August 22, 2018
Ad Top Header

“ไมนิจิ” เอาใจขาเที่ยว-เรียนต่อ ในงาน “Japan Expo Thailand 2018” ยิ่งใหญ่ระดับเอเชีย!

January 22, 2018 1090

สาวกผู้หลงใหลในเสน่ห์-วัฒนธรรมญี่ปุ่น ปักหมุดมางาน “Japan Expo Thailand 2018” ได้เลย! เพราะไม่เพียงเอาใจสายกิน-เที่ยว-ช็อป-ดนตรี-ธุรกิจ เชิงไลฟ์สไตล์เท่านั้น แต่ยังตอบโจทย์ผู้สนใจศึกษาต่อแดนปลาดิบ ผ่านรูปแบบ “Japan-One-Stop-Service-Center” จาก “โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นไมนิจิ” ซึ่งถูกการันตีความสำเร็จมาแล้วกว่า 20 ปี!

อลังการระดับเอเชีย “Japan Expo Thailand 2018”

กว่า 13 โซนความสนุก 40 วงดนตรีชื่อดัง 300 กว่าชีวิต ถูกถ่ายทอดความเป็นเอกลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่น ภายใต้แนวคิด ‘Infinite Japan’ ผ่านศิลปะ-วัฒนธรรม, อาหาร,แฟชั่น, การท่องเที่ยว, การศึกษา และดนตรี เนรมิตความเป็นญี่ปุ่นให้เกิดขึ้นแล้วอย่างยิ่งใหญ่ในเอเชีย!

“ต้องบอกก่อนว่า นี่ถือเป็นมหกรรมญี่ปุ่นที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียเลยก็ว่าได้ ซึ่งปีนี้ถือเป็นปีที่ 4 ที่เราได้มีส่วนช่วยในการเชื่อมต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น”

“ยุพเรศ เอกธุระประคัลภ์” ประธานกรรมการบริษัท จี-ยู ครีเอทีฟ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่น “ไมนิจิ” เผยความสำคัญของการร่วมจัดงาน Japan Expo Thailand 2018 ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 26-28 มกราคม ณ ศูนย์การค้าเซนทรัลเวิร์ล

อย่างที่กล่าวข้างต้นว่ามหกรรมญี่ปุ่นที่กำลังเกิดขึ้นในไม่ช้า ถือเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและในระดับเอเชีย ไฮไลต์ที่เกิดขึ้นในงานจึงเป็นอีกหนึ่งในความน่าสนใจที่ผู้เข้าชมเตรียมปักหมุดมาเยือน

“ความน่าสนใจของงาน Japan Expo Thailand ในปีนี้ มีทั้งหมด 13 โซน ทั้งโซนอาหารที่ส่งตรงมาจากประเทศญี่ปุ่นกว่า 30 ร้านค้า ซึ่งถือได้ว่าตอบโจทย์กับผู้ที่สนใจอยากลงทุนในอนาคตได้ดีทีเดียว ทั้งยังมีความพิเศษการแสดงดนตรีแจ๊ส จากศิลปินคนดัง Sumida Jazz Festival ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่จะเกิดขึ้นที่ประเทศไทยด้วย

นอกจากนี้ ยังมีโซนที่แบ่งออกตามความสนใจของผู้มาร่วมงาน ทั้งด้านแฟชั่นโชว์ ธุรกิจ วัฒนธรรม ดนตรี ท่องเที่ยว รวมถึงโซนไอทีและเทคโนโลยีที่ทันสมัยของประเทศญี่ปุ่นมาจัดแสดง เพื่อเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนไทย เรียกได้ว่าทุกวัย-ทุกอาชีพเข้าชมได้หมดแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย

ที่สำคัญและขาดไม่ได้เลย คือ ด้านการศึกษาที่ทาง ‘โรงเรียนไมนิจิ’ เองได้มีบทบาทในการช่วยแนะแนวการเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน ซึ่งมีทั้งส่วนของการจับคู่ทางธุรกิจ (B2B Business Matching and Networking) ด้วยการร่วมกับรัฐมนตรีทางฝั่งประเทศญี่ปุ่น

โดยการนำหัวข้อมาพูดคุยกันเกี่ยวกับการทำงานร่วมกันระหว่างบุคลากร และการลงทุนในประเทศไทยเพื่อให้สามารถตอบโจทย์และสร้างประสิทธิภาพในการผลิต (Productivity) ให้เกิดขึ้นอย่างดีที่สุด”

นอกเหนือไปจากความสนุกและความรู้ที่จะได้รับกลับไปจากมหกรรมญี่ปุ่นในครั้งนี้ การได้รับแรงบันดาลใจการต่อยอดสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ทั้งด้านการทำธุรกิจและการศึกษาต่อ ถือว่าเป็นเป้าหมายที่ทางโรงเรียนไมนิจิคาดหวังว่าผู้ที่เดินทางมาร่วมงานจะได้รับกลับไปด้วยเช่นกัน

“แน่นอนว่าเรื่องของความสนุกคงต้องมีอยู่แล้ว เรื่องของความรู้ (Knowledge) ที่คุณจะได้รับแรงบันดาลใจกลับไปจากในงาน ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดกับความชื่นชอบของตัวเองในการทำธุรกิจต่างๆ ถ้าคุณสามารถมองทะลุในเรื่องของการจับมือทางธุรกิจตรงนี้ได้ ก็คิดว่าเป็นงานงานหนึ่งที่ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการทำอะไรร่วมกันกับชาวญี่ปุ่น

หรือบางคนอาจจะชอบแฟชั่น บางคนชอบทำอาหาร บางคนชอบดนตรี ชอบคอสเพลย์ เจร็อค คัฟเวอร์แดนซ์ หรือบางคนชอบการท่องเที่ยว คุณชอบอะไรก็แล้วแต่ที่มีความเป็นญี่ปุ่นเป็นแรงบันดาลใจ คุณแค่นำมาต่อยอดในตัวคุณเอง ซึ่งก็มีหลายๆ คนที่เรียนกับเราด้วยการที่มาจากการไปร่วมงานต่างๆ

จนปัจจุบันเขากลายเป็นมืออาชีพในสายที่เขารัก เราคิดว่าเรามีส่วนในการจุดประกายให้กับน้องๆ และผู้ที่ชื่นชอบอะไรที่เกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่น และมองว่าการทำงานอีเวนท์มันก็เป็นส่วนหนึ่งของการที่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ที่มางานนี้ด้วยเช่นกัน”

“ไมนิจิ” ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่นครบวงจร!

เรียกได้ว่านี่คือโรงเรียนสอนภาษาระดับประเทศที่ถูกการันตีความสำเร็จ จากผู้เรียนจำนวนมากแห่งหนึ่งของเมืองไทย ด้วยรูปแบบ “Japan-One-Stop-Service-Center” ผ่านสายตาที่เปิดกว้างจากผู้บริหารที่มีประสบการณ์การทำงานผ่านวัฒนธรรมญี่ปุ่นมาแล้วกว่า 20 ปี “ยุพเรศ เอกธุระประคัลภ์”

“ที่นี่เน้นความเป็นศูนย์กลาง ในเรื่องของการให้บริการครบทุกวงจรเกี่ยวกับการเรียนต่อในประเทศญี่ปุ่น (Japan-One-Stop-Service-Center) แม้ว่าเบสจะอยู่ที่ประเทศไทย แต่การเรียนการสอนต้องบอกเลยว่าเราอิงเหมือนประเทศญี่ปุ่นทุกอย่าง”

ยุพเรศ ขยายความต่อไปว่า ด้วยระบบการสอนแบบเดียวกับประเทศญี่ปุ่น ทั้งด้านบุคลากรที่เป็นชาวญี่ปุ่นแท้ๆ และวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่ถูกส่งต่อมาราวกับอยู่แดนปลาดิบ สิ่งเหล่านี้มีส่วนที่ทำให้ผู้เรียนเกิดความมั่นใจและไม่รู้สึกกังวล เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายการเรียนแล้ว ถือว่าคุ้มค่ามากทีเดียว

“ใครเรียนกับเราที่นี่และไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่นจะไม่เกิดอาการแพนิค (Panic) เลย เพราะอาจารย์สอนทุกท่านของเราเป็นคนญี่ปุ่น ใช้วิธีการสอนเดียวกันกับประเทศญี่ปุ่น และข้อดีของการเรียนที่นี่คือค่าใช้จ่ายจะถูกกว่าที่นั่น ดังนั้น น้องๆ ที่มีแพลนจะไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่น ส่วนใหญ่จะมาเตรียมความพร้อมในเรื่องของภาษาก่อน

แน่นอนว่าที่นี่ได้พยายามใส่ในเรื่องของความครบวงจรให้แก่ผู้ที่ต้องการไปเรียนต่อ ไม่ว่าจะเป็นการให้คำแนะนำก่อนไปเรียน เช่น ผู้เรียนอยากได้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องอะไร อยากเรียนด้านไหน ชอบเมืองแนวไหน ถ้าอยากเข้าเรียนต่อในอนาคตจะหาทุนได้อย่างไร

การจัดหาที่พัก ไฟลท์บิน รวมถึงการทำหนังสือ-คู่มือต่างๆ ให้น้องๆ สามารถอ่านและเตรียมความพร้อมก่อนไปประเทศญี่ปุ่นได้ หรือเวลาที่เราเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นจะมีการไปแวะเยี่ยมเยียนน้องๆ ซึ่งในส่วนของการซัปพอร์ตตรงนี้ น้องๆ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้กับทางศูนย์เลย”

ความพิเศษอีกหนึ่งอย่างที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือ การมอบทุนการศึกษาเรียนต่อยังประเทศญี่ปุ่นแก่น้องๆ ที่มีความสามารถและคุณสมบัติตรงตามที่ประเทศญี่ปุ่นมองหา ซึ่งทางไมนิจิเองถือได้ว่าเป็นสะพานที่เชื่อมต่อความสำเร็จของนักเรียนหลายต่อหลายคน

“ในแต่ละปี เราจะจัดแนะแนวการศึกษาต่อเพื่อที่ให้น้องๆ หรืออาจารย์ และตัวแทนจากสถาบันได้บินมา เพื่อมาพูดคุยกันแบบตัวต่อตัว ที่สำคัญที่นี่จะมีเรื่องการให้ทุนเรียนต่อประเทศญี่ปุ่นกับน้องๆ ด้วย

อย่างน้องบางคนต้องการหาทุนไปเรียนต่อ เราจะพยายามให้น้องๆ มีโอกาสได้รับทุน ซึ่งทุนเป็นของไมนิจิที่มอบให้เองด้วย โดยจะให้เขียนเรียงความภาษาไทยและเลือกให้ทุนไปเรียนประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งยังมีทุนจากหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งเราทำหน้าที่ในการเชื่อมต่อระหว่างหน่วยงานกับน้องๆ ที่ต้องการรับทุน”

สำหรับหลักสูตรการเรียน-การสอนของทางไมนิจิ ที่ถือว่าเป็นจุดเด่นและสร้างความสำเร็จให้แก่สถาบันแห่งนี้ คือ หลักสูตรที่ไม่เพียงแต่ให้ความรู้ด้านการสื่อสารภาษาญี่ปุ่น แต่ยังมีการสอดแทรกเรื่องของวัฒนธรรม การใช้ชีวิตและการทำงาน

“ด้วยประสบการณ์การทำงานกับคนญี่ปุ่นมานาน ได้มีโอกาสร่วมงานกับคนญี่ปุ่นค่อนข้างเยอะ เรารู้นิสัยของคนไทยและคนญี่ปุ่นดี เพราะฉะนั้น อาจารย์ที่มาสอนจะสอนเรื่องของวัฒนธรรมด้วย เพื่อให้ผู้เรียนได้รู้จักคิด-เปิดใจ ทั้งกับคนไทยเองและคนญี่ปุ่นด้วย

เราอยากสอดแทรกในเรื่องของการทำงานร่วมกับคนญี่ปุ่น ทั้งเรื่องมารยาท วัฒนธรรม ความคิด ที่จะทำให้คนไทยและคนญี่ปุ่นเข้ากันได้ในเรื่องของการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ นี่จึงเป็น ‘Course Culture’ ที่สอนเรื่องความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรม”

อย่างไรก็ดี แม้แต่ละปีทางไมนิจิจะมีนักเรียนหมุนเวียนมากกว่า 1,000 คน แต่ยังคงไม่หยุดยั้งที่จะพัฒนาและต่อยอดความรู้ใหม่ๆ เพิ่มเติมกับสื่อการสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างคอนเทนต์และการเรียนรู้ผ่านรูปแบบออนไลน์มากยิ่งขึ้น

“ในเรื่องการเรียน-การสอน เราเริ่มนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการสอนมากขึ้น เช่น การเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์ หรือทางแอปพลิเคชันที่จะสอนภาษาญี่ปุ่น หรือการทำโปรเจคให้คนญี่ปุ่นสอนนอกสถานที่ โดยขึ้นอยู่กับสถานการณ์ต่างๆ เช่น ไปร้านอาหาร การอัปเดตเทรน มันจะเป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่เราเตรียมต่อยอดต่อไป”

ประเทศญี่ปุ่นกับเทรนด์อาชีพในอนาคต

“ความเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี ไม่ใช่แค่กับคนไทยอย่างเดียว คนญี่ปุ่นเองก็เริ่มที่จะอยากทำงานโดยใช้ออนไลน์ หรือการทำงานโดยไม่ต้องเป็นพนักงานประจำอีกต่อไปแล้ว”

ยุพเรศ เอกธุระประคัลภ์ เปิดมุมมองผ่านภาพใหญ่ในประเด็นความเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี ก่อนขยายความต่อถึงตลาดแรงงานในประเทศญี่ปุ่นที่เรียกได้ว่ากำลังขาดแคลนคน เนื่องจากว่าคนส่วนใหญ่หันหน้าหาช่องทางอาชีพที่เกี่ยวข้องกับออนไลน์มากขึ้น

“ในประเทศญี่ปุ่นเองก็รับมือกับสถานการณ์ที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปด้วย เช่น คนที่อยากทำงานประจำอาจจำนวนน้อยลง แต่อย่างไรแล้วงานเซอร์วิสต่างๆ เช่น งานโรงแรม ร้านอาหาร การให้บริการ ร้านขายโทรศัพท์ หรือลูกมือ ประเทศญี่ปุ่นก็ยังคงขาดแคลนเยอะอยู่เหมือนกันในเรื่องของแรงงาน”

ขณะที่คนไทยเองเริ่มมีความสนใจเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นอย่างเห็นได้ชัด ด้วยการท่องเที่ยวและความสนใจเฉพาะทางได้เริ่มเข้ามามีบทบาทเชิงไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตมากขึ้น นี่จึงเป็นเหตุผลหลักๆ ที่คนไทยส่วนใหญ่สนใจเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นในการท่องเที่ยวและต่อยอดการทำงาน

“อย่างที่เห็นได้ชัดเจน คนไทยไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นค่อนข้างเยอะ เพราะฉะนั้น เวลาที่คนไทยไปที่ญี่ปุ่นจะเริ่มเรียนรู้มากขึ้น เดี๋ยวนี้การไปประเทศญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องยาก เราไม่ต้องมีวีซ่าด้วย ต้องบอกเลยว่าในการพัฒนาในส่วนนี้ ทำให้คนเราอยากเรียนภาษามากยิ่งขึ้น

สำหรับแนวโน้มการเรียนภาษาญี่ปุ่นที่เพิ่มมากขึ้น ด้วยเหตุผลเพราะภาษาญี่ปุ่นเริ่มถูกยอมรับมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของความบันเทิง หรือ J-Pop อีกต่อไป แต่ยังมีบทบาททางด้านการท่องเที่ยว อาหาร ความชอบในการถ่ายภาพ ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือไลฟ์สไตล์ที่ทำให้คนอยากเรียนภาษาญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง”

หากพูดถึงสัดส่วนของผู้ที่มาเรียนที่ไมนิจิ ด้าน ยุพเรศ ได้ประเมินค่าเฉลี่ยสำหรับผู้ที่มาเรียนเพราะสนใจภาษาญี่ปุ่นอยู่ที่ 50% ส่วนกลุ่มคนที่วางแผนในอนาคตสำหรับการเรียนต่อหรือทำงาน 30% และกลุ่มคนที่มีความเกี่ยวข้องกับงานอยู่แล้วอยู่ที่ 20%

“ต้องบอกว่านักเรียนที่เรียนกับเราหลากหลายมากๆ ในความเป็นจริงค่าเฉลี่ยน่าจะพอๆ กัน แต่ในปัจจุบันความต้องการคนพูดภาษาญี่ปุ่นได้มีเยอะขึ้น สัดส่วนที่เพิ่มขึ้นคิดว่าจะอยู่ในส่วนของผู้ที่ต้องการเรียนภาษาญี่ปุ่นเพื่อใช้ในการทำงานมากกว่า”

นอกจากนี้ ผู้บริหารคนเก่งยังกล่าวทิ้งท้าย ถึงผู้ที่สนใจเรียนภาษาญี่ปุ่นด้วยว่า ‘ภาษา’ สามารถเป็นประตูที่เชื่อมต่อโลกของการทำงานได้ดีที่สุด อีกทั้งยังฝากแง่คิดสำหรับน้องๆ ที่ค้นพบความชอบของตัวเอง จงทำสิ่งต่างๆ ด้วยความตั้งใจ เชื่อว่าจะประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก

“แน่นอนภาษามันก็คือประตู ถ้าคุณพูดได้ คุณก็สามารถเข้าใจคนญี่ปุ่นได้มากขึ้น สื่อสารได้มากขึ้น ถ้าเรามีภาษาเป็นตัวนำ มันก็ทำให้การทำงานกับคนญี่ปุ่นราบรื่นได้มากขึ้นนั่นเอง

อยากฝากถึงน้องๆ ที่รู้สึกว่า เวลารักอะไรหรือต้องการที่จะทำอะไร ก็อยากให้ทำให้เต็มที่ เวลาเราทำอะไรก็ขอให้จริงจังกับสิ่งที่ตัวเองทำ มันจะทำให้เราค่อยๆ เติบโตในทางที่เราชอบและในทางที่เรารักได้แน่นอน