึ่งบริษัทเป็น SMEs ที่สามารถนำงานวิจัยและพัฒนา (R&D) มาต่อยอดไปสู่การผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าส่งออกที่มีเทคโนโลยีนวัตกรรมซึ่งได้รับรางวัลระดับโลก นั่นคือ เทคโนโลยีการผลิตโลหะกึ่งของแข็งโดยการพ่นฟองแก๊สขณะแข็งตัว (Gas Induced Semi-Solid Technology : GISS Technology) ที่ปิดจุดอ่อนของกระบวนการผลิตแบบเดิม ลดการเกิดฟองอากาศและของเสีย ทำให้งานหล่อโลหะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นประมาณ 20% ยืดอายุการใช้งานของแม่พิมพ์ได้ถึง 2 เท่า และลดต้นทุนการผลิตลงได้มาก

“EXIM BANK มุ่งเน้นการสนับสนุนให้ผู้ส่งออก SMEs ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย สามารถนำงานวิจัยและพัฒนามาสร้างนวัตกรรมและใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้ โดยไม่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน ทั้งนี้ เพื่อช่วยให้ผู้ส่งออกไทยแข่งขันได้ในตลาดระดับบนอย่างยั่งยืน” นางวรรธนากล่าว

บมจ.ไทยสมุทรประกันชีวิต รักคือพลังของชีวิต ให้ความสำคัญกับการพัฒนากลุ่มคนรุ่นใหม่ Gen Z โดยจัดโครงการ OCEAN SHARING โดยนำผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านร่วมแบ่งปันความรู้ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ให้กับนิสิตนักศึกษาชั้นปีที่ 3 และ 4 คณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาวิทยาการประกันภัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาเขตรังสิต ในหัวข้อ Pricing Actuarial, Underwriter, Claim assessor และ Risk Management โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในด้านคณิตศาสตร์ประกันภัย พิจารณารับประกัน และความเสี่ยง ประกอบด้วยคุณมัณฑณา ฉิมม่วง, คุณเวชศาสตร์ เรืองโสภิษฐ์ และคุณมเหศวร นิธิกุลโชติรัตน์ เพื่อเตรียมความพร้อมและเสริมพื้นฐานให้กับน้อง ๆ Gen Z นำไปต่อยอดแนวคิด พัฒนาตนเองสู่เส้นทางการทำงานในอนาคต ซึ่งในปัจจุบันธุรกิจประกันชีวิตมีการเติบโตอยู่ในอัตราก้าวหน้าทุกปี และ OCEAN LIFE ไทยสมุทร พร้อมมอบโอกาสในวิชาชีพสายประกันชีวิตให้กับน้อง ๆ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาธุรกิจประกันชีวิตให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

Page 1 of 17