September 19, 2018
Ad Top Header
×

Warning

JUser: :_load: Unable to load user with ID: 6847

เมื่อวันที่ 3 - 9 สิงหาคม 2561 นางสาววนัชชา หล่อไพบูลย์ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 หลักสูตรเคมี วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล คว้ารางวัลชนะเลิศ Best Poster Award หัวข้อ “วิธีการกำจัดขยะในท้องทะเล” และBest Question Award และ จากโครงการAsian Science Camp 2018 ณ เมืองมานาโด จังหวัดซูลาเวซีเหนือ ประเทศอินโดนีเซีย 

 

 

ทั้งนี้ นางสาววนัชชา ได้ผ่านการคัดเลือกเป็นตัวแทนเยาวชนจากประเทศไทยในระดับอุดมศึกษา และมัธยมปลายจำนวน 10 คน จากผู้สมัคร 200 กว่าคน โดยมูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (สอวน.) กิจกรรมค่ายนี้มุ่งเน้นให้เยาวชนได้ใกล้ชิดกับนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลและนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลก และสนับสนุนส่งเสริมให้เยาวชนกล้าแสดงออกทั้งในการซักถามและการเสนอความคิดเห็น ผ่านการแข่งขันแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ Creative Poster Competition / Question Asking Award และ Problem of the Day Award

กลุ่มบริษัทเอไอเอ จำกัด (“เอไอเอ” หรือ “บริษัท” รหัสตลาดหลักทรัพย์: 1299) ประกาศผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก ประจำปี 2561 โดยมีอัตราการเติบโตด้านการเงินเป็นตัวเลข 2 หลัก  ซึ่งรวมถึงมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ที่เติบโตแข็งแกร่งอย่างมาก เพิ่มขึ้นร้อยละ 17 โดยคำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ (CER) และเพิ่มขึ้นร้อยละ 22 โดยคำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนตามจริง (AER) เปรียบเทียบกับช่วง 6 เดือนแรก สิ้นสุด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2560

จุดเด่นของผลการดำเนินงาน โดยคำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนคงที่    

การเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ที่แข็งแกร่งอย่างมาก

  • มูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 17 เป็น 1,954 ล้านเหรียญสหรัฐ
  • มูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 24 ไม่รวมช่องทางที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ (IFA)  ของฮ่องกง ที่มีผลการดำเนินงานอย่างยอดเยี่ยมในครึ่งปีแรกของปี 2560
  • เบี้ยประกันภัยรับปีแรก (ANP) เพิ่มขึ้นร้อยละ 9 เป็น 3,252 ล้านเหรียญสหรัฐ
  • อัตรากำไรของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB margin) คิดเป็นร้อยละ 5 เพิ่มขึ้น 4.4 จุด

การเติบโตของผลกำไรจากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

  • กำไรจากการดำเนินงานหลังหักภาษีตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ (IFRS) เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 คิดเป็นมูลค่า 2,653 ล้านเหรียญสหรัฐ
  • มูลค่าสินทรัพย์ปัจจุบันของบริษัท เพิ่มขึ้นร้อยละ 19 คิดเป็นมูลค่า 4,152 ล้านเหรียญสหรัฐ
  • ผลตอบแทนจากการดำเนินงานต่อมูลค่าธุรกิจ เพิ่มขึ้น 70 bps เป็นร้อยละ 17

สถานะเงินสดหมุนเวียนมีจำนวนมากและสถานะเงินทุนที่มั่นคง

  • มูลค่าของบริษัทคิดเป็น 53.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ และมูลค่าสินทรัพย์ปัจจุบันของบริษัท คิดเป็น 52 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ จากวันที่ 31 ธันวาคม 2560
  • มีเงินกองทุนส่วนเกิน เป็นมูลค่า 2,497 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 11
  • มีเงินกองทุนส่วนเกินที่ยังไม่ได้รับการจัดสรร มูลค่า 17 พันล้านเหรียญสหรัฐ
  • อัตราส่วนของการดำรงเงินกองทุนตามพระราชบัญญัติบริษัทประกันชีวิตฮ่องกงของเอไอเอ เพิ่มขึ้น
    ร้อยละ 458

มูลค่าเงินปันผลระหว่างกาลเพิ่มขึ้นอย่างมาก

  • เงินปันผลในครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้นร้อยละ 14 คิดเป็นมูลค่า 220 เซ็นต์ฮ่องกงต่อหุ้น

 

 

มร. อึง เค็ง ฮุย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัทเอไอเอ  กล่าวว่า

“เอไอเอมีผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก ประจำปี 2561 ที่แข็งแกร่งมาก  โดยมีอัตราการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) เพิ่มขึ้นร้อยละ 17 เป็น 1,954 ล้านเหรียญสหรัฐ และกำไรจากการดำเนินงานตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ (IFRS) เติบโตขึ้นร้อยละ 14  ทั้งนี้ อัตราการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ในครึ่งปีแรกมีอัตราการเติบโตร้อยละ 24   โดยไม่ได้นับรวมช่องทางที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ (IFA)  ของฮ่องกง ที่มีผลการดำเนินงานอย่างยอดเยี่ยมในครึ่งปีแรกของปี 2560  ผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งนี้เป็นผลมาจากกลยุทธ์ในการสร้างความเติบโตในการดำเนินธุรกิจของเอไอเอที่มีคุณภาพ ครอบคลุมอย่างรอบด้านในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก

“คณะกรรมการบริษัทของกลุ่มบริษัทเอไอเอได้ประกาศเงินปันผลครึ่งปีแรกประจำปี 2561 ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งทางการเงินของเอไอเอ อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจถึงภาพรวมในการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทเอไอเอ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายในการจ่ายเงินปันผลที่มีความรัดกุม และคำนึงถึงความยั่งยืนและความก้าวหน้าของเรา” 

“เอไอเออยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งและมีความได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นผลมาจากการดำเนินธุรกิจมายาวนานในเอเชีย คุณภาพของผลการดำเนินงานของเราเกิดขึ้นจากรูปแบบการทำงานที่มีความหลากหลายและลงตัว ทั้งจากช่องทางการดำเนินธุรกิจ ผลิตภัณฑ์และในเชิงภูมิศาสตร์ กลยุทธ์ที่ชัดเจนของเรายังคงใช้ได้อย่างดีเยี่ยมเนื่องจากทีมงานที่มากประสบการณ์ของเราได้ร่วมกันทำงาน เพื่อหาโอกาสในการเติบโตที่ยังมีอยู่มากมายในภูมิภาคนี้”

“เรามั่นใจว่าเราจะเดินหน้าในการดำเนินงานตามกลยุทธ์ของเรา เพื่อแสดงศักยภาพของเอไอเอในการช่วยให้ผู้คนนับล้านมีสุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาวและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โครงการพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่แบบองค์รวม (Holistic Area Based Community Development: HAB) โดยใช้เครือข่ายปฏิบัติการทางสังคม โดยมี นายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้เกียรติร่วมในพิธี นายวนัส แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานคณะกรรมการบริหาร เครือเบทาโกร และผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา 11 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยราชภัฎเลย มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลพบุรี สถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ร่วมลงนามฯ ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล อาคารรัชมังคลาภิเษก กระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพฯ

 

การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันพัฒนาคุณภาพชีวิตสมาชิกชุมชนในพื้นที่เป้าหมายและให้บริการแก่สังคม เพื่อพัฒนาต้นแบบความร่วมมือระหว่าง ภาคเอกชน สถาบันอุดมศึกษา ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอ จังหวัด และหน่วยงานภาครัฐ ในการนำรูปแบบการพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่แบบองค์รวมที่เป็นนวัตกรรม สู่การปฏิบัติในพื้นที่และการขยายผลในวงกว้าง รวมทั้งตอบสนองนโยบายการพัฒนาเครือข่ายอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละพื้นที่ (Area-based Approach) ของภาครัฐ โดยใช้แนวทาง “การพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่แบบองค์รวม (Holistic–Area Based Community Development: HAB)” ใน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ สุขภาพ สิ่งแวดล้อม สังคม และการศึกษา ซึ่งนำ  “ช่องสาริกาโมเดล” แนวคิดในการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนของเครือเบทาโกร ที่ได้นำเครื่องมือการจัดการ ด้านการเพิ่มผลผลิต (Productivity Management) เข้าไปช่วยชาวบ้านให้มีความเข้มแข็งและมีคุณภาพชีวิต    ที่ดีขึ้น ในรูปแบบ Holistic – Area Based Community Development ชุมชนต้นแบบ (ชุมชนที่มีคุณภาพชีวิต   ที่ดี) อาชีพดี สุขภาพดี สิ่งแวดล้อมดี สังคมดี โดยมีความรู้คู่คุณธรรม และแก้ไขปัญหาความยากจน เริ่มดำเนินการตั้งแต่ พ.ศ.2550 ที่ ตำบลช่องสาริกา อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี โดยทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเชื่อมโยงการพัฒนาแบบบูรณาการทั้ง 5 ด้าน สร้างกลไกการขับเคลื่อนในการทำงานร่วมกับชุมชน ซึ่งประสบผลสำเร็จถือเป็นโมเดลต้นแบบ จึงมุ่งนำแนวคิดนี้ขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ

 

สำหรับ โครงการพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่แบบองค์รวม (Holistic Area Based Community Development: HAB) โดยใช้เครือข่ายปฏิบัติการทางสังคม จะดำเนินโครงการในพื้นที่ปฏิบัติการ 17 พื้นที่ใน 12 จังหวัด ได้แก่ 1) ตำบลช่องสาริกา อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี  2) บ้านดอนกลาง ตำบลช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี  3) ตำบลนิคมลำนารายณ์และตำบลศิลาทิพย์ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี  4) ตำบลขุนน่าน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน  5) บ้านดอนแท่น ตำบลเชียงคาน อำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน  6) บ้านทุ่งขาม ตำบลไชยสถาน อำเภอเมือง จังหวัดน่าน  7) บ้านวังตาว ตำบลสะเนียน อำเภอเมือง จังหวัดน่าน  8) คุ้งบางกะเจ้า อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ  9) ตำบลคำพอุง อำเภอโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด  10) ตำบลบ้านโต้น อำเภอพระยืน จังหวัดขอนแก่น  11) ตำบลห้วยแห้ง ตำบลตาลเดี่ยว และตำบลชำผักแพว อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี  12) ตำบลป่าระกำ อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช  13) ตำบลชุมโค อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร  14) ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี  15) ตำบลหนองแสง อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก 16) ตำบลเชียงคาน อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย และ 17)ชุมชนสาธิตวลัยลักษณ์พัฒนา อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยสถาบันอุดมศึกษามีบทบาทในการถ่ายทอดองค์ความรู้ หลักวิชา ส่วนเบทาโกรทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการฯ ถ่ายทอดประสบการณ์และนวัตกรรมการพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่แบบองค์รวม และสนับสนุนงบประมาณ และทั้ง 2 ฝ่าย จะร่วมจัดทำชุดข้อมูล แผนงาน และคู่มือการดำเนินงาน สนับสนุนบุคลากรประสานงานในพื้นที่ ทำงานใกล้ชิดกับชุมชน เพื่อร่วมดำเนินโครงการฯ กับบุคคล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกลุ่มเป้าหมาย เป็นต้น ซึ่งจะมีการติดตามความก้าวหน้า รายงานผล พร้อมทั้งพัฒนาปรับปรุงการดำเนินงาน เผยแพร่ผลสำเร็จและบทเรียนของโครงการฯ โดยมีเป้าหมายขยายผลไปในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศต่อไปอนาคต

ซีเน็กซ์ พร็อพเพอร์ตี้ ในกลุ่มอาร์เค พร็อพเพอร์ตี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์แนวราบ ฉลองความสำเร็จหลังปิดการขายเฟสแรกของโครงการเดอะรักษ์ (The Rux) รามอินทรา-หทัยราษฎร์ในวันเดียว กวาดยอดขายไปกว่า 150 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าขยายเฟสสองและเปิดโครงการใหม่อีก 1 โครงการคือ โครงการZENEX พหลโยธิน – รามอินทรา 5 ก่อนสิ้นปีนี้  เผยตุนยอดแบ็คล็อกเกิน 2.3 พันล้าน ทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่องจนถึง 2563 พร้อมตั้งเป้ายอดรายได้รวมปีนี้ 800 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้น 100% ล่าสุด เดินหน้าปั้นโครงการใหม่เพิ่มยึดพื้นที่โซนกรุงเทพตะวันออก

นายวรยุทธ กิตติอุดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีเน็กซ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ในกลุ่มอาร์เค พร็อพเพอร์ตี้ เปิดเผยว่า “เมื่อต้นปี บริษัทฯ ได้ตั้งเป้าหมายรายได้รวมในปี 2561 ไว้ที่ 800 ล้านบาท หรือเติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 100% ซึ่งผลประกอบการครึ่งปีแรกเป็นไปตามคาดหมาย และมีแนวโน้มสูงที่บริษัทฯ จะสามารถทำได้ทะลุเป้าที่กำหนด หลังล่าสุดบริษัทฯ สามารถปิดการขายโครงการ The Rux รามอินทรา-หทัยราษฎร์ เฟสที่หนึ่ง จำนวน 30 ยูนิต ได้หมดในวันเดียว ทำรายได้ทะลุ 150 ล้านบาท และพร้อมเปิดเฟสสองอีกจำนวน 66 ยูนิต ในไตรมาสสุดท้ายปีนี้ ซึ่งเชื่อว่าจะได้รับการตอบรับจากลูกค้ากลุ่มครอบครัวคนรุ่นใหม่ Micro Family เป็นอย่างดีเช่นกัน”

โครงการ The Rux รามอินทรา-หทัยราษฎร์ เป็นโครงการบ้านเดี่ยว-บ้านเออเบิร์นยูทิลิตี้ (Urban Utility) จำนวน 96 ยูนิต มูลค่าก่อสร้างโครงการรวม 450 ล้านบาท ตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 25 ไร่ ทำเลดีบนถนนไทยรามัญ ห่างจาก ทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ ทางลงจตุโชติเพียง 7 นาที ใกล้ทางพิเศษกาญจนาภิเษก วงแหวนรอบนอก กรุงเทพมหานคร ฝั่งตะวันออก และรถไฟฟ้าสายสีชมพูบนถนนรามอินทรา แบ่งออกเป็นเฟสหนึ่งจำนวน 30 ยูนิต ประกอบบ้านสองประเภท ได้แก่ Type A  2 ชั้น เนื้อที่ตั้งแต่ 40 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 139 ตารางเมตร 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ 1 ห้องครัว ราคาเริ่มต้นที่ 3.69 ล้านบาท ส่วน Type B จะเป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น เนื้อที่ตั้งแต่ 56 ตารางวา มีพื้นที่ใช้สอยถึง 180 ตารางเมตร 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ เพิ่มห้องนั่งเล่น และครัวไทยแยกส่วน

นายวรยุทธ กล่าวต่อว่า “โครงการ The Rux มีจุดเด่นที่เหนือกว่าโครงการอื่นๆ ในพื้นที่ใกล้เคียง ตรงที่ความคุ้มค่า โดยรวมที่ได้รับจากการลงทุน ผู้ซื้อไม่เพียงแต่จะได้บ้านสวยทันสมัยบนทำเลดี เดินทางเข้าถึงสะดวก ใกล้แหล่ง ชุมชนและสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายทั้งศูนย์การค้าและโรงพยาบาล นอกจากนี้ ตัวบ้านยังมีขนาดใหญ่ที่ ออกแบบให้ผู้อาศัยมีพื้นที่ใช้สอยได้อย่างเต็มที่ โดยตัวบ้านจะมีหน้ากว้างถึง 15 เมตร เพดานสูงโปร่ง 2.9 เมตร

เลือกใช้วัสดุตกแต่งภายในคุณภาพสูง เช่น สุขภัณฑ์จากแบรนด์ Kohler กระเบื้องปูพื้นนำเข้าจากอิตาลี กระเบื้อง ผนังห้องน้ำแบบ 3 มิติ ราวกันตกระเบียงที่เป็นกระจกนิรภัย อีกทั้งในบ้านทุกหลังยังจะติดตั้งนวัตกรรมเพื่อความ ปลอดภัย ทั้งระบบ Digital Door Lock ที่ใช้การสแกนลายนิ้วมือ และระบบกันขโมยแบบ Motion Sensor 2 จุด ส่วนถนนหลัก ของเมนโครงการฯ ยังกว้างถึง 12 เมตร ให้ความรู้สึกโล่ง กว้าง ร่มรื่น

“นอกจากโครงการ The Rux แล้ว ทางกลุ่มบริษัทฯ ยังมียอดแบ็คล็อกอยู่อีก 1.7 พันล้านบาท ซึ่งจะเริ่มรับรู้รายได้ ตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายปีนี้ ไปจนถึงปี 2563 โดยมาจากการขายโครงการที่มีในปัจจุบัน ได้แก่ RK Park รามอินทรา-ซาฟารี, RK Park วัชรพล-สายไหม รวมถึงโครงการมิกซ์ยูสอย่าง The Eiffel รามคำแหง-มิสทีน และ Zenex พหลโยธิน-รามอินทรา 5 ที่มีทั้งทาวน์โฮม โฮมออฟฟิศ และบ้านเดี่ยว”

“ซีเน็กซ์ และบริษัทในกลุ่มจะยังคงมุ่งพัฒนาสินค้าที่อยู่อาศัยในแนวราบ ซึ่งจะยังยึดโซนกรุงเทพตะวันออกเป็นทำเลหลัก เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านจำนวนประชากร ธุรกิจร้านค้า สิ่งอำนวยความสะดวก และระบบขนส่งคมนาคม ทั้งยังมีเมกะโปรเจ็ก อย่างโครงการพัฒนาท่าอากาศยาน สุวรรณภูมิ เฟสสอง ถนนวงแหวนรอบนอก  กรุงเทพกรีฑา ศรีนครินทร์ รถไฟฟ้าสายสีส้มศูนย์วัฒนธรรม - มีนบุรี  รถไฟฟ้าสายสีชมพูแคราย – มีนบุรี  ซึ่งคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการภายในปี 2563 บริษัทฯ ยังตั้งเป้าจะเปิดตัวโครงการใหม่ปีละ 2-3 โครงการ โดยมีสัดส่วนสินค้าที่เป็นทาวน์โฮม 77% โฮมออฟฟิศ 10% และบ้านเดี่ยว 13%” นายวรยุทธ กล่าวทิ้งท้าย

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ  พัฒนาช่องทางการจำหน่ายเนื้อหมู ชิ้นส่วนหมู และผลิตภัณฑ์แปรรูป ด้วยระบบการสั่งซื้อออนไลน์ผ่านเว็ปไซต์ CP SMART ORDER and PAYMENT หรือ CP SMART OP เพิ่มความสะดวกแก่เถ้าแก่เล็กตู้หมูชุมชนและคู่ค้า พร้อมพัฒนาแอพพลิเคชั่นให้ลูกค้าทั่วไปสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ คาดเริ่มใช้ได้ภายในสิ้นปี 2561

 

 

นายสมพร เจิมพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟเล็งเห็นถึงศักยภาพของตลาด E-Commerce ของประเทศไทย ที่เติบโตเฉลี่ยปีละมากกว่า 13% จึงพัฒนา application CP SMART OP ซึ่งเป็น Website application สำหรับบริการคู่ค้าทั้งเถ้าแก่เล็กตู้หมูชุมชน (CP PORK SHOP) รวมถึงกลุ่ม HORECA ผู้จำหน่ายในตลาดสด และร้านอาหารอิสระ ในการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์สุกรจากบริษัทได้โดยตรง สามารถสั่งสินค้าได้ทุกที่ทุกเวลา ทำให้เกิดความสะดวกในการสั่งสินค้า ทั้งยังตรวจสอบรายละเอียดการสั่งซื้อย้อนหลัง และประวัติการชำระเงินได้โดยตรงกับบริษัท ปัจจุบันการให้บริการคู่ค้าของซีพีเอฟในการสั่งซื้อสินค้าเนื้อหมูและผลิตภัณฑ์ของบริษัท ทำได้ง่าย รวดเร็ว และตรวจสอบคำสั่งซื้อได้ตลอดเวลา ขณะนี้มีคู่ค้าอยู่ในระบบสั่งซื้อออนไลน์นี้ร่วม 4,000 ราย

 

 

“บริษัทอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบการสั่งซื้อออนไลน์ CP SMART ORDER เป็นแอพพลิเคชั่น เพื่อต่อยอดความสำเร็จของเถ้าแก่เล็ก CP PORK SHOP ให้ลูกค้าทั่วไปสามารถสั่งซื้อสินค้าหมูสด สะอาด ปลอดภัย และผลิตภัณฑ์ซีพีจากเถ้าแก่เล็กได้โดยตรง ซึ่งจะทำให้ลูกค้าทุกคนสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์หมูปลอดภัยได้มากขึ้น และช่วยเพิ่มความสะดวกแก่กลุ่มลูกค้าเป็นอย่างมาก คาดว่าจะพัฒนาแล้วเสร็จในปี 2561 นี้” นายสมพร กล่าว./

 

เมื่อเร็วๆ นี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมบูธของสมาคมไทยบล็อกเชน โดยให้ความสนใจการสาธิตใช้ตู้เอทีเอ็มเงินดิจิทัล ในชื่อ Crypto ATM จากคอยน์ แอสเซท (Coin Asset) พร้อมทั้งสอบถามถึงรายละเอียดการใช้เงินสกุลดิจิทัลในเมืองไทย ตลอดจนถึงประโยชน์ของการใช้เงินสกุลดิจิทัลด้วย ที่งาน CLMVT FORUM 2018 ณ บางกอก คอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์

ภายในงาน พลเอก ประยุทธ์ ยืนยันว่าประเทศไทยยึดมั่นในหลักการ Stronger Together โดยการเคารพและเกื้อกูลกันแบบทุกฝ่ายได้ประโยชน์ รวมถึงการกระจายโอกาสให้ทั่วถึง การแข่งขันและความร่วมมือจะต้องดำเนินควบคู่กันไปอย่างสมดุล จึงจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน และนำไปสู่การเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

CLMVT FORUM 2018 โดยกระทรวงพาณิชย์ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ทะยานสู่อนาคตด้วยการใช้เทคโนโลยี หรือ CLMVT Taking-Off Through Technology เพื่อกระชับความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจการค้าการลงทุนในกลุ่มประเทศ CLMVT อันได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย

ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ที่ 2 จากขวา) บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย นายพนม กาญจนเทียมเท่า กรรมการผู้จัดการ (ที่ 2 จากซ้าย) บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จํากัด เปิดตัว ‘ปีติ เอกมัย’ คอนโดลักชูรี่แห่งแรก ภายใต้การร่วมทุนบริษัท เสนา ฮันคิว จำกัด บนทำเลศักยภาพสูงสุดย่านเอกมัย ด้วยหลักปรัชญาแนวคิดจากญี่ปุ่น “IKIGAI (อิคิไก)” เข้ามาใช้ผสมผสานทุกรายละเอียดของงาน ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Good LIVING is the new luxury” เน้นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่พรั่งพร้อมด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานอันหลากหลายตามไลฟ์สไตล์ของคนไทย ราคา Pre sales เริ่ม 4.45 ล้านบาท* มูลค่าโครงการรวม 5,000 กว่าล้านบาท โดยเริ่มก่อสร้างในปี 2562 และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2564 พร้อมเปิดให้ชมห้องตัวอย่างแล้ววันนี้ ณ Sale Gallery โครงการ ปีติ เอกมัย หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 1775 กด 63

เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต ลงทุนกว่า 500 ล้านบาทใน 3 ปี พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อยกระดับการให้บริการและเพิ่มประสิทธิภาพใน value chain พร้อมนำ agile methodology มาบริหารโครงการ หวังส่งมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจแก่ลูกค้าผ่านศูนย์บริการลูกค้าและทุกช่องทางการขาย หลังประสบความสำเร็จในการปรับโครงสร้างองค์กรด้วยการรวมสายงานปฏิบัติการและสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศเข้าด้วยกันเมื่อต้นปี 2561 ที่ผ่านมา

นายอภิรักษ์ จิตรานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานเทคโนโลยีและปฏิบัติการ บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เอฟดับบลิวดีมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนมุมมองของคนไทยที่มีต่อการประกันชีวิต และยังคงตั้งใจที่จะส่งมอบความประทับใจให้แก่ลูกค้าด้วยนวัตกรรมใหม่ในทุกจุดการให้บริการ เราจึงลงทุนกว่า 500 ล้านบาท ภายใน 3 ปีนับจากปีนี้ เพื่อนำเทคโนโลยีใหม่มายกระดับการให้บริการและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ตลอดทั้ง value chain ตั้งแต่การนำเสนอผลิตภัณฑ์ การพิจารณารับประกันภัย การชำระเบี้ย และการบริหารหลังการขาย โดยมุ่งสู่ความสำเร็จ 5 ด้าน (5 Winning) ได้แก่

1.Enablement ให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลความคุ้มครอง หรือมูลค่ากรมธรรม์ได้อย่างรวดเร็ว โดยเพิ่มความสะดวกในการวางแผนความคุ้มครองเพิ่มเติม หรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลกรมธรรม์ด้วยตนเอง ชำระเบี้ยประกันภัย และเรียกร้องสินไหมผ่านทางออนไลน์ 
2.Experience มุ่งเปลี่ยนประสบการณ์ของลูกค้าหรือผู้สนใจที่ได้รับจากธุรกิจประกันภัย ให้เกิดความประทับใจ และเข้าใจในผลิตภัณฑ์ได้ง่ายมากขึ้น ใกล้ตัวมากขึ้น ด้วยการเพิ่มเครื่องมือให้พนักงาน และตัวแทนขายสามารถให้คำแนะนำ หรือการบริการแก่ลูกค้าอย่างมืออาชีพ
3.Deliverable สนับสนุนฝ่ายขาย และการตลาดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ให้รองรับความต้องการของลูกค้าและกลุ่มผู้มุ่งหวังได้อย่างทันท่วงที ด้วยการใช้เทคโนโลยีในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเข้าใจแนวโน้ม และทิศทางของผลิตภัณฑ์ทางการเงินและการประกันภัยที่เหมาะกับแต่ละกลุ่มลูกค้า (customer segment) 
4.Quality นำเทคโนโลยีการวิเคราะห์และตรวจสอบข้อมูลที่ทันสมัยมาใช้ เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพการให้บริการและลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการดำเนินงานได้
5.Efficiency เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน โดยการทำงานแบบ cross-functional scrum team พัฒนาการใช้โรบอท และเครื่องมืออื่นๆ เพื่อให้สามารถมอบบริการได้ครบวงจรในช่วงเวลาสั้นๆลดการส่งต่องานหรือโอนสายไปหาหน่วยงานที่รับผิดชอบได้มากกว่า 50%

 

“บริษัทได้นำแนวทางการกำหนดเป้าหมายระยะสั้นและปรับปรุงพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ (agile methodology) มาใช้ในการบริหารโครงการ จึงช่วยให้สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ และบริการตามความต้องการของตลาด ช่วยให้ลูกค้าสามารถวางแผนการจัดการความคุ้มครองด้วยตนเอง ลดขั้นตอนการทำงานของพนักงานให้กระชับอย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนการทำงานของฝ่ายขายได้อย่างทันท่วงที มีความยืดหยุ่น และเหมาะสมกับลูกค้าและผู้มุ่งหวังแต่ละกลุ่ม เราจึงเชื่อว่าจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างแท้จริง และช่วยให้เราส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ให้แก่ลูกค้า” นายอภิรักษ์ กล่าวเพิ่มเติม

 

นายวีรภัทร จันทรวรรณกูล ประธานเจ้าหน้าที่สายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เอฟดับบลิวดีมุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์ใหม่ที่ดีกว่าเดิมแก่ลูกค้า โดยคำนึงถึงความต้องการของลูกค้าเป็นหัวใจในการนำเสนอสินค้าและให้บริการ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว เราจึงนำเทคโนโลยี Big Data and Customer Analytics มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของลูกค้า (customer insights) ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าอย่างรอบด้าน ส่งผลให้เราสามารถนำเสนอกรมธรรม์และบริการที่เหมาะสมสอดคล้องและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าแต่ละบุคคลได้อย่างลึกซึ้งและตรงจุด (Personalized Customer Experience)

“ผมเชื่อมั่นว่าการลงทุนนำเทคโนโลยีมาพัฒนาขีดความสามารถขององค์กรและบุคลากร รวมทั้งการดำเนินธุรกิจผ่านกลยุทธเชื่อมโยงช่องทางการตลาดแบบผสมผสานทั้งออนไลน์และออฟไลน์ให้เป็นหนึ่งเดียว (Omni Channel Strategy) จะช่วยให้เราสามารถนำเสนอกรมธรรม์และบริการที่แตกต่างโดดเด่นเหนือบริษัทประกันชีวิตอื่นสามารถมอบบริการที่ดีกว่าแก่ลูกค้าอย่างสม่ำเสมอผ่านศูนย์บริการลูกค้า ทุกช่องทางขาย และทุกจุดให้บริการ เราจึงมั่นใจว่าลูกค้าจะได้รับประสบการณ์ที่แปลกใหม่และน่าประทับใจ และในที่สุดจะสามารถเปลี่ยนมุมมองที่เขามีต่อการประกันชีวิตได้” นายวีรภัทรกล่าว

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) นำโดยนายชนินท์ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการ และนางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ร่วมเปิดตัวพันธสัญญาใหม่ขององค์กร “Our Way  in Energy: พลังบ้านปูฯ สู่พลังงานที่ยั่งยืน” ตอบโจทย์วิสัยทัศน์ขององค์กร ในการเป็นผู้นำด้านพลังงานแห่งเอเชีย-แปซิฟิก ที่มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยี และความยั่งยืน พร้อมกันนี้ ยังได้เปิดตัวดีไซน์โลโก้ รวมไปถึงอัตลักษณ์ใหม่ขององค์กรที่สะท้อนภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำในธุรกิจพลังงานแบบครบวงจรใน 10 ประเทศ ที่มีความทันสมัย กระฉับกระเฉง และไม่หยุดนิ่งในการสร้างสรรค์และพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจ สังคมและชุมชน

นายไบรอัน สมิธ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต เปิดเผยว่า “ครึ่งปีแรกของปี 2561 อลิอันซ์ อยุธยา สามารถโชว์ผลประกอบการที่แข็งแกร่งจากทุกช่องทาง โดยมีเบี้ยประกันภัยรับรวมเติบโตขึ้นทุกช่องทาง แตะ 1.5 หมื่นล้านบาท เติบโตขึ้น 3.6 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ผลงานที่แข็งแกร่งนี้เป็นผลมาจากการเติบโตของธุรกิจในทุกช่องทางอย่างสมดุล โดยช่องทางตัวแทนยังคงเป็นช่องทางสำคัญที่สุดและทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม มียอดเบี้ยประกันภัยรับรวมถึง 6.4 พันล้านบาท เติบโตขึ้น 2.8% ช่องทางแบงก์แอสชัวรันซ์สร้างยอดเบี้ยประกันภัยรับรวม 5.4 พันล้านบาท เติบโต 3.5% ส่วนช่องทางการตลาดขายตรง ยังคงครองอันดับหนึ่งในตลาดด้วยเบี้ยประกันภัยรับรวมอยู่ที่ 2.5 พันล้านบาท เติบโต 1%

นอกจากนั้น ล่าสุดในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา บริษัทฯได้ทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการอย่างกลุ่มกรุงเทพดุสิตเวชการ กลุ่มธุรกิจการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เปิดตัวประกันสุขภาพเฟิร์ส คลาส@BDMS ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าอย่างดีเยี่ยม ช่วงครึ่งปีจากนี้ไปนับเป็นช่วงที่สำคัญในการสร้างผลงานของทุกช่องทาง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย พิชิตยอดเบี้ยประกันภัยรับรวม 34,000 ล้านบาท

ด้านกลุ่มอลิอันซ์ เยอรมนี ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ บมจ. อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต เดินหน้าทำผลงานได้ดีต่อเนื่อง ด้วยผลประกอบการไตรมาส 2/2561 ที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2561 ธุรกิจประกันชีวิตและสุขภาพ เป็นธุรกิจหลักที่ขับเคลื่อนผลประกอบการ โดยกำไรจากการดำเนินงานลดลง 1.8% อยู่ที่ 5.8 พันล้านยูโร (ประมาณ 2.25 แสนล้านบาท)  เนื่องจากผลกำไรจากการลงทุนปรับเข้าสู่ภาวะปกติและภาวะอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่เอื้ออำนวย ในธุรกิจบริหารสินทรัพย์ ผลกำไรจากการดำเนินงานเติบโตขึ้น จากรายได้ที่เพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ที่อยู่ภายใต้การบริหาร (AuM) ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานของธุรกิจประกันวินาศภัยลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยรวมแล้วผลกำไรจากการดำเนินงานในช่วง 6 เดือนแรกสูงกว่ากึ่งหนึ่งของเป้าทั้งปีของเราเล็กน้อย

"เรายังคงเดินหน้าเพื่อบรรลุเป้าหมายกำไรจากการดำเนินงานในปี 2561 ผมรู้สึกขอบคุณทุกคนในทีมอลิอันซ์ที่ทุ่มเทจนทำให้บริษัทในกลุ่มและในหลายประเทศมีผลการดำเนินงานที่ดีอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ผมจึงมั่นใจว่าเราจะบรรลุเป้าหมายตามกลยุทธ์ระยะ 3 ปีที่เราวางไว้ก่อนหน้านี้อย่างแน่นอน ” นายโอลิเวอร์ เบเทอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มอลิอันซ์ กล่าว

Page 1 of 12